นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
บทกวีบนรอยจารึกของช่างเจียระไนอัญมณีเถื่อน
ดราม่า 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-21

บทกวีบนรอยจารึกของช่างเจียระไนอัญมณีเถื่อน

โดย ไอ่เด็กน้อย ไอ้เด็กอ้วน ไอ้ตัวเล็ก
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของช่างเจียระไนพลอยในตลาดมืดที่ต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดกับความซื่อสัตย์ต่อจิตวิญญาณแห่งงานฝีมือ เมื่อเขาได้รับมอบหมายให้เจียระไนอัญมณีที่ถูกสาปแช่ง

ประกายไฟสีส้มวูบไหวสะท้อนบนแว่นขยายตัวหนาขณะที่ “ก้องเกียรติ” กดเครื่องเจียระไนลงบนผิวพลอยเนื้อขุ่นอย่างระมัดระวัง เสียงเครื่องยนต์ความเร็วสูงสั่นสะเทือนไปถึงปลายนิ้วที่ด้านแข็งจากการทำงานหนักมาตลอดหลายสิบปีในห้องใต้ดินที่อบอวลด้วยกลิ่นน้ำมันหล่อลื่นและฝุ่นผงอัญมณี

หยาดเหงื่อเม็ดเล็กไหลผ่านขมับของเขาลงสู่กรอบแว่นจนพร่ามัว แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะละสายตาจากอัญมณีสีม่วงเข้มในมือ เพราะเพียงแค่มือสั่นไปเสี้ยววินาทีเดียว มูลค่ามหาศาลที่ซ่อนอยู่ในก้อนแร่ดิบนี้จะกลายเป็นเพียงเศษหินไร้ค่าทันที

บรรยากาศในห้องทำงานเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นแข่งกับเสียงเครื่องกล ก้องเกียรติรู้ดีว่าอัญมณีชิ้นนี้ไม่ได้มาจากแหล่งที่มาปกติ เพราะรอยตำหนิภายในเนื้อพลอยมีลักษณะคล้ายรอยนิ้วมือมนุษย์ที่ถูกฝังลงไปอย่างผิดธรรมชาติและน่าขนลุก

ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาวก่อนจะวางเครื่องมือลงชั่วคราว เขาเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความกดดันไม่ได้มาจากมูลค่าของมัน แต่มาจากความรู้สึกบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากผลึกเย็นเยียบนั้น ราวกับว่ามันกำลังจ้องมองเขากลับมาผ่านเลนส์แว่นขยาย

เขาเอื้อมมือไปหยิบกาแฟเย็นชืดบนโต๊ะไม้เก่าๆ ขึ้นมาจิบเพื่อเรียกสติ แสงไฟนีออนสลัวๆ เหนือศีรษะกะพริบถี่ราวกับจะดับลงเสียให้ได้ ก้องเกียรติพยายามสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เพราะในฐานะช่างเจียระไนมือหนึ่งของย่านตลาดมืดแห่งนี้ เขาถูกจ้างมาเพื่อหน้าที่เดียวคือทำลายรอยตำหนิเหล่านั้นให้สิ้นซาก

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้หนาที่ล็อคกลอนไว้อย่างแน่นหนา ก้องเกียรติรีบคว้าผ้ากำมะหยี่มาคลุมอัญมณีชิ้นนั้นไว้ทันทีโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะตะโกนถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่านั่นใครกันที่มาเยือนในเวลาที่ดึกดื่นเช่นนี้

“เปิดประตูเถอะก้องเกียรติ ฉันรู้ว่าเธอยังทำงานอยู่ข้างในนั้น” เสียงของ “วิชัย” ชายร่างท้วมผู้มีอิทธิพลในตลาดอัญมณีดังลอดเข้ามาพร้อมกับเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะที่น่ารำคาญใจ ก้องเกียรติกัดฟันกรอด เพราะเขารู้ดีว่าการปรากฏตัวของวิชัยไม่เคยนำข่าวดีมาให้เลยสักครั้ง

