แรงสั่นสะเทือนจากพื้นหินภายใต้รองเท้าบูทหนังหนาทำให้คีรินต้องก้มตัวต่ำลง พยายามรักษาสมดุลท่ามกลางไอระเหยของกำมะถันที่พุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของแผ่นดิน เขามองเห็นผลึกสีฟ้าครามที่สะท้อนแสงไฟจากหมวกนิรภัยจนดูราวกับดวงตาของปีศาจที่กำลังจ้องมองเขากลับมา
เขาหยิบอุปกรณ์คีบโลหะยาวออกมาจากกระเป๋าข้างสะโพก มือที่สวมถุงมือกันความร้อนสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื่นเต้นที่ได้พบกับสิ่งที่นักธรณีวิทยาทั่วโลกต่างตามหามาตลอดทศวรรษ คีรินสูดลมหายใจเข้าลึกผ่านหน้ากากกรองอากาศ กลิ่นของแร่ธาตุโบราณผสมกับความชื้นของทะเลสาบเดือดทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย
“อย่านิ่งนอนใจไป คีริน ถ้าแกทำพลาดแม้แต่นิดเดียว ไอ้น้ำร้อนพวกนี้จะเปลี่ยนร่างแกให้กลายเป็นตุ๊กตาเกลือในพริบตา” เสียงทุ้มต่ำของลุงพงศ์ดังก้องผ่านเครื่องสื่อสารในหู คีรินไม่ได้ตอบกลับเพียงแค่พยักหน้าให้ตัวเองและเริ่มลงมือขุดเจาะชั้นหินรอบๆ ผลึกนั้นอย่างเบามือ
หยดเหงื่อไหลซึมลงมาตามขมับของชายหนุ่ม เขาใช้แปรงขนอ่อนปัดเศษหินออกจากหน้าผลึกอย่างใจเย็น บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป เสียงฟองอากาศที่แตกตัวในน้ำกรดรอบข้างเริ่มดังถี่ขึ้นราวกับจะเตือนว่าเขากำลังรุกล้ำอาณาเขตที่มนุษย์ไม่ควรย่างกรายเข้ามา
เมื่อผลึกหลุดออกมาจากร่องหินด้วยเสียงกังวานเบาๆ คีรินรีบคว้ามันไว้แล้วเก็บลงในกล่องบรรจุภัณฑ์สุญญากาศทันที ทันใดนั้นพื้นที่ที่เขายืนอยู่ก็ทรุดตัวลงเล็กน้อย ทำให้เขาต้องกระโดดไปเกาะขอบหน้าผาหินที่ขรุขระอย่างทุลักทุเล หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก
เขาพยายามพยุงตัวขึ้นจากหลุมยุบ ขณะที่สายตามองไปเห็นรอยจารึกโบราณที่ปรากฏขึ้นบนผนังถ้ำที่เพิ่งเผยตัวออกมาหลังจากหินพังทลาย มันไม่ใช่ภาษาที่เขารู้จัก แต่มันส่องแสงวาบเป็นจังหวะเหมือนสัญญาณเตือนภัยบางอย่างที่ถูกเขียนทิ้งไว้ตั้งแต่อดีตกาลกว้างไกลเกินกว่าประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ได้
คีรินพยายามก้าวถอยหลัง แต่รองเท้าของเขาดันไปเหยียบเข้ากับกลไกบางอย่างใต้ชั้นหิน พื้นที่ที่เขาเหยียบเริ่มหมุนวนเหมือนฟันเฟืองขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกปลุกจากการหลับใหลยาวนาน ลุงพงศ์ตะโกนเรียกชื่อเขาซ้ำๆ ผ่านคลื่นวิทยุด้วยความตื่นตระหนก แต่เสียงเหล่านั้นกลับถูกกลบด้วยเสียงกลไกหินที่เสียดสีกันดังก้องไปทั่วอุโมงค์
“ผมติดอยู่ข้างใน พื้นมันกำลังขยับและดูเหมือนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องทางธรณีวิทยาแล้วลุง” คีรินตะโกนตอบพลางพยายามยันผนังถ้ำเพื่อไม่ให้ตัวเองถูกดูดเข้าไปในช่องว่างที่เปิดกว้างออกเรื่อยๆ เขาเห็นแสงสีทองเรืองรองลอดออกมาจากรอยแยกนั้น ซึ่งดูต่างจากแสงสะท้อนของผลึกแร่ที่เขาเก็บได้โดยสิ้นเชิง
เขาตัดสินใจเสี่ยงชีวิตพุ่งตัวเข้าไปในช่องว่างนั้น แทนที่จะถอยกลับออกไปข้างนอกเพราะสัญชาตญาณนักสำรวจในตัวมันรุนแรงเกินกว่าจะหักห้ามได้ เมื่อเขาหลุดเข้าไปในห้องโถงกว้างขวาง ร่างกายของเขาก็เบาหวิวราวกับไม่มีน้ำหนัก แรงดึงดูดภายในนี้ดูจะถูกควบคุมโดยเครื่องจักรที่ดูล้ำสมัยผิดกับยุคสมัยของจารึกบนผนัง
“คีริน! ตอบมาเดี๋ยวนี้ แกหายไปไหน!” เสียงของลุงพงศ์ขาดหายไปเหลือเพียงเสียงซ่าของคลื่นรบกวน ชายหนุ่มมองไปรอบตัวพบว่าตัวเองอยู่ในห้องโถงที่เต็มไปด้วยผลึกแก้วใสบรรจุเรื่องราวของอารยธรรมที่สาบสูญไปแล้ว ความสงสัยเริ่มเข้าแทนที่ความกลัว เขาเอื้อมมือไปสัมผัสผลึกแก้วบานหนึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ไหลทะลักเข้าสู่สมองของเขา ไม่ใช่ภาพความทรงจำของเขาเอง แต่เป็นเรื่องราวของช่างฝีมือโบราณที่สร้างกลไกนี้ขึ้นมาเพื่อปกป้องความลับของพลังงานที่สามารถเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นเชื้อเพลิงบริสุทธิ์ได้ คีรินตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การสำรวจแร่ธาตุ แต่มันคือการค้นพบมรดกที่อันตรายที่สุดในโลก
