นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
พิกัดที่ดวงดาวไม่อาจเอื้อมถึง
ดราม่า 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-05-23

พิกัดที่ดวงดาวไม่อาจเอื้อมถึง

โดย ใบข้าว ใบนา
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักดาราศาสตร์ผู้โดดเดี่ยวที่พยายามสื่อสารกับอดีตผ่านคลื่นวิทยุจากหอดูดาวร้างบนยอดเขาสูง ท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่กัดกินจิตใจเขาได้พบกับหญิงสาวลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับคำถามถึงความหมายของการมีชีวิตอยู่

สายลมหนาวพัดผ่านยอดเขาสูงชันหอบเอาไอเย็นจัดมากระทบหน้าต่างกระจกหนาที่สั่นไหวตามแรงปะทะของพายุ ภายในหอดูดาวเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับของฝุ่นละอองและคราบสนิมเหล็ก ศิลาชายหนุ่มผู้มีดวงตาหม่นแสงจ้องมองไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลเส้นกราฟคลื่นวิทยุอันไร้จุดหมาย เส้นหยักโค้งไปมาบนจอดำมืดดูราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่อ่อนแรงลงทุกขณะในความเงียบงันที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกตารางนิ้วของห้องทำงาน

เขาขยับแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความเมื่อยล้า ร่างกายที่ผอมแห้งของเขาดูเหมือนจะเล็กลงถนัดตาเมื่อเทียบกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขนาดมหึมาที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ศิลาเป็นคนรักความสันโดษจนเกือบจะเป็นคนแปลกแยก เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่บนหอดูดาวที่ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวงเพื่อหลบหนีจากความเจ็บปวดที่เขาเองก็ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่ามันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่

แสงจากหลอดไฟนีออนที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนให้เห็นรอยยับย่นบนเสื้อเชิ้ตสีซีดที่เขาใส่ซ้ำมาหลายวัน ศิลาไม่ได้สนใจภาพลักษณ์ของตนเองนัก เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับจูนเครื่องรับสัญญาณวิทยุให้จับคลื่นความถี่จากห้วงอวกาศที่ห่างไกล หวังเพียงว่าวันหนึ่งเขาจะได้ยินเสียงบางอย่างที่ยืนยันว่ามนุษย์ไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่ไร้จุดจบแห่งนี้

กลิ่นกาแฟดำที่ทิ้งไว้จนเย็นชืดในแก้วเซรามิกบิ่นๆ ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ มันเป็นกลิ่นที่เตือนให้เขารู้ว่าเวลาได้ล่วงเลยไปนานเท่าไหร่แล้วในแต่ละวัน ศิลาหันกลับมามองแผงควบคุมที่เต็มไปด้วยปุ่มกดและคันโยกเหล็กกล้าที่เย็นเฉียบ เขาถอนหายใจยาวพลางเอื้อมมือไปปรับหมุนปุ่มจูนสัญญาณอย่างเชื่องช้า ความหวังที่ริบหรี่ในใจถูกหล่อเลี้ยงด้วยความกระหายอยากจะรู้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังม่านแห่งดวงดาวที่มืดมิด

ในห้องสมุดที่อยู่ถัดออกไปจากห้องควบคุมมีหนังสือตำราดาราศาสตร์เก่าเก็บวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ผุพัง ศิลาชอบไปนั่งอ่านหนังสือเหล่านั้นในยามดึกดื่นเพื่อปลอบประโลมจิตใจที่ว้าเหว่ หนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดค้างไว้มีรูปวาดแผนที่ดวงดาวที่วาดด้วยมืออย่างประณีต มันเป็นสิ่งที่เขาเฝ้าดูแลมานานหลายปีเหมือนกับเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เชื่อมโยงเขากับความหลงใหลในวัยเยาว์ที่เคยสว่างไสว

เสียงฝีเท้าเบาหวิวบนพื้นไม้ดังขึ้นมาจากโถงทางเดินที่มืดมิดเรียกความสนใจของศิลาให้หันไปมองทันที เขาขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยเพราะที่นี่ไม่ควรจะมีใครอื่นนอกจากเขา ความเงียบที่เคยครอบคลุมอยู่กลับถูกแทรกแซงด้วยเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งประตูห้องควบคุมถูกผลักออกช้าๆ เผยให้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งในชุดคลุมสีขาวที่ดูเหมือนจะเรืองแสงได้ท่ามกลางความมืด

