นิ้วหัวแม่มือของ 'กวินท์' สั่นเทาขณะที่เขากำลังใช้แปรงขนกระรอกขนาดเล็กปัดเศษดินที่เกาะแน่นอยู่บนร่องรอยจารึกรูปดวงตาที่สามบนหน้ากากดินเผาสีหม่น แสงไฟสลัวจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ในห้องแล็บใต้ดินของพิพิธภัณฑ์กะพริบถี่จนเกิดเสียงหึ่งๆ ที่น่ารำคาญใจ แต่เขากลับไม่มีสมาธิจะสนใจมันเลย เพราะกลิ่นของความชื้นและไอของดินเหนียวที่ลอยออกมาจากหน้ากากนั้นรุนแรงจนชวนให้วิงเวียนศีรษะ
เขากลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณเมื่อเห็นรอยแยกเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของหน้ากาก ราวกับว่าวัตถุชิ้นนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรบางอย่างในความเงียบงัน กวินท์วางเครื่องมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊กที่เปื้อนคราบฝุ่น แล้วหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูรายละเอียดของสัญลักษณ์ที่ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจเขาเอง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถึงความผิดปกติในการฟื้นฟูโบราณวัตถุชิ้นนี้ แต่มันเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าหน้ากากกำลังจับจ้องเขากลับมา
หยดเหงื่อไหลซึมผ่านไรผมของกวินท์หยดลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ เขาพยายามปลอบใจตัวเองว่ามันเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานติดต่อกันนานหลายสิบชั่วโมง แต่เมื่อสายตาของเขาเผลอจ้องมองลงไปในรอยแยกของเบ้าตาหน้ากาก เขากลับเห็นภาพสะท้อนของเมืองโบราณที่ลุกไหม้อยู่ในนั้นราวกับเป็นภาพหลอนที่คมชัดอย่างเหลือเชื่อ
เขารีบถอยกรูดจนเก้าอี้ล้มกระแทกพื้น เสียงดังสนั่นในห้องแล็บที่เงียบสงัดทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว กวินท์รีบคว้าผ้าคลุมสีดำมาปิดหน้ากากนั้นไว้อย่างรวดเร็ว มือของเขาสั่นจนแทบจะควบคุมไม่อยู่ ขณะที่หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบที่กำลังเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่ควรรับงานนี้มาตั้งแต่ต้น แต่งานฟื้นฟูชิ้นนี้คือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาได้รับทุนวิจัยต่อเพื่อกู้คืนชื่อเสียงของตระกูลที่เคยถูกตราหน้าว่าขโมยของมีค่าจากแหล่งขุดค้น
บรรยากาศภายในห้องเริ่มหนักอึ้งขึ้นจนเขารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเบาบางลง กวินท์มองไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยเศษซากของอดีต ทั้งรูปปั้นหินและแผ่นจารึกที่เขารักและดูแลมาตลอดชีวิต แต่วันนี้ทุกอย่างกลับดูแปลกตาและน่าหวาดหวั่น เขารู้สึกเหมือนมีสายตานับร้อยคู่กำลังจับจ้องมาจากมุมมืดของห้องแล็บที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง
เขาตัดสินใจเดินไปที่ประตูเพื่อจะออกไปสูดอากาศข้างนอก แต่ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาจากโต๊ะทำงาน เสียงนั้นฟังดูแหบพร่าคล้ายกับเสียงของใบไม้แห้งที่เสียดสีกัน กวินท์หยุดชะงัก ฝ่ามือของเขาวางอยู่บนลูกบิดประตูโลหะเย็นๆ เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงเสียงลมที่ลอดเข้ามาทางช่องระบายอากาศ แต่ความจริงในใจเขากลับรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีทางที่ลมจะพัดผ่านห้องที่ปิดตายนี้ได้
กวินท์ค่อยๆ หันกลับมามองโต๊ะทำงานอีกครั้ง ผ้าคลุมสีดำที่เขาเพิ่งวางทับหน้ากากไว้บัดนี้กลับร่วงหล่นลงมาอยู่ที่พื้น เผยให้เห็นหน้ากากที่ดูเหมือนจะขยับเข้ามาใกล้ขอบโต๊ะมากกว่าเดิม แววตาของรูปปั้นดินเผานั้นดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่แค่เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือภาชนะที่กักขังวิญญาณและความแค้นของยุคสมัยที่สาบสูญเอาไว้
