กลิ่นสนิมเหล็กและน้ำมันจักรจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศภายในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยฟันเฟืองนับล้านชิ้น 'เอเลียส' นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กเก่าคร่ำคร่า นิ้วมือเรียวยาวของเขาขยับเขยื้อนอย่างแม่นยำราวกับศัลยแพทย์ขณะคีบชิ้นส่วนขนาดจิ๋ววางลงบนแท่น แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามจังหวะลมหายใจที่แผ่วเบาของเขา ท่ามกลางความเงียบสงัดของเมืองที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยหมอกควันสีเทาตลอดกาล
เขามีตาสีเทาหม่นที่ดูราวกับสะท้อนภาพของอดีตที่แตกสลายไปนานแล้ว เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาใส่มีคราบน้ำมันเปื้อนเป็นจุดๆ แต่มันกลับดูสะอาดสะอ้านเมื่อเทียบกับความวุ่นวายของชิ้นส่วนนาฬิกาที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัว เอเลียสไม่ได้เป็นเพียงช่างซ่อม แต่เขาคือผู้พิทักษ์จังหวะการเต้นของจักรวาลในมิติที่ไม่มีใครมองเห็น เขาใช้ชีวิตอยู่กับเสียงติ๊กต็อกของกลไกที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติยังคงเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้องโดยไม่เกิดความผิดเพี้ยน
ภายนอกหน้าต่างบานแคบไม่มีดวงอาทิตย์ มีเพียงแสงสีฟ้าจางๆ ที่ส่องผ่านม่านหมอกลงมากระทบพื้นถนนหินที่ว่างเปล่า เงาของอาคารสูงตระหง่านดูบิดเบี้ยวเหมือนภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทิ้งไว้กลางสายฝน เอเลียสถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบนาฬิกาพกเรือนหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบ มันไม่ใช่เครื่องบอกเวลาธรรมดา แต่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างมิติที่เขาต้องดูแลไม่ให้มันหยุดเดิน หากเขาวางมันลงเพียงชั่วครู่ เมืองทั้งเมืองจะสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
ความโดดเดี่ยวไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือก แต่มันคือภาระที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เอเลียสสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาจากผนังหินที่เย็นเฉียบ เขาจดจำความอบอุ่นของแสงอาทิตย์จริงๆ ไม่ได้แล้ว แต่เขายังคงจำสัมผัสของมือใครบางคนก่อนที่เธอจะจางหายไปในรอยแยกของกาลเวลาเมื่อหลายสิบปีก่อน ความทรงจำนั้นคือสิ่งเดียวที่เขายึดเหนี่ยวไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่เดินตามกลไกของจักรวาล
ในคืนที่เงียบงันที่สุด เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูร้าน เอเลียสเงยหน้าขึ้นจากงานของเขาด้วยความประหลาดใจ เพราะในโลกที่ถูกแช่แข็งเช่นนี้ ไม่ควรมีสิ่งมีชีวิตใดสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกลไกของเขา เขาวางเครื่องมือในมือลงอย่างระมัดระวัง แล้วก้าวเดินไปที่ประตูด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบราวกับแมวป่า หัวใจในอกเต้นรัวด้วยจังหวะที่ไม่คุ้นเคย
เมื่อเขาแง้มประตูออก แสงสีขาวสว่างวาบก็สาดเข้ามาทำให้เขาต้องหรี่ตาลง หญิงสาวในชุดเดรสสีครีมที่ดูเก่าแก่ยืนอยู่ตรงนั้น ผมของเธอปลิวไสวแม้จะไม่มีลมพัดผ่าน เธอไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเอเลียส เพราะใบหน้าของเธอคือภาพจำที่เขาฝังไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจมาตลอดหลายทศวรรษ เธอคือ 'เอเลน่า' หญิงสาวที่เขาเคยสูญเสียไปในเหตุการณ์ความผิดพลาดของเวลาที่เขาเองก็เป็นคนก่อขึ้นเมื่อนานมาแล้ว
เอเลียสยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปแช่งให้กลายเป็นรูปปั้นหิน มือของเขาเอื้อมออกไปหาเธอแต่ก็ชะงักค้างไว้กลางอากาศเพราะกลัวว่าเธอจะสลายกลายเป็นละอองแสงอีกครั้ง เอเลน่ามองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าและความรักที่ไม่มีวันจางหายไปไหน เธอไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเธอกลับทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวจนเจ็บปวดไปทั้งทรวงอก
คุณกลับมาได้อย่างไร เอเลียสกระซิบถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ มือของเขาสั่นไหวขณะพยายามคว้าชายชุดของเธอเพื่อยืนยันว่าเธอมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่เพียงภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมตัวเองในคืนที่หนาวเหน็บเช่นนี้ เอเลน่าก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวและส่ายหน้าช้าๆ ความเจ็บปวดปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอแทนที่ความอบอุ่นที่เขาเคยได้รับ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่หมุนวนอยู่รอบตัวเธอ มันเป็นพลังงานแห่งการบิดเบือนกาลเวลาที่รุนแรงจนทำให้นาฬิกาในร้านของเขาเริ่มหมุนย้อนกลับอย่างบ้าคลั่ง
ฉันไม่ได้กลับมาเพื่ออยู่ แต่ฉันกลับมาเพื่อเตือนคุณ เอเลน่าตอบด้วยเสียงที่ก้องกังวานเหมือนเสียงระฆังแก้วในโบสถ์เก่า เธอยื่นมือออกมาแตะที่หน้าอกของเขา สัมผัสของเธอเย็นเยียบจนเขาต้องสะดุ้ง แต่เขาก็ไม่ยอมถอยห่าง เพราะเขารู้ดีว่าหากเธอจากไปอีกครั้ง เขาอาจจะไม่มีวันได้พบกับเธออีกเลยตลอดชั่วนิรันดร์ เอเลียสเข้าใจในทันทีว่าการปรากฏตัวของเธอหมายถึงจุดจบของมิตินี้ที่เขารักษาไว้
ถ้าฉันปล่อยมือคุณไป ประวัติศาสตร์จะล่มสลาย เอเลียสกล่าวพร้อมกับคว้ามือของเธอมาแนบที่แก้มของเขา น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกมาจากดวงตาของเขาโดยไม่รู้ตัว เขายอมแลกทุกอย่าง แม้แต่หน้าที่ที่เขาต้องแบกรับมาตลอดชีวิต เพื่อให้เธอได้อยู่ในโลกนี้กับเขาเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็ยังดีกว่าการต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในความว่างเปล่าที่ไม่มีเธอ เอเลน่าหลับตาลงและพิงศีรษะลงบนไหล่ของเขา ความเงียบกลับคืนมาปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงนาฬิกาที่กำลังแตกสลายทีละเรือน
เหตุการณ์แรกเริ่มขึ้นเมื่อนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ผนังระเบิดออก เศษแก้วกระจายไปทั่วห้องทำงาน เอเลียสพุ่งตัวเข้ากอดเอเลน่าเพื่อปกป้องเธอจากสะเก็ดเหล็กที่แหลมคม เขารู้สึกถึงความร้อนของกลไกที่กำลังละลายลงเพราะความผิดปกติของเวลาที่เพิ่มสูงขึ้น หากเขายังไม่แก้ไขจุดบกพร่องนี้ ทุกอย่างรอบตัวเขาจะกลายเป็นเถ้าถ่าน เอเลน่ามองดูเขาสลับกับนาฬิกาที่กำลังพังทลาย ก่อนจะขยับตัวออกห่างและดึงมือเขาให้เดินตามไปที่ใจกลางของรอยแยกมิติ