เธอยืนนิ่งอยู่ตรงกรอบประตู ผมยาวสลวยสีเงินยวงของเธอทิ้งตัวลงมาคลอเคลียไหล่บาง ดวงตาของเธอกลมโตและมีสีฟ้าจัดราวกับน้ำทะเลลึกที่กักเก็บความลับเอาไว้มากมาย ศิลาไม่ได้ขยับตัว เขาทำได้เพียงจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความตกตะลึงราวกับวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปชั่วขณะ เพราะในหอดูดาวที่ร้างผู้คนแห่งนี้ไม่มีทางที่ใครจะสามารถขึ้นมาได้โดยไม่ผ่านระบบตรวจจับของเขา

หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่ดูสงบนิ่ง เธอเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลเส้นกราฟที่ดูสับสนนั้น นิ้วเรียวของเธอแตะลงบนหน้าจอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบจากสายลมว่า สิ่งที่คุณกำลังมองหาไม่ได้อยู่ในคลื่นความถี่ที่หูมนุษย์จะได้ยินหรอกนะ ศิลารู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านไปตามผิวหนังเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น

เขาพยายามรวบรวมสติแล้วถามออกไปว่าคุณเป็นใครและเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร ระบบรักษาความปลอดภัยของผมไม่เคยแจ้งเตือนถึงการมีอยู่ของคุณเลยแม้แต่น้อย หญิงสาวหันกลับมาสบตาเขาด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเวทนา เธอไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงแต่กลับเลื่อนมือไปปรับปุ่มจูนสัญญาณวิทยุให้หมุนไปในตำแหน่งที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน เสียงหวีดหวิวจากคลื่นวิทยุเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงจังหวะดนตรีที่ไพเราะและแปลกประหลาด

ศิลารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นภายใต้ฝ่าเท้าของเขา พื้นห้องเริ่มสั่นไหวราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดย่อม หญิงสาวคนนั้นยังคงยืนนิ่งท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในห้องควบคุม เธอหันมามองเขาอีกครั้งพลางกล่าวว่าความทรงจำที่แตกสลายของคุณกำลังรบกวนสัญญาณที่ควรจะชัดเจน ถ้าคุณปล่อยวางความเจ็บปวดในอดีตได้ คุณอาจจะได้ยินสิ่งที่จักรวาลพยายามบอกคุณมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ศิลาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เขารู้สึกเหมือนกำแพงในใจที่สร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งกำลังพังทลายลง ความขัดแย้งในใจระหว่างความต้องการที่จะรู้ความจริงกับความกลัวที่จะเผชิญกับอดีตทำให้เขาแทบหายใจไม่ออก หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้นจนเขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดอกไม้ป่าที่หอมอบอวลไปทั่วบริเวณนั้น เธอวางมือลงบนไหล่ของเขาอย่างอ่อนโยน

ผมกลัวว่าถ้าผมยอมรับอดีตเหล่านั้น ผมจะไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป ศิลาสารภาพออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาแห่งความอัดอั้นที่เก็บกดมานานค่อยๆ รินไหลออกมาจากดวงตาของเขา หญิงสาวไม่ได้พูดอะไร เธอเพียงแค่บีบไหล่เขาเบาๆ เป็นการให้กำลังใจที่หนักแน่นและมั่นคงกว่าคำพูดใดๆ ที่เขาเคยได้รับมาตลอดชีวิต

ในตอนนั้นเอง เสียงดนตรีจากเครื่องรับสัญญาณก็ดังกระหึ่มขึ้นจนแทบกลบเสียงลมพายุภายนอก ศิลาเห็นภาพนิมิตปรากฏขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มันเป็นภาพของเหตุการณ์ในอดีตที่เขาพยายามลบเลือนไป เหตุการณ์วันนั้นที่เขาตัดสินใจทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังเพื่อหนีขึ้นมาบนภูเขาแห่งนี้ หญิงสาวคนนั้นคือตัวแทนของความรู้สึกที่เขาทิ้งไปในวันวาน เธอคือเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่เขาลืมทิ้งไว้ในกรอบรูปเก่า

