เสียงโลหะกระทบกันดังก้องอยู่ในห้องทำงานแคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำยาเคมีและฝุ่นผงจากศตวรรษก่อนหน้า 'กวิน' วางเครื่องมือขนาดจิ๋วลงบนโต๊ะไม้โอ๊คเก่าแก่พร้อมกับถอนหายใจยาว สายตาของเขาจับจ้องไปยังนาฬิกาพกทองเหลืองที่แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยวางเรียงรายอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีเข้ม ราวกับเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่กระจัดกระจายไม่ยอมรวมตัวกัน
แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าซูบตอบของชายหนุ่ม เขาขยับแว่นขยายให้เข้าที่ก่อนจะหยิบฟันเฟืองขนาดเล็กเท่าเมล็ดทรายขึ้นมาด้วยแหนบ สมาธิของเขามุ่งมั่นอยู่เพียงการประสานรอยร้าวที่มองเห็นด้วยตาเปล่าแทบไม่ชัด แต่ในใจกลับสั่นไหวด้วยความทรงจำที่พยายามจะลืมเลือนไปพร้อมกับเศษโลหะเหล่านี้
ทุกครั้งที่เขาสัมผัสผิวสัมผัสที่ขรุขระของนาฬิกาเรือนนี้ ภาพของ 'รินรดา' ก็จะผุดขึ้นมาเสมอ เธอคือเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ และเป็นคนเดียวที่เคยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวที่ว่างเปล่าตรงข้ามเขาในยามค่ำคืน กวินพยายามสะบัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปเพื่อจดจ่อกับการเรียงร้อยกลไกที่ซับซ้อนให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง
หยาดเหงื่อเม็ดเล็กไหลผ่านขมับของกวินขณะที่เขากำลังพยายามเชื่อมต่อเข็มวินาทีที่บิดเบี้ยว นี่ไม่ใช่แค่งานซ่อมแซมทั่วไป แต่มันคือการพยายามไขปริศนาเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อน วันที่นาฬิกาเรือนนี้ร่วงหล่นลงจากมือของรินรดาก่อนที่เธอจะจากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เบื้องหลังนอกจากความเงียบงัน
เสียงเคาะประตูไม้บานหนาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสนิท กวินชะงักมือนิ่ง เขารู้ดีว่าเวลานี้ไม่ควรจะมีใครมาหาเขาที่โรงซ่อมวัตถุโบราณลับแห่งนี้ได้ แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกให้เขาเปิดรับแขกผู้มาเยือนคนนั้น เขาค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความระมัดระวัง พลางหยิบผ้าเช็ดมือมาเช็ดคราบน้ำมันออกจากนิ้วอย่างใจเย็น
เขาก้าวเดินไปที่ประตูด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบา ใจเขาสั่นรัวเหมือนกลไกนาฬิกาที่กำลังฝืนทำงานอย่างหนัก เมื่อประตูแง้มออก ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่คนที่เขาคาดหวัง แต่เป็นกล่องไม้เก่าๆ ที่วางอยู่บนพรมเช็ดเท้า ราวกับว่ามันถูกส่งมาด้วยความตั้งใจบางอย่างที่ต้องการให้เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง
กวินก้มลงหยิบกล่องไม้นั้นขึ้นมา ความเย็นเยียบของมันซึมผ่านฝ่ามือเข้าไปถึงกระดูก เขากลับเข้าไปในห้องและปิดประตูลงกลอนแน่นหนา บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่รินรดามักจะใช้เป็นประจำอบอวลขึ้นมาในอากาศทั้งที่ห้องนี้ไม่มีดอกไม้ชนิดนั้นอยู่เลยแม้แต่น้อย
เขาเปิดกล่องไม้ด้วยมือที่สั่นเทา ภายในมีเพียงจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตาและกุญแจเงินที่มีสัญลักษณ์แปลกประหลาดสลักอยู่ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน กวินเริ่มตระหนักว่านาฬิกาที่เขากำลังซ่อมนั้นอาจเป็นเพียงเบาะแสเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลึกลับกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้มากนัก
กวินจ้องมองตัวอักษรบนกระดาษจดหมายที่เริ่มเปลี่ยนสีตามกาลเวลา 'หากเจ้าซ่อมนาฬิกานี้ได้สำเร็จ จงอย่าลืมไขลานแห่งความจริงในวันที่ดวงจันทร์สีเลือดปรากฏ' ข้อความนั้นทิ้งปมปริศนาที่ทำให้เขาต้องตั้งคำถามว่ารินรดารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร และทำไมเธอถึงเลือกที่จะทิ้งมันไว้ให้เขาเพียงผู้เดียวในเวลาที่เหมาะสมเช่นนี้
เขากลับไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง แสงไฟเริ่มกะพริบถี่ๆ ราวกับตอบรับกับความมุ่งมั่นที่เพิ่มขึ้นของเขา กวินเริ่มถอดประกอบกลไกภายในนาฬิกาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทุกชิ้นส่วนที่เขาหยิบจับดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด ราวกับว่านาฬิกาเรือนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกบางอย่างที่ถูกปิดตายมานานหลายทศวรรษ