คุณต้องตัดสินใจ เอเลน่ากล่าวพลางชี้ไปที่แกนกลางของจักรวาลที่กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง พลังงานสีทองคำสว่างจ้าไหลวนอยู่ภายในแกนนั้น หากเขาโยนชิ้นส่วนนาฬิกาที่เขาพกไว้เข้าไปในนั้น ทุกอย่างจะกลับสู่สภาพปกติ แต่เอเลน่าจะหายไปตลอดกาลโดยไม่มีโอกาสกลับมาอีก เอเลียสยืนจ้องมองรอยแยกนั้นด้วยความลังเลใจ มือของเขากำนาฬิกาเรือนสำคัญไว้แน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อพื้นห้องเริ่มแยกออกเป็นสองฝั่ง เสียงคำรามของมิติที่กำลังฉีกขาดดังก้องไปทั่วอาณาบริเวณ เอเลียสพยายามประคองตัวไว้ไม่ให้ตกลงไปในความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง เขาเห็นภาพอดีตของเขาและเอเลน่าฉายชัดขึ้นมาในอากาศเหมือนภาพยนตร์ที่กำลังถูกฉายย้อนกลับ ทั้งวันแรกที่พวกเขาพบกัน ความสุขในฤดูร้อนที่ไม่มีวันจบ และวันที่เขาต้องมองดูเธอเลือนหายไปเพราะคำสาปแห่งเวลา เขารู้สึกถึงความเสียใจที่กัดกินจิตใจมาตลอดหลายปี
เอเลียสคว้าตัวเอเลน่าไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะถูกดูดเข้าไปในรอยแยกนั้น แรงดึงดูดที่ทรงพลังพยายามลากร่างของพวกเขาให้ลงไปเผชิญกับจุดจบ เอเลน่ามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความรัก เธอรู้ว่าเขามีทางเลือกที่จะช่วยเธอได้ แต่เขาก็รู้ดีว่าถ้าทำเช่นนั้น โลกของคนอีกนับล้านจะดับสูญไปพร้อมกับมิตินี้ เอเลียสกัดฟันแน่นและดึงตัวเธอขึ้นมาด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
เหตุการณ์ที่สามคือการที่กลไกควบคุมมิติทั้งหมดหยุดทำงานลงอย่างกะทันหัน ทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งสนิทแม้กระทั่งหยดน้ำที่กำลังตกลงมาจากเพดาน แสงสีเทาที่เคยปกคลุมเมืองเริ่มกลายเป็นสีดำสนิท ความมืดมิดกำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่ง เอเลียสรู้ว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลง เขาต้องเลือกในวินาทีนี้ว่าจะยอมให้ความมืดกลืนกินทุกอย่างหรือจะเสียสละความรักของเขาเพื่อรักษาสมดุลของจักรวาลไว้
เอเลียสมองดูมือของเอเลน่าที่เริ่มจางหายไปอีกครั้ง เขาตัดสินใจได้ในวินาทีสุดท้าย เขาไม่ใช่นักบุญและเขาไม่ใช่ผู้กล้า เขาเป็นเพียงชายที่รักผู้หญิงคนหนึ่งสุดหัวใจ แต่เขาก็ไม่สามารถทนเห็นโลกที่เขารักษาไว้ล่มสลายลงต่อหน้าต่อตาได้ เขาโอบกอดเธอไว้แน่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะผลักเธอออกไปให้พ้นจากเขตที่มืดมิดที่สุดของรอยแยกกาลเวลา ความเจ็บปวดแสนสาหัสถาโถมเข้ามาในหัวใจของเขาจนเขารู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย
ขอบคุณนะ เอเลียสกระซิบคำสุดท้ายขณะที่ร่างของเอเลน่าค่อยๆ เลือนหายไปในแสงสีทองที่เขาสร้างขึ้นจากการปลดปล่อยพลังงานของนาฬิกาพก เขาเห็นเธอส่งยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกว่าการเสียสละของเขาไม่ได้สูญเปล่า ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วตัวเขาในขณะที่ความมืดมิดเริ่มรุกคืบเข้ามาจนมิดสายตา เขาสัมผัสได้ถึงความสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
แสงสีทองสว่างวาบไปทั่วทั้งมิติ กลบกลืนความมืดมิดและความบิดเบี้ยวของเวลาให้จางหายไป กลไกของจักรวาลเริ่มทำงานใหม่อีกครั้งด้วยจังหวะที่มั่นคงและสม่ำเสมอ เอเลียสล้มตัวลงกับพื้นห้องที่กลับมาอยู่ในสภาพเดิม ความเงียบสงัดเข้ามาแทนที่เสียงคำรามของมิติที่ล่มสลาย เขาหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้า ความทรงจำทั้งหมดที่เขามีเกี่ยวกับเธอถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระและจางหายไปพร้อมกับแสงสว่างนั้น