เขาตัดสินใจเดินไปปลดล็อคประตูอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยของวิชัยที่ยืนอยู่ท่ามกลางไอหมอกยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ฝนที่เพิ่งหยุดตกทำให้พื้นถนนด้านนอกสะท้อนแสงไฟเป็นทางยาว วิชัยก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่รอคำเชิญและดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปทั่วโต๊ะทำงานที่รกเรื้อไปด้วยอุปกรณ์การช่าง

“งานไปถึงไหนแล้ว ของชิ้นนั้นถือเป็นสมบัติสำคัญที่ท่านต้องการเห็นมันเปล่งประกายก่อนรุ่งสาง” วิชัยเอ่ยถามขณะหยิบเศษพลอยขึ้นมาดูเล่นด้วยความรังเกียจ ก้องเกียรติทำเพียงแค่พยักหน้าเงียบๆ เขาไม่ชอบนิสัยถือดีของชายคนนี้ที่มักจะมองว่าช่างฝีมือเป็นเพียงเครื่องจักรที่มีชีวิต

“มันไม่ใช่พลอยธรรมดา วิชัย นายก็รู้ดีว่ารอยตำหนิข้างในนั้นมันขยายตัวทุกครั้งที่ฉันพยายามจะเจียมัน” ก้องเกียรติตอบพลางชี้นิ้วไปยังผ้ากำมะหยี่ที่วางอยู่บนโต๊ะ เขารู้สึกถึงความร้อนรุ่มที่ปลายนิ้วทุกครั้งที่เข้าใกล้เจ้าอัญมณีชิ้นนี้ วิชัยเพียงแค่หัวเราะในลำคอราวกับเรื่องที่เขาพูดเป็นเพียงเรื่องตลกไร้สาระ

วิชัยก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นพลางลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ “หน้าที่ของนายคือทำให้มันสวยงาม ส่วนเรื่องความประหลาดของมันก็ปล่อยให้เป็นธุระของเจ้าของเถอะ ถ้าพรุ่งนี้เช้างานไม่เสร็จ เตรียมตัวย้ายออกจากย่านนี้ไปถาวรได้เลย” เขาขู่ทิ้งท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลยทิ้งให้ก้องเกียรติยืนนิ่งอยู่กลางความมืดที่ขยายตัวขึ้น

ก้องเกียรติกลับมานั่งที่เดิม ความรู้สึกไม่สบายใจถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วง เขาหยิบอัญมณีขึ้นมาอีกครั้งและคราวนี้เขาไม่ได้มองผ่านแว่นขยาย แต่จ้องมองมันด้วยตาเปล่า สีม่วงของมันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือดจางๆ ราวกับว่าอัญมณีกำลังดูดกลืนแสงจากรอบข้างเข้ามาเก็บไว้ภายในตัวเอง

เขานึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ที่เคยบอกไว้ว่า อัญมณีคือดวงตาของโลก ถ้าช่างเจียระไนใช้จิตใจที่สกปรกเข้าทำลายสิ่งที่บริสุทธิ์ พลอยนั้นจะกลายเป็นคำสาป แต่สำหรับช่างที่หมดหนทางอย่างเขา ความบริสุทธิ์ดูจะเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมเสียแล้ว

ก้องเกียรติเริ่มหยิบเครื่องมือที่มีความละเอียดสูงขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตั้งใจจะลบเงาที่ฝังอยู่ในเนื้อพลอยออกไปให้หมดสิ้น ไม่ว่ามันจะเป็นรอยตำหนิจากธรรมชาติหรือสิ่งลี้ลับที่ติดมาก็ตาม มือของเขาเริ่มนิ่งขึ้นราวกับถูกบังคับด้วยแรงดึงดูดบางอย่างที่มองไม่เห็น

เสียงเครื่องกลดังหวีดแหลมขึ้นไปอีกระดับ แสงสีม่วงจากพลอยพุ่งวาบขึ้นมาจนห้องทั้งห้องสว่างไสวราวกับมีดาวฤกษ์ดวงเล็กๆ ถือกำเนิดขึ้นบนโต๊ะทำงานของเขา ก้องเกียรติรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านแขนจนถึงหัวใจ แต่เขาก็ยังคงกดหัวเจียระไนลงบนผิวพลอยอย่างต่อเนื่อง