ศิลาพยายามเอื้อมมือไปคว้าภาพที่ปรากฏบนจอ แต่ภาพเหล่านั้นกลับเลือนหายไปเหมือนหมอกควัน หญิงสาวค่อยๆ ถอยห่างออกไปทางประตูโดยไม่ละสายตาจากเขา เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กังวานว่าการค้นหาไม่มีที่สิ้นสุดหากหัวใจยังคงติดอยู่ในกรงขังที่ตัวเองสร้างขึ้น ก่อนที่เธอจะหายลับไปในความมืดศิลาเห็นเงาของเธอทอดยาวไปบนผนังห้องที่ซีดจางราวกับภาพวาดที่กำลังถูกลบเลือน

เขาไม่ได้รีบร้อนวิ่งตามไปแต่กลับเลือกที่จะนั่งนิ่งอยู่ในจุดเดิมที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่ เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในจิตใจ ความหนักอึ้งที่เคยทับถมอยู่บนบ่าค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ศิลาหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เส้นกราฟที่เคยสับสนยุ่งเหยิงตอนนี้กลับเรียบเนียนและสม่ำเสมอราวกับจังหวะชีวิตที่เริ่มต้นใหม่

เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงและเดินไปเปิดหน้าต่างบานเก่าที่เคยปิดตายมาตลอดหลายปี ลมหนาวที่พัดเข้ามาปะทะใบหน้าไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่กลับนำพาเอาความสดชื่นและกลิ่นไอของธรรมชาติยามค่ำคืนมาให้ เขาเห็นดาวดวงหนึ่งที่ส่องแสงสว่างไสวเป็นพิเศษบนท้องฟ้า มันเป็นดาวที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนแม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องมองมาเป็นเวลานาน

เสียงวิทยุที่เคยพ่นแต่เสียงรบกวนตอนนี้กลับเงียบลงสนิท ศิลาไม่ได้พยายามปรับจูนมันอีกต่อไป เขารู้แล้วว่าคำตอบที่เขาตามหาไม่ได้อยู่ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น แต่อยู่ภายในความว่างเปล่าที่เขากล้าที่จะเปิดรับมันด้วยความเข้าใจในตนเอง เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วเริ่มจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยลายมือที่มั่นคงและชัดเจน

ความโดดเดี่ยวที่เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจกลับกลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่แสนดีที่สุด ศิลาเดินกลับไปที่เปียโนตัวเก่าที่วางอยู่มุมห้องแล้วบรรเลงเพลงที่เขาแต่งขึ้นจากความรู้สึกที่แท้จริง เสียงโน้ตดนตรีที่กังวานไปทั่วหอดูดาวเปรียบเสมือนการปลดปล่อยพันธนาการสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับความเศร้าโศกในวันวาน

ท่ามกลางแสงไฟสลัวที่ส่องกระทบเศษเสี้ยวของความทรงจำในห้องสมุดร้าง ศิลานั่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยหัวใจที่สงบนิ่ง เขารู้ดีว่าชีวิตหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเขาสามารถมองเห็นความงดงามในสิ่งที่เคยถูกมองข้ามและพบความหมายในการดำรงอยู่แม้ในสถานที่ที่ดูเหมือนไร้เงาแห่งความหวัง

คืนนั้นดวงจันทร์ส่องแสงนวลตาผ่านช่องหน้าต่างบานเดิมที่เคยมีรอยจารึกแห่งความเจ็บปวด แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นกรอบรูปที่ล้อมรอบทิวทัศน์ของภูเขาสูงที่ดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลาหลับตาลงด้วยความรู้สึกขอบคุณต่อหญิงสาวที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของเขา เขารู้สึกได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจที่แผ่วเบาแต่ก้องกังวานไปพร้อมกับจังหวะของจักรวาลที่โอบกอดเขาไว้อย่างอ่อนโยน

เมื่อรุ่งอรุณมาถึงแสงอาทิตย์แรกแย้มลอดผ่านม่านหมอกที่ลอยต่ำ ศิลาก้าวออกจากหอดูดาวด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป เขาทิ้งบันทึกเล่มสุดท้ายไว้บนโต๊ะทำงานโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย ทิ้งเรื่องราวทั้งหมดไว้เบื้องหลังท่ามกลางขุนเขาที่ไร้จุดจบ ความเงียบงันที่เคยเป็นเพื่อนสนิทถูกแทนที่ด้วยเสียงนกร้องเพลงรับแสงตะวันที่ส่องประกายสว่างไสวบนยอดเขาที่ไม่มีเงาแห่งความเศร้าหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น