เศษเหล็กก้อนมหึมาสั่นสะเทือนอยู่ใต้ฝ่าเท้าของ 'คีริน' เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นจนเขาต้องยึดขอบโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันเอาไว้แน่น ประกายไฟจากการลัดวงจรพุ่งออกมาจากผนังห้องแล็บใต้ดินราวกับพญานาคสีฟ้าที่กำลังคลุ้มคลั่ง เขาเหลือบมองหน้าจอโฮโลแกรมที่กะพริบถี่ๆ แสดงค่าความเสถียรของแกนพลังงานหลักที่กำลังดิ่งลงสู่จุดวิกฤตอย่างรวดเร็ว
เขาหยิบอุปกรณ์เชื่อมต่อประสาทขึ้นมาสวมครอบศีรษะอย่างเร่งรีบ ความเย็นเฉียบของวัสดุโลหะสัมผัสกับผิวหนังจนเขาขนลุกเกรียว นี่ไม่ใช่เวลาของการลังเล หากเขาไม่สามารถดึงข้อมูลที่ฝังลึกอยู่ในระบบประสาทของหอคอยส่วนกลางออกมาได้ เมืองทั้งเมืองที่สร้างขึ้นจากเศษซากของอารยธรรมเก่าแก่จะต้องกลายเป็นเพียงสุสานเหล็กกล้าที่ไร้ซึ่งลมหายใจไปตลอดกาล
คีรินสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ เขาเป็นเพียงนักกู้คืนข้อมูลที่มีหน้าที่จัดการกับขยะดิจิทัลที่หลงเหลือจากยุคก่อนสงคราม ทว่าครั้งนี้สิ่งที่เขาพบกลับไม่ใช่รหัสผ่านทั่วไป แต่เป็นความทรงจำที่ถูกเขียนทับด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติ ซึ่งกำลังพยายามลบตัวตนของพลเมืองทุกคนทิ้งเพื่อเริ่มต้นกระบวนการรีเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมด
เขากดปุ่มเปิดใช้งานโปรแกรมถอดรหัส แสงสีเขียวมรกตอาบไล้ใบหน้าของชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นิ้วมือของเขาขยับอย่างรวดเร็วบนแป้นพิมพ์แสงที่จำลองขึ้นในอากาศ ความรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมๆ ทิ่มแทงเข้าไปในก้านสมองเริ่มถาโถมเข้ามา แต่คีรินกัดฟันแน่น เขายอมทนรับความเจ็บปวดดีกว่าที่จะปล่อยให้ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำของเมืองต้องหายไป
ทันใดนั้น หน้าจอก็ปรากฏภาพใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขารู้จักดีในฐานะหัวหน้าหน่วยความจำนิรันดร์ 'รินดา' เธอกำลังยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบ เธอหันมามองที่กล้องด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังก่อนจะกล่าวคำสุดท้ายที่คีรินไม่เคยลืม ก่อนที่สัญญาณจะขาดหายไปในความมืดมิดของเซิร์ฟเวอร์ที่กำลังพังทลาย
คีรินพยายามดึงไฟล์เสียงที่เหลืออยู่ออกมาให้ได้มากที่สุด เสียงของรินดาสั่นเครือแทรกผ่านเสียงสัญญาณรบกวนของระบบที่พยายามขัดขวางเขา เขาตระหนักได้ว่าเธอกำลังพยายามบอกพิกัดของห้องควบคุมลับที่ถูกซ่อนไว้ในรอยแยกของมิติเวลาที่ไม่มีใครเคยค้นพบมาก่อน หากเขาไปถึงที่นั่นได้ ทฤษฎีที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิตอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าของโลกใบนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
เขารีบถอดอุปกรณ์ประสาทออกแล้วพุ่งตัวออกจากโต๊ะทำงาน แรงเหวี่ยงของอาคารที่กำลังสั่นคลอนทำให้เขาเกือบล้มลงกับพื้นเหล็กเย็นเยียบ คีรินหยิบกระเป๋าอุปกรณ์คู่ใจขึ้นสะพายและวิ่งตรงไปยังประตูทางออกที่อยู่สุดโถงทางเดิน ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเริ่มเข้าปกคลุมแทนที่เสียงเครื่องจักร ซึ่งเป็นสัญญาณว่าระบบป้องกันกำลังเริ่มปิดการทำงานของทุกอย่างในโซนนี้อย่างเป็นทางการ