ทันใดนั้น ผิวหน้าของพลอยก็แตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ ส่งผลให้เกิดแรงระเบิดของพลังงานเบาๆ ที่พัดเอาเศษฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง ก้องเกียรติกระเด็นถอยหลังไปพิงกำแพง หายใจหอบถี่ด้วยความตกใจและหวาดกลัวต่อสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า

บนโต๊ะทำงานไม่ได้มีพลอยที่แตกสลาย แต่มีเพียงรอยคราบจางๆ ที่ทิ้งไว้บนแผ่นไม้ ราวกับว่าตัวอัญมณีได้ระเหยกลายเป็นไอหายไปพร้อมกับความมืดมิดที่เคยกักขังมันไว้ ก้องเกียรติทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด ราวกับว่าน้ำหนักมหาศาลที่กดทับหัวใจมาตลอดทั้งคืนได้มลายหายไปสิ้น

เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงเคาะที่เร่งเร้าและกระวนกระวาย ก้องเกียรติรู้ดีว่าวิชัยคงไม่กลับมาในสภาพที่ดูแตกตื่นเช่นนี้แน่นอน เขาตัดสินใจไม่เปิดประตูและเฝ้ามองดูเงาใต้ประตูที่ค่อยๆ จางหายไปในความมืดของทางเดินภายนอก

เขารู้แล้วว่าตัวเองเพิ่งทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการปลดปล่อยสิ่งที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้มาอยู่บนแหวนหรือสร้อยคอของใครคนใดคนหนึ่ง ก้องเกียรติเดินไปที่โต๊ะทำงานและเริ่มเก็บกวาดเศษซากความเชื่อเก่าๆ ที่เขาเคยยึดถือมานานแสนนาน

แสงอรุณเริ่มสาดส่องผ่านรอยแยกของประตูไม้เข้ามาในห้องทำงานที่เคยอับชื้น ก้องเกียรติวางเครื่องมือช่างลงในกล่องอย่างเรียบร้อย เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รับงานประเภทนี้อีกต่อไป ไม่ว่าเงินค่าจ้างจะสูงส่งเพียงใดก็ตาม

เขามองไปที่รอยคราบจางๆ บนโต๊ะไม้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ราวกับเป็นภาพถ่ายความทรงจำของอัญมณีที่จากไปแล้ว ก้องเกียรติยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี มันไม่ใช่ยิ้มแห่งความสำเร็จ แต่เป็นยิ้มแห่งความหลุดพ้นจากพันธนาการที่เขาสร้างขึ้นเอง

ก้องเกียรติหยิบกระเป๋าใบเก่าขึ้นมาสะพายไว้ที่บ่า เขาเดินออกไปนอกห้องโดยไม่หันกลับมามองโต๊ะทำงานที่เคยเป็นกรงขังของเขาอีกเลย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของฝุ่นผงอัญมณีที่ค่อยๆ จางไปพร้อมกับสายลมยามเช้าของเมืองใหญ่ที่ตื่นขึ้นมาต้อนรับวันใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวัง

ท่ามกลางความวุ่นวายของตลาดอัญมณีในยามเช้า ไม่มีใครสังเกตเห็นช่างเจียระไนผู้เงียบขรึมคนหนึ่งเดินหายไปในฝูงชน เขาไม่ได้พกพาอัญมณีล้ำค่าหรือสมบัติใดๆ ติดตัวไป มีเพียงหัวใจที่เบาหวิวและอิสรภาพที่เพิ่งได้กลับคืนมาอย่างแท้จริง

บนโต๊ะทำงานที่ว่างเปล่าในห้องใต้ดินนั้น แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านรอยแยกของหน้าต่างทำให้ฝุ่นละอองที่ลอยอยู่นิ่งๆ ดูเหมือนดวงดาวที่กำลังเต้นระบำ มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลาที่หมุนผ่านไปไม่เคยหยุดนิ่ง

