แสงแดดแผดเผาเหนือผืนทรายสีทองตัดกับท้องฟ้าสีครามจัดจนดูไม่เป็นธรรมชาติ ลมร้อนพัดหอบเอาเม็ดทรายละเอียดปลิวว่อนเข้าปะทะใบหน้าของรวินทร์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดลุยป่าสีซีดกำลังก้าวเท้าไปตามเส้นทางที่ไร้ร่องรอยการสัญจรของมนุษย์มานานนับทศวรรษ เขากระชับเป้ใบหนักบนแผ่นหลังพลางเช็ดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผม กลิ่นไอของความร้อนและความแห้งแล้งอบอวลอยู่ในอากาศจนทำให้ลำคอรู้สึกแสบปร่าราวกับถูกกรีดด้วยคมมีดทื่อๆ
เบื้องหน้าของเขามีเพียงซากปรักหักพังของอาคารหินที่โผล่พ้นเนินทรายขึ้นมาเพียงครึ่งเดียว โครงสร้างเหล่านั้นดูคล้ายกับวิหารโบราณที่ถูกทอดทิ้งให้จมหายไปตามกาลเวลา รวินทร์หยุดยืนนิ่ง สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติที่เริ่มพร่าเลือนจากอาการเพลียแดด สายตาของเขาจับจ้องไปยังรอยสลักรูปงูที่พันเกี่ยวกันอยู่บนเสาหินซึ่งดูแปลกตาและน่าหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน ราวกับว่ามันกำลังเฝ้ามองผู้มาเยือนด้วยดวงตาที่มองไม่เห็น
เขามักจะฝันถึงสถานที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งในยามค่ำคืนที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานเล็กๆ ในกรุงเทพฯ ในฝันนั้นเขามักจะเห็นเงาร่างของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง เธอไม่ได้พูดอะไรเพียงแต่มองมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้า รวินทร์หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าที่ขอบกระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ยออกมาเปิดดู มันเป็นบันทึกการเดินทางของปู่ที่หายสาบสูญไปในทะเลทรายแห่งนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาต้องพาตัวเองมาตกอยู่ในนรกบนดินแห่งนี้เพียงลำพัง
เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาจากด้านหลังทำให้รวินทร์ชะงัก เขาหันขวับไปมองแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าของทุ่งทรายสุดลูกหูลูกตา ลมพัดแรงจนฝุ่นทรายตีวนเป็นวงกว้างคล้ายกับภูตผีที่กำลังหยอกล้อกัน เขาพยายามปลอบใจตัวเองว่าอาจเป็นเพียงเสียงลมที่ลอดผ่านช่องว่างของซากหิน แต่ความรู้สึกหนาวเหน็บที่แล่นผ่านกระดูกสันหลังกลับบอกเขาว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติกำลังจ้องมองเขาอยู่จากเงามืดของวิหาร
รวินทร์ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทางเข้าวิหารมากขึ้น ดินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าเริ่มยุบตัวลงเล็กน้อยราวกับเป็นโพรงว่างเปล่าเบื้องล่าง เขาใช้ไฟฉายส่องลงไปในช่องว่างนั้น แสงสีขาวนวลกระทบกับวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งที่สะท้อนแสงแวววาวออกมา มันดูเหมือนกับหน้ากากสำริดที่มีลวดลายซับซ้อนและงดงามเกินกว่าจะเป็นเพียงของประดับตกแต่งทั่วไป หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นผสมกับความหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก
