ประกายไฟสีน้ำเงินแลบแปลบปลาบออกมาจากแผงวงจรที่ผุกร่อนตามกาลเวลา แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกทำให้เศษฝุ่นเหล็กละเอียดฟุ้งกระจายไปทั่วห้องควบคุมที่ไร้แรงโน้มถ่วง 'ธันวา' พยายามยึดตัวเองไว้กับเสาเหล็กด้วยแขนกลข้างที่ยังทำงานได้ปกติ ขณะที่มืออีกข้างเร่งปรับค่าความดันภายในเขตห้ามเข้าของสถานีอวกาศเซนทอรี-เก้า เสียงโลหะลั่นเปรี๊ยะดังระงมเหมือนกระดูกมนุษย์ที่กำลังแตกหัก
หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ลอยคว้างอยู่รอบดวงตาของเขา ธันวากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน ความร้อนจากท่อส่งพลังงานรั่วซึมออกมาจนอากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มสลัว เขารู้ดีว่าหากไม่สามารถเชื่อมปิดรอยร้าวที่ชั้นภายนอกได้ในอีกสิบนาที สถานีทั้งสถานีจะกลายเป็นเศษเหล็กที่ล่องลอยอยู่ในความมืดมิดของห้วงอวกาศลึกโดยไม่มีทางกู้คืน
เขาถีบตัวออกจากผนัง พุ่งทะยานไปตามช่องทางเดินที่เต็มไปด้วยสายไฟระโยงระยางเหมือนเถาวัลย์โลหะ เสียงสัญญาณเตือนภัยดังเป็นจังหวะเนิบนาบชวนให้ประสาทเสีย ธันวาคว้าคีมไฮดรอลิกคู่ใจที่เหน็บอยู่ข้างเอวพลางพึมพำคำด่าทอต่อโชคชะตาที่เหวี่ยงเขามาเป็นผู้ดูแลสถานีที่ไม่มีใครต้องการแห่งนี้มานานกว่าสามปี
เมื่อถึงบริเวณรอยแยกใหญ่ที่ผนังด้านทิศเหนือ ธันวาสัมผัสได้ถึงแรงดูดมหาศาลที่พยายามจะดึงเอาตัวเขาออกไปสู่อวกาศอันว่างเปล่า เขากดสวิตช์ยึดเกาะที่รองเท้าจนเกิดเสียงกริ๊กเบาๆ พร้อมกับยื่นเครื่องเชื่อมไฟฟ้าออกไปพาดผ่านรอยแยกนั้น ลำแสงเลเซอร์สีเขียวสว่างวาบขึ้นสู้กับความมืดภายนอกหน้าต่างที่แตกละเอียด
ทว่าในวินาทีที่แสงเลเซอร์สัมผัสกับขอบเหล็ก เขากลับเห็นภาพเงาเลือนลางของรูปทรงประหลาดที่เคลื่อนไหวอยู่หลังแผ่นโลหะหนา มันไม่ใช่เศษซากของสถานี แต่มันคือสิ่งที่มีชีวิตและกำลังขยับเขยื้อนด้วยจังหวะที่ผิดธรรมชาติ ธันวาชะงักมือไปครู่หนึ่ง หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกหน้าอก
"นั่นมันอะไรกัน" ธันวาอุทานเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว เขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ ในรัศมีหมื่นปีแสงรอบสถานีนี้มาก่อน แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นกำลังจ้องมองเขาผ่านรอยแยกที่ค่อยๆ หลอมละลายด้วยความร้อนจากเครื่องเชื่อมของเขาเอง
ธันวาถอยกรูดไปด้านหลังจนแผ่นหลังกระแทกกับแผงควบคุมหลัก เขายังคงกำคีมไฮดรอลิกแน่นเหมือนมันเป็นอาวุธเพียงหนึ่งเดียวที่มี ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเขา แต่ความอยากรู้อยากเห็นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ กลับดึงให้เขากลับไปมองตรงรอยแยกนั้นอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือนิ้วมือโลหะที่ยาวเรียวและมีข้อต่อมากกว่าสิบข้อกำลังพยายามจะงัดรอยแยกให้กว้างขึ้น
"ฉันไม่ควรจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก" เขากระซิบกับตัวเองพลางพยายามตั้งสติ ความเป็นมืออาชีพในฐานะช่างเทคนิคทำให้เขารู้ว่าถ้าปล่อยให้มันเข้ามา สถานีนี้จะถูกยึดครอง แต่ถ้าเขาพยายามจะปิดรอยร้าวในตอนนี้ ชีวิตของเขาก็อาจจะตกอยู่ในอันตราย เขาตัดสินใจเดินหน้าต่อไปโดยการปรับระดับความร้อนของเครื่องเชื่อมให้สูงขึ้นถึงขีดสุด
แสงสีขาวโพลนสว่างวาบไปทั่วห้องควบคุม เสียงโลหะกรีดร้องดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อเขาสั่งให้แผ่นเหล็กปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว เสียงกระแทกจากอีกฟากของผนังทำให้เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังโกรธแค้นที่ถูกปฏิเสธเข้าสู่พื้นที่ปิดตายแห่งนี้