ก้องเกียรติเดินไปไกลจนลับตาจากถนนสายนั้น เขารู้สึกได้ถึงสัมผัสของแสงแดดที่กระทบผิวหนังเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ชีวิตใหม่ที่ไม่มีเครื่องเจียระไน ไม่มีวิชัย และไม่มีคำสาปจากอัญมณีเริ่มขึ้นแล้ว ณ วินาทีนี้ที่เขาเลือกจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง

เขายืนอยู่ท่ามกลางสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยเสียงนกและลมหายใจของต้นไม้ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดจนเต็มอิ่ม ทิ้งความหลังไว้เป็นเพียงเรื่องเล่าในความฝันที่ไม่มีวันย้อนกลับมาทำร้ายเขาได้อีกต่อไป

ในห้องทำงานที่ถูกทิ้งร้าง แสงแดดที่ส่องลงมาบนโต๊ะไม้ค่อยๆ ขยับเคลื่อนที่ไปตามมุมห้อง ทิ้งรอยคราบจางๆ ไว้เพียงลำพัง ราวกับเป็นเครื่องเตือนใจว่าความงามที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องถูกตีกรอบด้วยมือมนุษย์เสมอไป และความเงียบสงบคือสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่เงินทองไม่สามารถซื้อหามาได้

ก้องเกียรติหันไปมองท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาล เขาตัดสินใจเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่รู้จุดหมายปลายทาง แต่ในใจเขารู้ดีว่าไม่ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มันจะไม่มีวันมืดมิดเท่ากับคืนวันที่เขาเคยติดอยู่ในห้องใต้ดินนั้นอีกแล้ว

ชีวิตที่เหลือของเขาจะเป็นเพียงบทกวีที่ถูกเขียนขึ้นด้วยอิสระที่ไร้รูปแบบ ไม่มีการเจียระไนที่กดดัน ไม่มีสายตาที่จ้องจับผิด และไม่มีอัญมณีที่สาปแช่ง มีเพียงตัวเขาและโลกกว้างที่รอให้เขาไปค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ด้วยตัวเองอีกครั้ง

เสียงลมพัดผ่านใบไม้ดังแผ่วเบาคล้ายเสียงกระซิบจากอัญมณีที่จากไป ก้องเกียรติหยุดเดินเพียงชั่วครู่เพื่อฟังเสียงนั้น ก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอีกครั้งด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีเวลาของมัน และการปล่อยวางคือศิลปะที่งดงามที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถเรียนรู้ได้

เขาก้าวเดินต่อไปในแสงตะวัน ทิ้งทฤษฎีการเจียระไนที่เคยยึดติดไว้เบื้องหลัง ลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับพลอยเนื้อขุ่นที่เคยเป็นภาระหนักอึ้งให้กลายเป็นเพียงหมอกควันยามเช้าที่จางหายไปในที่สุด

ความเงียบสงบในใจของเขาคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันคือความสำเร็จที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ด้วยแว่นขยาย และไม่มีใครสามารถตีค่าเป็นราคาได้ด้วยเงินตรา แต่สำหรับก้องเกียรติ นี่คือผลงานชิ้นเอกที่แท้จริงชิ้นเดียวในชีวิตที่เขาภาคภูมิใจ

เขาก้าวผ่านรั้วสวนสาธารณะออกไปสู่ถนนสายใหม่ที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อหาที่ทำงานใหม่ แต่มีไว้เพื่อตามหาชีวิตที่เขาเคยลืมไปว่าเคยมีสิทธิ์ได้สัมผัสมันอย่างเต็มภาคภูมิ

แสงแดดยามสายส่องกระทบใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ก้องเกียรติหลับตาลงรับความอบอุ่นนั้นด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะหากไม่มีคืนนั้นที่ห้องใต้ดิน เขาคงไม่มีวันได้พบกับความสว่างไสวที่แท้จริงในใจเช่นนี้

เขายังคงเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง ทิ้งความลึกลับของอัญมณีไว้ในอดีตที่ค่อยๆ จางหายไป ทิ้งความขัดแย้งของมนุษย์ไว้ในตลาดมืดที่ห่างไกล และก้าวเข้าสู่โลกที่กว้างใหญ่กว่าเดิมด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจมีสิ่งใดมาสั่นคลอนได้อีก

ถนนข้างหน้าดูสดใสและเต็มไปด้วยโอกาสที่ไร้ขีดจำกัด ก้องเกียรติรู้แล้วว่าแม้เขาจะเป็นเพียงช่างเจียระไนธรรมดา แต่หัวใจของเขานั้นมีค่ามากกว่าพลอยใดๆ ในโลกที่เขาเคยสัมผัสมาทั้งหมด

เขาไม่ได้ทิ้งแค่เครื่องมือช่างไว้เบื้องหลัง แต่เขาได้ทิ้งตัวตนเดิมที่เหนื่อยล้าและขมขื่นไว้ในห้องนั้นด้วย ตอนนี้มีเพียงชายคนใหม่ที่พร้อมจะเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้สวยงามยิ่งกว่าเพชรที่ถูกเจียระไนอย่างประณีตบรรจงที่สุด

แสงตะวันยังคงส่องสว่างนำทางเขาไปสู่จุดหมายที่ไม่มีใครคาดเดาได้ ก้องเกียรติเดินหายลับไปในฝูงชน ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยความหมายของการเริ่มต้นใหม่ที่ไม่มีวันจบสิ้น

ที่โต๊ะทำงานในห้องใต้ดินนั้น แสงแดดสุดท้ายก่อนลับขอบฟ้าสาดส่องลงมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ความมืดจะเข้าครอบคลุมห้องนั้นอีกครั้ง แต่มันไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนก่อน มันเป็นเพียงห้องว่างๆ ที่รอคอยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในวันที่สายลมจะพัดผ่านเข้ามาอีกครา

ก้องเกียรติไม่ได้มองย้อนกลับไปอีกเลย เขามีเพียงอนาคตที่รออยู่ตรงหน้า และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตที่เคยติดอยู่ในกับดักของก้อนหินที่ไร้หัวใจมานานแสนนาน

เสียงของเมืองใหญ่เริ่มดังขึ้นรอบตัวเขา ทั้งเสียงรถยนต์ เสียงผู้คน และเสียงของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก้องเกียรติเดินไปตามจังหวะของตัวเองอย่างมีความสุข เพราะในที่สุดเขาก็เป็นอิสระจากพันธนาการทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความสงบในใจที่เขากำลังสัมผัสอยู่ ณ เวลานี้ และนั่นคือเหตุผลที่เขาสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างสง่างามในโลกที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เขารู้ดีว่าชีวิตอาจจะมีความยากลำบากรออยู่ข้างหน้า แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขากลัวอีกต่อไป เพราะเขาผ่านความมืดมิดที่ลึกที่สุดมาได้แล้ว และไม่มีอะไรที่แสงสว่างในใจของเขาจะเอาชนะไม่ได้

ก้องเกียรติหายไปในเงาของตึกสูงใหญ่ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่แสนสบาย และรอยยิ้มจางๆ ที่ประทับอยู่บนริมฝีปากของเขาตลอดการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้

แสงดาวเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่เป็นอิสระ ก้องเกียรตินอนมองดูความงามนั้นด้วยหัวใจที่เบิกบาน เพราะไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร เขาก็รู้ว่าเขาได้เป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริงแล้ว

ชีวิตช่างสวยงามและลึกลับราวกับอัญมณีที่ไม่มีรอยตำหนิ และเขาก็เป็นผู้เจียระไนคนเดียวที่รู้จักรักษาคุณค่าของมันไว้ด้วยความรักและศรัทธาในตนเอง

เขาหลับตาลงด้วยความอิ่มเอมใจในคืนที่ไร้พันธนาการ ทิ้งโลกของพลอยเถื่อนไว้ในความทรงจำที่เลือนราง และต้อนรับวันใหม่ด้วยใจที่พร้อมจะเปล่งประกายไม่ต่างจากอัญมณีที่งดงามที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมา

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น