ในระหว่างที่เขากำลังก้มลงพินิจพิเคราะห์ เขาก็สังเกตเห็นลายสลักอักขระโบราณที่ฝังอยู่รอบขอบหน้ากาก รวินทร์ใช้นิ้วลูบผ่านตัวอักษรเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา และทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัส พื้นที่ที่เขาเหยียบอยู่ก็เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงจนทรายรอบข้างถล่มลงไปในหลุมมืดมิด เขาพยายามจะกระโดดหนีแต่กลับพบว่าขาของเขากำลังถูกฉุดรั้งไว้ด้วยแรงมหาศาลจากใต้ดินราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงเขาลงไปสู่ก้นบึ้งของความมืดมิดนั้น
เขาพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาแต่ทรายที่หลั่งไหลลงมาดั่งสายน้ำทำให้ทุกอย่างดูยากลำบากยิ่งขึ้น รวินทร์คว้าจับขอบหินไว้แน่นจนเล็บแทบจะหลุดออกมาจากเนื้อ เขากรีดร้องเรียกหาความช่วยเหลือแม้จะรู้ดีว่าไม่มีใครอยู่ในระยะหลายร้อยกิโลเมตร เสียงตะโกนของเขาถูกกลืนหายไปในเสียงคำรามของดินทรายที่เคลื่อนตัวอย่างรุนแรง ในห้วงเวลานั้นเขาเห็นภาพความทรงจำที่เลือนหายไปกลับมาเด่นชัดอีกครั้ง ภาพของปู่ที่กำลังถือหน้ากากชิ้นเดียวกันนี้ไว้ในมือด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
ความขัดแย้งในใจของรวินทร์เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าปู่ไม่ได้หายสาบสูญไปเพราะอุบัติเหตุ แต่เป็นการเลือกที่จะกักขังตัวเองไว้ที่นี่เพื่อปกป้องบางอย่างไม่ให้หลุดออกไปสู่โลกภายนอก เขาพยายามเอื้อมมือไปคว้าเป้เพื่อหาเครื่องมือสื่อสารฉุกเฉิน แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับเงาร่างของผู้หญิงในฝันที่ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เธอไม่ได้ยืนอยู่ไกลเหมือนทุกครั้ง แต่กลับมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาในหลุมที่มืดมิดนั้น ดวงตาของเธอมีสีทองประกายดั่งทรายในยามอาทิตย์อัสดง
เธอยื่นมือมาหาเขาด้วยท่าทางที่อ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด "เจ้าไม่ควรกลับมาที่นี่เพื่อขุดคุ้ยความลับที่ควรตายไปพร้อมกับกาลเวลา" เสียงของเธอเบาหวิวแต่กลับดังก้องเข้าไปถึงในสมองของเขา รวินทร์พยายามจะตอบโต้แต่ลิ้นของเขากลับแข็งทื่อราวกับถูกสาปแช่งให้เป็นใบ้ เขาเห็นเธอชี้ไปยังหน้ากากสำริดที่วางอยู่ข้างตัวเขาอีกครั้ง ราวกับกำลังส่งสัญญาณว่าหน้ากากนี้คือกุญแจสำคัญที่จะปลดปล่อยทุกอย่าง
รวินทร์ขยับตัวลุกขึ้นจากทราย แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลจากการเสียดสีของหินคมกริบแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ เขาตัดสินใจคว้าหน้ากากนั้นขึ้นมาหวังจะใช้มันเป็นทางรอด แต่ทันทีที่เขาถือมันไว้ในมือ แรงสั่นสะเทือนก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ความเงียบสงัดเข้าครอบงำพื้นที่นั้นอีกครั้งจนน่าขนลุก เขามองไปรอบตัวและพบว่าวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ซากปรักหักพัง แต่มันกำลังเปลี่ยนรูปร่างไปต่อหน้าต่อตา ผนังหินที่เคยผุกร่อนกลับมาเรียบเนียนราวกับเพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อวานนี้
เขาก้าวเดินผ่านโถงทางเดินที่ประดับด้วยคบเพลิงซึ่งติดไฟขึ้นเองอย่างน่าพิศวง รวินทร์รู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ผลักดันให้เขาเข้าไปสู่ใจกลางของวิหาร ที่นั่นมีแท่นวางทรงกลมตั้งตระหง่านอยู่พร้อมกับรอยบุ๋มที่รับกับหน้ากากสำริดในมือเขาได้อย่างพอดี เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่คือกับดักที่ถูกวางไว้สำหรับสายเลือดของปู่เขาโดยเฉพาะ ความแค้นที่ถูกสั่งสมมานานนับพันปีของเหล่านักบวชโบราณกำลังรอคอยผู้มาสืบทอดหน้าที่ผู้เฝ้ายาม