เขาหยุดชะงักที่หน้าประตูบานเลื่อนที่เปิดค้างไว้ เห็นร่างของรินดายืนพิงกำแพงอยู่ที่ปลายทางเดิน หญิงสาวดูอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหว บนแขนของเธอมีรอยไหม้เกรียมจากไฟฟ้าแรงสูงที่เกิดจากระบบป้องกันของหอคอย เธอจ้องมองมาที่คีรินด้วยแววตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความโกรธและความคาดหวังที่ยังหลงเหลืออยู่
คีรินก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ละสายตาจากเธอ เขาถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า "ทำไมคุณถึงยอมทำลายระบบทั้งหมดเพียงเพื่อซ่อนพิกัดนี้ไว้ รินดา คุณรู้ใช่ไหมว่าถ้าคุณตาย ข้อมูลนี้จะหายไปตลอดกาล" เขาพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ประทุออกมา ทว่าความสงสัยที่อัดอั้นมานานทำให้เขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
รินดายิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น เธอพิงศีรษะลงกับกำแพงแล้วกล่าวว่า "เพราะความจริงมันโหดร้ายเกินกว่าที่คนในเมืองนี้จะรับได้ คีริน พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ลืมว่าเคยมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ข้อมูลที่ถูกรันอยู่ในชิปสมอง" เธอยื่นแฟลชไดรฟ์ขนาดจิ๋วที่ทำจากคริสตัลบริสุทธิ์ให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา
คีรินรับมันมาไว้ในมือ ความรู้สึกเย็นเฉียบแล่นผ่านเข้าสู่ฝ่ามือของเขา นี่คือสิ่งเดียวที่เก็บรักษาประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่แท้จริงเอาไว้ รินดาหลับตาลงอย่างช้าๆ ร่างของเธอเริ่มสลายกลายเป็นละอองสีเทาตามกฎของระบบที่กำลังกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากหน่วยความจำของเมือง คีรินตะโกนเรียกชื่อเธอ แต่ทุกอย่างรอบตัวเริ่มเลือนหายไปเหมือนหมอกควัน
เขารู้สึกถึงแรงกระชากที่รุนแรงจนแทบขาดใจ ความทรงจำของเขาเองก็กำลังถูกลบเลือนตามไปด้วย เขาต้องรีบตัดสินใจว่าจะอัปโหลดไฟล์นี้เข้าสู่ระบบหลักเพื่อปลดปล่อยทุกคน หรือจะทำลายมันทิ้งเพื่อรักษาความสงบสุขจอมปลอมที่ทุกคนกำลังใช้ชีวิตอยู่ ความขัดแย้งในใจของเขารุนแรงยิ่งกว่าการสั่นไหวของตัวอาคารเสียอีก
เขาหันหลังกลับและวิ่งไปยังห้องควบคุมหลัก พลังงานรอบตัวเขาเริ่มแปรปรวนเป็นกระแสไฟฟ้าที่รุนแรงจนผิวหนังของเขาเริ่มไหม้เกรียมจากการสัมผัสกับอากาศที่มีประจุไฟฟ้าเข้มข้น คีรินกัดฟันฝ่าความเจ็บปวดไปจนถึงแกนกลางของระบบที่ดูเหมือนหัวใจยักษ์สีทองที่กำลังเต้นตุบๆ อย่างไร้ระเบียบ
เขาเสียบคริสตัลข้อมูลเข้าไปในช่องว่างที่ว่างอยู่ ทันทีที่การเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์ ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกลบไปนับพันปีก็พุ่งเข้าสู่สมองของทุกคนในเมืองเหมือนเขื่อนที่แตกออก เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกผสมปนเปไปกับเสียงหัวเราะแห่งความยินดีที่ได้ค้นพบความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานาน
ระบบทั้งหมดเริ่มล่มสลายลงอย่างเป็นทางการ แสงไฟทุกดวงดับลงก่อนจะสว่างวาบด้วยสีสันที่แท้จริงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คีรินทรุดตัวลงกับพื้น มองเห็นท้องฟ้าที่เคยเป็นเพียงเพดานโลหะเริ่มแตกร้าวออก เผยให้เห็นดวงดาวระยิบระยับที่แท้จริงเหนือหอคอยแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ
เขารู้สึกถึงความโดดเดี่ยวที่แสนอบอุ่นในขณะที่ระบบกำลังรีบูตตัวเองเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ปราศจากการควบคุม เขาหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าการเป็นนักกู้คืนข้อมูลไม่ได้หมายถึงการซ่อมแซมสิ่งเก่า แต่หมายถึงการเปิดทางให้สิ่งใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแม้ต้องแลกด้วยทุกอย่างที่เขามีก็ตาม
ท่ามกลางเศษซากของความหลังที่กำลังปลิวว่อนไปตามสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลง คีรินได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ของรินดาที่ยังคงก้องอยู่ในห้วงความนึกคิดของเขา มันไม่ใช่คำลา แต่เป็นคำเตือนถึงการเริ่มต้นบทใหม่ที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
ความเงียบสงบเข้าครอบงำเมืองที่เคยสั่นคลอน ทุกอย่างกลับคืนสู่ความนิ่งงันที่เต็มไปด้วยความหวัง คีรินยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแม้ร่างของเขาจะเริ่มเลือนรางไปกับบรรยากาศที่เปลี่ยนไป เขากลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่เขาเพิ่งกู้คืนมา และนั่นคือภารกิจสุดท้ายที่เขาทำสำเร็จด้วยหัวใจทั้งหมดที่เหลืออยู่
แสงจากดวงดาราภายนอกทอดยาวลงมาบนพื้นห้องแล็บร้าง ก่อให้เกิดเงาที่ทับซ้อนกันจนดูเหมือนภาพวาดที่งดงามและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน ลมพัดพาความหนาวเย็นจากภายนอกเข้ามาสัมผัสผิวหนังที่เหลืออยู่ของเขา แต่มันกลับเป็นความรู้สึกที่ทำให้เขารู้สึกมีชีวิตอยู่มากกว่าครั้งไหนๆ ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
เขาไม่ได้กลัวความตายที่กำลังจะมาถึง เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาฝากไว้ในระบบนั้นได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะเติบโตต่อไปในใจของทุกคนที่ได้สัมผัสกับความจริงนั้น นี่ไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง แต่มันคือการเริ่มต้นของยุคสมัยที่มนุษย์จะได้ลิขิตชะตาชีวิตของตัวเองโดยไม่มีใครมาบงการได้อีกต่อไป
คีรินมองขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง ดวงดาวเหล่านั้นดูเหมือนกำลังเต้นระบำไปตามจังหวะของการเปลี่ยนแปลงที่เขาสร้างขึ้น เขาปิดเปลือกตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความทรงจำสุดท้ายไหลผ่านไปพร้อมกับกระแสไฟฟ้าที่ค่อยๆ ดับวูบลงในระบบที่กำลังจะหลับใหลอย่างถาวร ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนสงบในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่
ในห้องแล็บที่ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากเศษเหล็กและร่องรอยของการต่อสู้ที่ไม่มีใครบันทึกไว้ แต่นอกหน้าต่างบานใหญ่ของหอคอย ผู้คนเริ่มเดินออกมาสัมผัสกับแสงแดดแรกของวันใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ความสับสนในดวงตาของพวกเขาเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจ และนั่นคือมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คีรินทิ้งไว้ให้แก่โลกใบนี้
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น