แรงสั่นสะเทือนจากฟันเฟืองขนาดมหึมาใต้พื้นหอคอยสั่นสะเทือนไปถึงปลายนิ้วของเอเลียส เขากำลังพยายามยึดชิ้นส่วนโลหะสีทองที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความร้อนจัด เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องเครื่องที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันและไอระเหยของแรงดันไอน้ำ เขาพ่นลมหายใจร้อนๆ ออกมาพร้อมกับเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตาด้วยแขนเสื้อที่เปรอะเปื้อนคราบจาระบีเข้มข้น
“อย่านิ่งสิเจ้าตัวดี ข้ายังไม่อยากให้เวลาของเมืองนี้หยุดลงตอนนี้” เอเลียสพึมพำกับกลไกที่ไร้ชีวิตข้างหน้า เขาใช้อุปกรณ์ที่มีปลายแหลมดุจเข็มเย็บผ้าแตะลงบนจุดเชื่อมต่อที่บอบบางที่สุดของนาฬิกาเรือนยักษ์ ทันทีที่ปลายเหล็กสัมผัส ประกายไฟสีน้ำเงินก็กระโดดเข้าใส่ปลายนิ้วของเขาจนต้องรีบชักมือกลับด้วยความเจ็บปวด
ภายในห้องเครื่องที่มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่แขวนอยู่บนผนังปูนเก่าแก่ที่ส่งกลิ่นอับชื้น เอเลียสสำรวจบาดแผลบนปลายนิ้วที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการถูกกระแสไฟฟ้าช็อต เขารู้ดีว่าหากซ่อมแซมแกนกลางของนาฬิกาแห่งเมืองอาร์คาน่าไม่ได้ก่อนรุ่งสาง แรงดึงดูดของกาลเวลาในพื้นที่นี้จะค่อยๆ จางหายไปและทุกอย่างจะกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ที่ปิดตายมานานหลายทศวรรษ เอเลียสคว้าประแจเหล็กตัวยาวขึ้นมาถือไว้ในมือแน่น สายตาจ้องเขม็งไปที่รอยแยกของประตูที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แรงดันไอน้ำในห้องเริ่มพุ่งสูงจนส่งเสียงหวีดหวิวอย่างน่าขนลุกราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในฟันเฟือง
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงช่องว่างของประตู มันไม่ใช่เครื่องจักรและไม่ใช่คนธรรมดา ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีเทาที่ดูราวกับถักทอขึ้นจากหมอกควันและเศษผ้าเก่าๆ ดวงตาใต้ฮู้ดสีเข้มคู่นั้นเปล่งประกายสีเงินวาวโรจน์ราวกับเข็มนาฬิกาที่หยุดนิ่งมานานปี เอเลียสรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้องเครื่องจนไอน้ำเริ่มกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนัง
“เจ้าไม่ได้ถูกเรียกมาที่นี่เพื่อซ่อมมัน เอเลียส” เสียงนั้นแหบพร่าและก้องกังวานราวกับเสียงสะท้อนจากอุโมงค์ลึก มันก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจแรงดันมหาศาลที่กำลังจะทำลายทุกอย่างรอบตัว เอเลียสขยับตัวถอยหลังไปจนติดกับแกนกลางของนาฬิกา เขารู้สึกถึงความสั่นสะเทือนของมันที่เริ่มแปรปรวนเป็นจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอเหมือนคนกำลังหอบหายใจ
“ข้าถูกจ้างมาเพื่อหน้าที่นี้ และข้าจะไม่ปล่อยให้คนแปลกหน้ามาขวางทางเด็ดขาด” เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคง แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เขากระชับประแจในมือแน่นขึ้นอีกเมื่อร่างในชุดคลุมก้าวเข้ามาใกล้ระยะห่างไม่ถึงสามก้าว
ร่างในชุดคลุมหยุดลงตรงหน้ากองฟันเฟืองที่กระจัดกระจาย มันยื่นมือที่ดูแห้งเหี่ยวเหมือนกิ่งไม้เข้าไปในเศษซากเหล่านั้น เอเลียสเห็นแสงสีเงินไหลออกจากปลายนิ้วของอีกฝ่ายเข้าสู่กลไกที่หยุดชะงัก ทันใดนั้นฟันเฟืองเหล่านั้นก็เริ่มหมุนด้วยตัวเองอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง มันส่งเสียงดังครืดคราดจนห้องเครื่องสั่นไหวอย่างหนักราวกับแผ่นดินไหว
“เจ้าคิดว่าการหมุนของนาฬิกาคือการเดินหน้าตลอดไปงั้นหรือ” ร่างนั้นถามขณะที่ฟันเฟืองเริ่มประกอบตัวกันใหม่ด้วยอำนาจลึกลับ เอเลียสเบิกตากว้างเมื่อเห็นชิ้นส่วนเหล็กค่อยๆ บิดตัวราวกับเป็นสิ่งมีชีวิต มันซ่อมแซมตัวเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือความรู้ของมนุษย์คนไหนเลย
เอเลียสกัดฟันแน่นแล้วตะโกนออกไป “มันคือกฎของโลกใบนี้ ถ้าเวลานิ่งสนิท ผู้คนก็จะไม่มีวันพรุ่งนี้ ข้าไม่ยอมให้เมืองนี้ต้องกลายเป็นสุสานแห่งความเงียบหรอก” เขากระโจนเข้าใส่ร่างนั้นด้วยความโกรธแค้น เขาไม่ได้ต้องการชัยชนะ แต่ต้องการปกป้องสิ่งที่เขาทุ่มเทชีวิตในการซ่อมแซมมาตลอดสิบปี แม้จะรู้ว่าพลังของชายผู้นี้เหนือกว่าสิ่งที่เขาเคยพบเห็นมาก็ตาม