ความขัดแย้งในใจกวินเริ่มก่อตัวขึ้น เขาควรจะหยุดอยู่เพียงเท่านี้และปล่อยให้ความลับตายไปพร้อมกับกาลเวลา หรือจะก้าวต่อไปสู่เส้นทางที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากับความจริงที่เขาอาจจะรับไม่ได้ การเลือกครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอาชีพช่างซ่อม แต่เป็นเรื่องของหัวใจที่ยังคงติดอยู่ในรอยแยกของความทรงจำที่แตกสลาย
เขายังคงจดจ่ออยู่กับการปรับแต่งเฟืองหลัก มือของเขาขยับอย่างชำนาญตามสัญชาตญาณที่สั่งสมมานานปี ความคิดที่ว่ารินรดาอาจจะไม่ได้จากไปจริงๆ แต่ถูกกักขังอยู่ในมิติของเวลานี้เริ่มกลายเป็นความจริงที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้ เขาตัดสินใจแล้วว่าจะต้องซ่อมนาฬิกาเรือนนี้ให้เสร็จก่อนรุ่งสางไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงนาฬิกาที่เริ่มเดินอีกครั้งหนึ่งทำให้กวินขนลุกซู่ มันไม่ได้เดินเป็นจังหวะเหมือนนาฬิกาทั่วไป แต่เป็นเสียงเคาะที่สอดประสานกับจังหวะการเต้นของหัวใจเขา กวินสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเรือน มันไม่ใช่แค่โลหะ แต่มันคือเครื่องมือในการทักทอเวลาที่พังทลายลงให้กลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง
เขารีบประกอบชิ้นส่วนสุดท้ายเข้าด้วยกันด้วยความระมัดระวังสูงสุด ทันทีที่ฟันเฟืองชิ้นสุดท้ายลงล็อกพอดี แสงสีน้ำเงินจางๆ ก็พุ่งออกจากรอยแยกของตัวเรือนนาฬิกา กวินถอยหลังกรูดด้วยความตกใจก่อนจะล้มลงกับพื้น แต่สายตายังคงไม่ละไปจากวัตถุเบื้องหน้า นาฬิกานั้นเริ่มหมุนย้อนกลับอย่างรวดเร็วและรุนแรง
ในเสี้ยววินาทีนั้น ห้องทำงานของเขาก็หายไป แทนที่ด้วยภาพมิติคู่ขนานที่กวินไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันคือห้องโถงที่เต็มไปด้วยนาฬิกานับพันเรือนที่แขวนเรียงรายอยู่กลางอากาศ และที่ปลายทางของห้องโถงนั้น เขามองเห็นร่างของหญิงสาวที่เขารอคอยมาตลอดสามปี รินรดายืนอยู่ตรงนั้น แววตาของเธอดูลึกซึ้งและเต็มไปด้วยความเศร้าโศกอย่างประหลาด
กวินรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาเธอโดยไม่สนใจความเสี่ยงใดๆ รอบตัวเขารู้สึกถึงแรงดึงดูดของกาลเวลาที่พยายามจะฉุดรั้งเขาไว้ แต่ความรักและความต้องการคำตอบที่มีมากกว่าความกลัวทำให้เขาก้าวข้ามผ่านสิ่งกีดขวางที่โปร่งใสเหล่านั้นไปได้ เมื่อเขาเข้าใกล้รินรดา ร่างของเธอก็เริ่มสั่นไหวราวกับภาพสะท้อนในกระจกที่แตกร้าว
เขายื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของเธอ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้กลับเป็นเพียงความเย็นที่ว่างเปล่า รินรดามองเขาด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทำขึ้น 'กวิน ขอบคุณที่มาที่นี่ แต่เจ้าต้องรู้ว่าเวลามีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ' เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ในค่ำคืนที่เงียบเหงา ก่อนที่เธอจะบอกความจริงบางอย่างที่ทำให้กวินต้องใจสลาย
ความจริงที่ว่าเธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกเวลานี้เพื่อปกป้องกวินจากอนาคตที่เลวร้าย กวินพยายามจะคว้าตัวเธอไว้ แต่เขากลับถูกผลักออกจากมิตินั้นด้วยแรงมหาศาล เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนพื้นห้องทำงานเดิมของเขา แต่นาฬิกาพกบนโต๊ะได้หยุดเดินสนิทและไม่มีร่องรอยของการซ่อมแซมใดๆ หลงเหลืออยู่เลย
กวินนั่งนิ่งอยู่กับที่ น้ำตาแห่งความสูญเสียไหลอาบแก้ม เขาเข้าใจแล้วว่าการบูรณะสิ่งที่แตกสลายไม่ใช่การนำชิ้นส่วนมาประสานกันเสมอไป แต่อาจหมายถึงการยอมรับว่าบางสิ่งควรค่าแก่การเก็บไว้ในความทรงจำมากกว่าที่จะพยายามฝืนนำมันกลับมาสู่ปัจจุบันที่ไม่มีที่ว่างสำหรับมันอีกต่อไป
เขามองดูนาฬิกาเรือนเดิมที่ดูเหมือนจะไร้ชีวิต แต่มันกลับมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เขาตัดสินใจเก็บมันลงในกล่องไม้อย่างทะนุถนอมและวางไว้บนชั้นวางที่สูงที่สุด ในฐานะเครื่องเตือนใจถึงความรักและการเสียสละที่ไม่เคยสูญหายไปจากใจของเขา
ชีวิตของกวินดำเนินต่อไปในฐานะช่างบูรณะวัตถุโบราณ แต่เขาก็ไม่เคยรับงานซ่อมนาฬิกาอีกเลย เขาใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการบูรณะภาพวาดและเครื่องปั้นดินเผาที่แตกสลายให้กลับมาสมบูรณ์ เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะพบร่องรอยของรินรดาในงานศิลปะที่เขาสร้างขึ้นมาใหม่
ในค่ำคืนที่ดวงจันทร์สีเลือดปรากฏ กวินมักจะนั่งมองนาฬิกาเรือนนั้นบนชั้นวาง และทุกครั้งที่เขามองเห็นเงาจางๆ ของเธอในใจ เขาก็จะยิ้มออกมาเบาๆ แม้ความเจ็บปวดจะยังคงอยู่ แต่เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างงดงามและสงบสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น