รวินทร์ตัดสินใจวางหน้ากากลงบนแท่นด้วยมือที่สั่นเทา ทันใดนั้นแสงสีแดงฉานก็พุ่งทะลุจากเพดานวิหารลงมายังใจกลางห้อง เขาถูกตรึงไว้ด้วยม่านพลังงานที่มองไม่เห็น ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาท เขาพยายามจะดึงมือกลับแต่กลับพบว่าผิวหนังของเขากำลังเปลี่ยนสภาพไปเป็นหินทรายอย่างช้าๆ ความทรงจำของปู่หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขาราวกับเขื่อนแตก ทั้งความเจ็บปวด ความเหงา และความรับผิดชอบที่หนักอึ้งเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะแบกรับ
เขาตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้อีกแล้ว น้ำตาที่ไหลออกมากลายเป็นเม็ดทรายสีใสร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน รวินทร์มองดูร่างกายของตนเองที่ค่อยๆ เลือนหายไปรวมกับโครงสร้างของวิหาร เขาไม่ได้รู้สึกถึงความตาย แต่เขากำลังรู้สึกถึงการตื่นขึ้นของจิตวิญญาณที่ถูกจองจำมาเนิ่นนาน บัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมปู่ถึงไม่เคยกลับบ้าน เพราะเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิหารแห่งนี้ไปเสียแล้ว
หญิงสาวคนเดิมเดินเข้ามาหาเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน เธอวางมือลงบนไหล่ที่เริ่มแข็งกระด้างของรวินทร์ "ขอบคุณที่มารับช่วงต่อจากท่าน" เธอกล่าวพร้อมกับถอยหลังหายเข้าไปในกำแพงหิน รวินทร์ยืนนิ่งอยู่บนแท่นบูชา สายตาของเขาทอดมองออกไปภายนอกวิหารผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ เขาเห็นทรายเปลี่ยนสีจากสีทองเป็นสีเงินยามค่ำคืนที่มาเยือนอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกที่เคยยึดติดกับโลกภายนอกเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความสงบที่น่าสะพรึงกลัว เขาสามารถได้ยินเสียงลมพัดผ่านซอกหินเหมือนได้ยินเสียงกระซิบของเหล่าดวงวิญญาณที่ถูกฝังไว้ใต้ทราย เขาไม่ใช่รวินทร์นักมานุษยวิทยาอีกต่อไป แต่เขาคือผู้พิทักษ์แห่งวิหารไร้ตะวัน ผู้ซึ่งต้องคอยเฝ้ามองความลับของกาลเวลาไม่ให้รั่วไหลไปสู่คนรุ่นหลังที่โง่เขลา
เขาหลับตาลงช้าๆ ในใจเริ่มสวดอ้อนวอนถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป แม้แต่ชื่อของตัวเองเขาก็เริ่มจำไม่ได้เสียแล้ว ทุกอย่างกลายเป็นเพียงบทเรียนที่ถูกลบเลือนด้วยกาลเวลา ทรายที่พัดผ่านเข้ามาในวิหารเริ่มกลบฝังร่างของเขาจนมิดจนดูราวกับว่าที่นี่ไม่เคยมีมนุษย์คนใดก้าวเข้ามาเหยียบเลยแม้แต่คนเดียว ความมืดมิดกลับมาครองอำนาจเหนือทุกสิ่งอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าที่เคยเงียบหายไปกลับมาดังขึ้นอีกครั้งที่หน้าทางเข้าวิหาร รวินทร์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของผนังหินเฝ้ามองดูชายหนุ่มคนใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามาพร้อมกับสมุดบันทึกเล่มเดียวกันนั้นในมือ วัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้นเริ่มหมุนวนอีกครั้งตามกลไกของหน้ากากสำริดที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นบูชา ความเศร้าสร้อยที่ไร้ก้นบึ้งยังคงวนเวียนอยู่ในวิหารแห่งนี้ รอคอยเพียงผู้มาเยือนคนใหม่ที่จะก้าวเข้ามาสู่กับดักที่ไม่มีวันคลี่คลาย
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น