เขาเดินกลับเข้าไปหาหน้ากากนั้นด้วยความรู้สึกที่สับสนระหว่างความหวาดกลัวและความหลงใหลในฐานะนักฟื้นฟู เขาหยิบกระจกบานเล็กขึ้นมาส่องดูใบหน้าของตัวเองเทียบกับหน้ากากนั้น สิ่งที่เขาเห็นในกระจกทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ ใบหน้าของเขาเริ่มปรากฏรอยร้าวที่แก้มซ้ายเหมือนกับรอยร้าวบนหน้ากากดินเผาเป๊ะๆ กวินท์ตระหนักได้ในทันทีว่าการฟื้นฟูหน้ากากนี้ไม่ได้หมายถึงการซ่อมแซมวัตถุ แต่เป็นการคืนสภาพให้แก่บางสิ่งที่ต้องการร่างประทับ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่ด้านนอกห้องแล็บก่อนที่ประตูจะถูกผลักเปิดออก 'ลลิสา' ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ เธอมองเห็นกวินท์ที่ยืนค้างอยู่ในสภาพที่ดูไม่จืด ใบหน้าของเขาซีดเผือดและมีรอยสีเทาคล้ายฝุ่นดินเปื้อนอยู่ที่โหนกแก้ม เธอวางแฟ้มลงและถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลว่า "กวินท์ คุณทำงานหนักเกินไปหรือเปล่า สีหน้าคุณดูแย่มากเลยนะ"
กวินท์รีบยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าอย่างลุกลนพยายามปกปิดรอยเปื้อนนั้นไว้ "ผมแค่... ผมแค่เหนื่อยนิดหน่อยครับ งานชิ้นนี้มันมีรายละเอียดซับซ้อนกว่าที่คิดไว้เยอะเลย" เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่แห้งผาก พยายามไม่สบตาเธอ เพราะเขารู้ดีว่าหากลลิสาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา เธอจะต้องแจ้งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและสั่งยุติโครงการนี้ทันที ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเลย
ลลิสาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น สายตาของเธอเหลือบไปเห็นหน้ากากดินเผาที่วางอยู่บนฐานรองรับ "สวยมากเลยนะ แต่มันดู... แปลกๆ เหมือนมีพลังงานบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก" เธอกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือจะไปสัมผัสพื้นผิวของหน้ากาก กวินท์รีบคว้าข้อมือเธอไว้โดยสัญชาตญาณ แรงที่เขากระทำนั้นรุนแรงจนลลิสาชะงักและมองเขาด้วยสายตาที่ตกใจ
"อย่าแตะต้องมันเด็ดขาด!" กวินท์ตะโกนออกมาโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือเธอเมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเธอ เขาพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ "ขอโทษทีครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมแค่ไม่อยากให้สารเคมีบนมือคุณไปทำลายสารเคลือบผิวของหน้ากากน่ะครับ มันเปราะบางมากจริงๆ ในตอนนี้"
ลลิสาถอนหายใจและขยับตัวถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว "เข้าใจแล้วค่ะ แต่คุณต้องพักบ้างนะ กวินท์ อีกสามวันเรามีงานแถลงข่าวเปิดตัวนิทรรศการนี้ ถ้าคุณล้มป่วยไปงานคงพังแน่ๆ" เธอเดินออกจากห้องไปทิ้งให้กวินท์อยู่กับความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง เขาหันไปมองหน้ากากนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ได้แค่จ้องมองเขา แต่ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงกระแสความเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวมัน
เขาตัดสินใจที่จะทำลายมันทิ้งเสียตั้งแต่นี้ ก่อนที่มันจะพรากตัวตนของเขาไปมากกว่านี้ กวินท์หยิบฆ้อนเหล็กขนาดเล็กที่ใช้สำหรับเคาะหินขึ้นมา เขามองหน้ากากนั้นด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว "แกต้องการร่างงั้นเหรอ? งั้นก็ลองสัมผัสกับความแหลกสลายดูบ้างเป็นไง" เขาเงื้อฆ้อนขึ้นเหนือหัว เตรียมจะฟาดลงไปที่กลางหน้าผากของหน้ากากอย่างแรง
แต่ก่อนที่ฆ้อนจะกระทบพื้นผิวหน้ากาก เสียงกระซิบที่เคยเป็นเพียงลมแผ่วเบากลับกลายเป็นเสียงกังวานในหัวของเขา 'ถ้าเจ้าทำลายข้า ความทรงจำของเจ้าก็จะแตกสลายไปพร้อมกับข้าด้วย เจ้าจำได้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่? เจ้าจำเรื่องราวของแม่เจ้าได้ไหม?' กวินท์ชะงักค้าง ฆ้อนในมือสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำที่เลือนหายไปเกี่ยวกับแม่ของเขาเริ่มไหลย้อนกลับมาเหมือนเขื่อนแตก
เขาเห็นภาพแม่ของเขากำลังถือหน้ากากชิ้นนี้ไว้ในมือเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนที่เธอจะหายตัวไปอย่างลึกลับในวันนั้น ความจริงที่เขาพยายามลืมเลือนมาตลอดชีวิตถูกเปิดเผยผ่านรอยจารึกที่เขากำลังฟื้นฟู แม่ของเขาไม่ได้หายไปไหน แต่เธอถูกขังอยู่ในรอยแยกของกาลเวลาที่หน้ากากนี้เป็นผู้กักเก็บไว้ กวินท์ทรุดตัวลงกับพื้น น้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่เขาเข้าใจแล้วว่าภารกิจของเขาไม่ใช่การฟื้นฟูโบราณวัตถุ แต่คือการปลดปล่อยวิญญาณ