ธันวาไม่รอช้า เขาคว้าแผงควบคุมระบบความดันและสั่งล็อกประตูทุกบานในสถานีทันที เสียงระบบอัตโนมัติแจ้งเตือนถึงความเสียหายของโครงสร้างสถานีดังขึ้นไม่หยุดหย่อน เขาหอบหายใจรุนแรงพลางมองดูหน้าจอตรวจสอบความปลอดภัยที่แสดงสัญญาณชีพผิดปกติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งสถานีไม่ได้มีแค่ตัวเดียว แต่มันมีเป็นสิบ เป็นร้อย หรืออาจจะเป็นนับพันที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวที่เขามองไม่เห็น
ความรู้สึกเย็นวาบแล่นผ่านสันหลังเมื่อเขาตระหนักได้ว่า ตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่นี่ สถานีไม่ได้ร้างอย่างที่เขาเข้าใจ แต่เขานั่นแหละที่กลายเป็นผู้บุกรุกในรังของพวกมันโดยไม่รู้ตัว ธันวารีบวิ่งไปยังห้องกักเก็บพลังงานหลักเพื่อเตรียมการหลบหนี แต่เมื่อถึงหน้าประตู เขากลับพบว่าทางผ่านถูกปิดกั้นด้วยใยโลหะที่ถักทอขึ้นมาอย่างประณีตราวกับงานศิลปะ
เขาใช้เครื่องเชื่อมทำลายใยเหล่านั้นอย่างทุลักทุเล มือของเขาสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว ขณะที่เสียงกรีดร้องของโลหะจากภายนอกเริ่มดังก้องเข้ามาในทางเดินข้างใน เสียงนั้นไม่ใช่เสียงเครื่องจักร แต่มันคือเสียงสังเคราะห์ที่พยายามเลียนแบบเสียงของมนุษย์ เสียงที่เรียกชื่อเขาซ้ำไปซ้ำมาด้วยจังหวะที่ขาดห้วง
"ธัน...วา... ออก...มา..." เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ก้องกังวานอยู่ในหูของเขา ธันวาทรุดลงกับพื้นเมื่อความจริงประดังเข้ามาในหัว สถานีแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นฟาร์มเพาะพันธุ์อณูเหล็กมีชีวิต และเขาคืออาหารชิ้นสุดท้ายที่ทางบริษัทส่งมาเพื่อคอยเติมเต็มระบบหล่อเลี้ยงก่อนที่สถานีจะถูกปิดถาวร
ความโกรธแค้นพุ่งพล่านแทนที่ความกลัว ธันวาตัดสินใจในวินาทีนั้นเองว่าเขาจะไม่ยอมเป็นเหยื่อให้แก่ระบบที่ไร้หัวใจและสิ่งมีชีวิตที่ไร้สติเหล่านี้ เขาคว้าถังเชื้อเพลิงสำรองออกมาวางไว้ตรงใจกลางห้องควบคุมพลางติดตั้งตัวจุดระเบิดที่ดัดแปลงมาจากแผงวงจรส่วนตัว เขารู้ดีว่านี่คือจุดจบของทุกอย่าง แต่การจบชีวิตด้วยมือตัวเองย่อมดีกว่าการถูกกลืนกินโดยก้อนอณูเหล็กเหล่านี้
เขานั่งลงบนพื้นเหล็กที่เย็นเฉียบ พลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นดวงดาวระยิบระยับในความมืดอันเป็นนิรันดร์ ในวินาทีสุดท้ายเขารู้สึกถึงความสงบที่แปลกประหลาด เสียงเรียกชื่อเขาดังใกล้เข้ามาจนแทบจะชิดใบหู แต่มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ธันวากดปุ่มจุดระเบิดด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ
ระเบิดกัมมันตภาพรังสีทำงานอย่างรวดเร็ว แสงสว่างจ้าดุจดวงอาทิตย์ดวงใหม่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศ แรงระเบิดฉีกกระชากโครงสร้างของสถานีจนกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา ทุกชีวิตที่อยู่บนนั้นถูกทำลายลงพร้อมกับความลับที่ไม่มีใครได้ล่วงรู้ ความเงียบสงัดกลับคืนสู่ห้วงอวกาศอีกครั้งราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ท่ามกลางเศษซากที่ล่องลอยอยู่ มีเพียงชิ้นส่วนของบันทึกความทรงจำของธันวาที่หลุดลอยออกมาและเดินทางไปไกลในจักรวาล มันเป็นเหมือนบทกวีที่เขียนขึ้นจากความสูญเสียและอิสรภาพที่เขาเลือกเอง ทิ้งไว้เพียงแสงสีจางๆ ที่ค่อยๆ เลือนหายไปในความว่างเปล่าของดวงดาวที่ไร้คนมอง
ไม่มีใครรู้ว่าสถานีเซนทอรี-เก้าเคยมีตัวตน ไม่มีใครรู้ว่าชายคนหนึ่งได้ทำลายวงจรแห่งการจองจำนี้ทิ้งไปอย่างเด็ดขาด ทุกอย่างกลายเป็นเพียงตำนานที่ล่องลอยอยู่ในกระแสธารของกาลเวลา ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่ไร้เสียงสะท้อนจากอณูเหล็กที่แตกสลายไปตลอดกาล
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น