ร่างชุดคลุมหลบการโจมตีของเอเลียสได้อย่างง่ายดายราวกับเงาที่ไม่มีตัวตน เอเลียสถลาไปชนกับแผงควบคุมหลักจนเกิดเสียงดังสนั่น เขารีบดึงคันโยกฉุกเฉินเพื่อให้ระบบระบายความร้อนทำงาน แต่คันโยกกลับหักคามือเพราะความกรอบของโลหะที่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา
“ดูให้ดี เอเลียส ว่าสิ่งที่เจ้าพยายามรักษาไว้คืออะไรกันแน่” ชายในชุดคลุมชี้ไปที่กระจกบานใหญ่ที่เคยถูกปิดตายไว้หลังนาฬิกา เมื่อแสงจากฟันเฟืองสีเงินกระทบกระจก ภาพสะท้อนที่ปรากฏออกมาไม่ใช่ห้องเครื่องที่เขารู้จัก แต่เป็นภาพของเมืองที่ล่มสลายและถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่านที่ไม่มีวันจางหายไปไหน
เอเลียสทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความตกตะลึง ภาพในกระจกนั้นคือความจริงที่ถูกซ่อนไว้หลังม่านกาลเวลาที่เขาพยายามซ่อมแซมมาตลอด ทุกครั้งที่เขาหมุนฟันเฟืองเพื่อรักษาเวลาไว้ เขากำลังหมุนกงล้อแห่งความตายให้ยืดเยื้อออกไปแทนที่จะเป็นการให้ชีวิตผู้คน เขาหันไปมองร่างในชุดคลุมด้วยสายตาที่สั่นไหวและเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
“แล้วข้าควรทำอย่างไร” เอเลียสถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ความมั่นใจในอาชีพนักซ่อมกลไกของเขาพังทลายลงพร้อมกับเสียงฟันเฟืองที่เริ่มแตกสลายทีละชิ้น ร่างในชุดคลุมก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางมือที่เย็นจัดลงบนไหล่ของเขา ความเย็นนั้นไม่ได้ทำร้ายเขา แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกสงบลงอย่างประหลาดท่ามกลางความวุ่นวาย
“หยุดมันเสีย ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ ไม่ใช่ตามจังหวะที่มนุษย์กำหนด” ร่างนั้นกล่าวพร้อมกับถอดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูไร้อายุ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยร่องรอยของความโศกเศร้าที่สั่งสมมานับพันปี มันคือใบหน้าของเอเลียสเอง แต่อยู่ในวัยที่ร่วงโรยและอ่อนล้ากว่ามาก
เอเลียสสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงที่น่าสยดสยอง เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาถึงหมกมุ่นกับการซ่อมนาฬิกานี้มาตลอดชีวิต เพราะนี่คือบ่วงกรรมที่เขาสร้างขึ้นเองจากการปฏิเสธความสูญเสียในอดีต เขายื่นมือที่สั่นเทาไปแตะที่แกนกลางของนาฬิกาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้พยายามซ่อมมัน เขาเลือกที่จะดึงฟันเฟืองหลักออก
เสียงนาฬิกาดังลั่นเป็นครั้งสุดท้ายราวกับหัวใจที่หยุดเต้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลหยุดลงทันที ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องเครื่อง กลิ่นไอน้ำและคราบน้ำมันจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่เขาไม่ได้กลิ่นมานานนับสิบปี กระจกบานใหญ่แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเผยให้เห็นแสงสว่างของรุ่งอรุณที่แท้จริง
เอเลียสยืนมองแสงตะวันแรกที่ส่องผ่านเข้ามาในห้องเครื่องที่มืดมิด เขารู้สึกถึงน้ำหนักที่หายไปจากบ่า ร่างของชายในชุดคลุมจางหายไปกลายเป็นละอองแสงที่ล่องลอยไปตามกระแสลม เขาเดินออกจากหอคอยไปสู่โลกภายนอกที่กำลังตื่นขึ้นจากฝันร้ายที่ยาวนาน เขารู้ดีว่านับจากนี้เวลาจะเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมีใครมาควบคุมมันอีกต่อไป
เขาพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่เคยเป็นฐานของหอคอย เมืองที่เคยเต็มไปด้วยกลไกและฟันเฟืองหายไปแล้ว เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ปกคลุมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม เอเลียสหยิบประแจตัวสุดท้ายในกระเป๋าขึ้นมาดู ก่อนจะโยนมันทิ้งลงในลำธารใกล้ๆ เขาไม่ใช่นักซ่อมกลไกอีกต่อไป แต่เป็นเพียงชายผู้หนึ่งที่พร้อมจะเริ่มต้นใช้เวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตโดยไม่หวังว่าจะต้องหยุดมันไว้ที่ใด
แสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนกับหยดน้ำค้างบนยอดหญ้า มันเป็นภาพที่เรียบง่ายแต่กลับมีความหมายมหาศาล เอเลียสสูดลมหายใจลึกๆ เข้าเต็มปอดเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เขาก้าวเดินไปข้างหน้าตามทางเดินที่ไม่คุ้นเคย ทิ้งไว้เพียงเงาของตัวเองที่ทอดยาวไปตามแสงสีทองของวันใหม่ที่กำลังจะมาถึง
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น