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เอเลียสพบว่าตัวเองนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานในสภาพที่ทุกอย่างดูเหมือนปกติ แต่ความรู้สึกบางอย่างภายในใจได้เปลี่ยนไปตลอดกาล เขามองไปที่นาฬิกาพกที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นเพียงนาฬิกาธรรมดาที่ไม่มีกลไกพิเศษอะไรอีกต่อไป เขารู้สึกว่าหัวใจของเขาเบาหวิวเหมือนขนนก แม้จะไม่มีเธออยู่เคียงข้าง แต่เขาก็รู้ว่าเธออยู่ในที่ที่ปลอดภัยและมีความสุขมากกว่าการต้องมาติดอยู่ในมิติที่มืดมนนี้กับเขา
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างและเปิดออก แสงอาทิตย์ยามเช้าที่อบอุ่นสาดส่องเข้ามาในห้องทำงานเป็นครั้งแรกในชีวิต เอเลียสสูดหายใจลึก กลิ่นอายของความสดชื่นและความหวังอบอวลไปทั่ว เมืองที่เคยว่างเปล่าเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ผู้คนเริ่มเดินผ่านไปมาในจังหวะที่ปกติ และเขาก็รู้ว่าภารกิจของเขาได้จบลงแล้วในที่สุด เขาไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์กาลเวลาอีกต่อไป แต่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีชีวิตเป็นของตัวเอง
เขาหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาและวางมันลงในกล่องไม้ ก่อนจะปิดฝาให้สนิท เขาเดินออกจากร้านทิ้งชีวิตที่ผูกติดอยู่กับเศษเหล็กและเวลาไว้เบื้องหลัง เอเลียสเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยแสงแดด ความทรงจำเกี่ยวกับเอเลน่ากลายเป็นเพียงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะรักที่อ่อนโยน เขาไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็พร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมีพิกัดของเวลามาคอยกำหนดชะตากรรมของเขาอีกต่อไป
ท่ามกลางผู้คนที่เดินสวนไปมา เอเลียสหยุดยืนมองท้องฟ้าสีครามที่กว้างใหญ่ไพศาล เขาเห็นนกตัวหนึ่งบินผ่านไปอย่างอิสระเสรี เหมือนกับจิตวิญญาณของเขาที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย ความรู้สึกที่เขามีต่อเธออาจจะจางหายไปตามกาลเวลาที่ดำเนินไปตามปกติ แต่ในส่วนลึกของหัวใจ เขายังคงเก็บรอยยิ้มนั้นไว้เป็นความทรงจำที่ล้ำค่าที่สุด แม้จะไม่มีใครจดจำได้ว่าเขาคือคนที่ช่วยโลกนี้ไว้ แต่เขาก็พอใจกับความเงียบสงบที่ได้รับมาเป็นรางวัลของการเสียสละ
เขาก้าวเดินต่อไปด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่หันกลับไปมองร้านซ่อมนาฬิกาที่บัดนี้กลายเป็นเพียงร้านธรรมดาในเมืองที่กำลังตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลที่ยาวนาน แสงเงาบนพื้นถนนทอดยาวไปตามทางที่เขากำลังเดินไปสู่ชีวิตใหม่ที่ไร้ซึ่งเงาของเวลามาคอยบงการ ทุกย่างก้าวคือความเป็นจริงที่เขาเลือกเอง และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก่อนที่ความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นจะเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นในใจที่ไม่มีวันจางหายไป
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
ผู้ดูแลสวนแห่งความทรงจำที่แตกสลาย
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
เสียงสะท้อนจากสถานีไร้พิกัด
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น