เขาไม่สามารถทำลายมันได้ แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้มันครอบงำเขาได้เช่นกัน กวินท์มองไปรอบห้องแล็บ เขาเห็นแสงไฟเริ่มดับลงทีละดวงจนห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากหน้ากากที่เริ่มเปล่งประกายสีครามออกมา มันเหมือนกับสัญญาณเรียกให้เขาตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เขาต้องเลือกระหว่างการรักษาชีวิตของตนเองหรือการแลกเปลี่ยนด้วยการสูญเสียความทรงจำทั้งหมดเพื่อแลกกับการพบแม่เพียงชั่ววินาที
กวินท์ขยับเข้าไปใกล้หน้ากากอีกครั้ง เขาใช้นิ้วจิ้มลงบนรอยแยกที่มีเลือดหยดออกมาจากนิ้วของเขาเอง เลือดของเขาไหลลงไปในรอยจารึกนั้นราวกับเป็นกุญแจที่ไขกลไกของมัน เสียงหึ่งๆ ในห้องแล็บดังขึ้นเรื่อยๆ จนแก้วในตู้เก็บของเริ่มสั่นไหวและแตกกระจาย นี่คือจุดเริ่มต้นของการหลอมรวมระหว่างโลกปัจจุบันกับอดีตที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดทั้งชีวิต
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างกายของเขาเหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านเส้นประสาท เขาเห็นภาพของแม่ยืนอยู่ตรงหน้าในมิติที่บิดเบี้ยว เธอไม่ได้มีตัวตนที่เป็นเนื้อหนัง แต่เป็นเพียงกลุ่มแสงที่สั่นไหว "ลูกรัก" เสียงของเธอชัดเจนกว่าเสียงใดๆ ที่เขาเคยได้ยินมา "อย่าได้พยายามยื้อเวลาที่ล่วงเลยไปแล้ว จงปล่อยให้มันจบลงตรงนี้"
กวินท์ฝืนยิ้มแม้หัวใจจะแตกสลาย "ผมทำไม่ได้แม่ ผมไม่ยอมให้แม่ต้องหายไปอีกครั้ง" เขาพยายามเอื้อมมือไปคว้าแสงนั้น แต่หน้ากากดินเผากลับดูดกลืนพลังงานชีวิตของเขาไปเรื่อยๆ ร่างกายของเขาเริ่มโปร่งแสงขึ้นจนเกือบจะมองทะลุเห็นพื้นห้องแล็บ ลลิสาที่เดินกลับเข้ามาเห็นเหตุการณ์นั้นรีบวิ่งเข้ามาหา แต่เธอกลับพบเพียงความว่างเปล่าที่หน้ากากเคยตั้งอยู่
หน้ากากดินเผาบัดนี้กลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ไร้รอยร้าว สีของมันดูสดใสราวกับเพิ่งออกจากเตาเผา ลลิสามองไปรอบห้องด้วยความงุนงง เธอไม่เห็นกวินท์อีกต่อไป ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งแต่แรก สิ่งที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวคือหน้ากากที่ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันเพิ่งได้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปนานแสนนาน
เธอยื่นมือไปสัมผัสหน้ากากด้วยความรู้สึกสับสน แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูกผิวหน้ากาก ลลิสาก็รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ ความทรงจำที่เธอไม่เคยมีมาก่อนเริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัว ภาพของกวินท์ที่กำลังยิ้มให้เธอในห้องแล็บแห่งนี้ ทั้งที่เธอเพิ่งจะรู้จักเขาเพียงไม่กี่วัน ความจริงเริ่มบิดเบี้ยวจนเธอไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งใดคือความจริงและสิ่งใดคือรอยจารึกแห่งความทรงจำที่ถูกเขียนขึ้นใหม่
ลลิสาเดินออกจากห้องแล็บไปโดยไม่ได้สังเกตเห็นว่าที่โหนกแก้มของเธอนั้น เริ่มปรากฏรอยร้าวเล็กๆ สีเทาจางๆ ขึ้นมาเหมือนกับรอยร้าวบนหน้ากากดินเผาที่เธอนำกลับไปจัดแสดงในตู้กระจกอย่างสวยงาม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าพิศวงในห้องแล็บที่ไร้คนดูแล และเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ยังคงวนเวียนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของพิพิธภัณฑ์แห่งอดีตที่ไม่มีวันตาย
ในตู้จัดแสดงที่ปิดสนิท หน้ากากดินเผาไม่ได้เป็นเพียงวัตถุโบราณอีกต่อไป มันเปรียบเสมือนกรงขังที่รอเหยื่อรายถัดไปที่จะเข้ามาค้นหาความลับของมัน แสงไฟจากโถงทางเดินส่องกระทบหน้ากากเกิดเป็นเงาสะท้อนที่ดูเหมือนรอยยิ้มเย้ยหยันต่อมนุษย์ผู้โง่เขลาที่พยายามจะถอดรหัสความทรงจำที่ไม่มีวันถูกปลดปล่อยสู่โลกภายนอกได้อีกต่อไป
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
ปริศนาอักขระแห่งหุบเขาลมกรด
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น