เขารีบคว้าอุปกรณ์บันทึกข้อมูลออกมาและเริ่มคัดลอกรหัสผ่านจากผนังถ้ำลงสู่หน่วยความจำพกพา มือของเขาสั่นไหวไม่ใช่เพราะเหนื่อยล้า แต่เพราะเขารู้ว่าเมื่อเขาก้าวออกไปจากที่นี่ เขาจะไม่ใช่คีรินคนเดิมที่เข้ามาอีกต่อไป โลกภายนอกกำลังมองหาพลังงานนี้ และถ้าเขาไม่ระวัง มันอาจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ทำลายโลกมากกว่าสร้างสรรค์
ในขณะที่เขากำลังคัดลอกข้อมูลเสร็จสิ้น กลไกของห้องโถงเริ่มเปลี่ยนไป ผนังถ้ำเริ่มบีบตัวเข้าหากันราวกับจะฝังกลบความลับนี้ให้คงอยู่ตลอดไป คีรินคว้าข้อมูลนั้นไว้แน่นแล้วตัดสินใจวิ่งฝ่ากลุ่มหินที่กำลังร่วงหล่นลงมา เขาต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยทุกอย่างที่เขามีก็ตาม
เสียงหินกระทบกันดังกัมปนาท คีรินสไลด์ตัวผ่านรอยแยกสุดท้ายก่อนที่มันจะปิดสนิท แรงลมมหาศาลผลักเขากระเด็นออกมานอกปากถ้ำจนตกลงไปในทะเลสาบเกลือ ร่างกายของเขาเย็นเฉียบทันทีที่สัมผัสน้ำ แต่เขายังคงชูมือที่มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลไว้เหนือหัวเพื่อป้องกันไม่ให้มันเสียหาย
ลุงพงศ์รีบวิ่งเข้ามาฉุดแขนเขาขึ้นจากน้ำด้วยความตกใจ “เจ้าบ้า! แกเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วนะ” คีรินหอบหายใจอย่างหนักพลางมองดูผลึกสีฟ้าในกล่องและอุปกรณ์ในอีกมือหนึ่ง เขารู้สึกถึงภาระหนักอึ้งที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความลับที่เขากำลังถือครองอยู่ “ผมไม่ได้มามือเปล่าครับลุง แต่มันอาจจะหมายถึงจุดจบของความสงบสุขที่เราเคยมี”
คีรินเดินโซเซขึ้นจากทะเลสาบ มุ่งหน้ากลับไปยังยานพาหนะท่ามกลางความมืดมิดของคืนวันใหม่ เขาไม่หันหลังกลับไปมองถ้ำนั้นอีก เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในมือเขาจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล และเขาก็พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่กำลังจะตามมาไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม
เขานั่งลงบนเบาะรถพลางมองดูแสงดาวที่สะท้อนบนหน้าจออุปกรณ์ ข้อมูลเหล่านั้นเริ่มแสดงผลเป็นแผนที่และสูตรคำนวณที่ซับซ้อน คีรินลบข้อมูลบางส่วนที่เป็นรหัสทำลายล้างออกไป เหลือไว้เพียงความรู้ที่จะช่วยมนุษยชาติได้จริง การตัดสินใจครั้งนี้คือสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าเขาเป็นเพียงนักสำรวจที่เห็นแก่ตัว หรือเป็นผู้ปกป้องความลับที่แท้จริง
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องผ่านขอบฟ้า ทำให้ผลึกแก้วในกระเป๋าของเขาเปล่งประกายสีรุ้งออกมา คีรินยิ้มออกมาบางๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ามาในพื้นที่นี้ เขาเก็บของทั้งหมดอย่างระมัดระวังและสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล
เขาทิ้งร่องรอยการสำรวจไว้เบื้องหลังอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครรู้ว่าที่นี่เคยมีอะไรซ่อนอยู่ และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้ ความเงียบงันของทะเลสาบเดือดกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงความฝันที่ไม่มีใครอาจเอื้อมถึง
คีรินขับรถห่างออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นเมืองในมุมไกล เขาปิดระบบสื่อสารทั้งหมดเพื่อป้องกันการถูกติดตาม เขาเลือกเส้นทางที่ซับซ้อนที่สุดเพื่อความปลอดภัยของสิ่งที่เขาถือครองอยู่ เพราะเขารู้ดีว่าเกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ในขณะที่เขามองไปข้างหน้า คีรินยังคงนึกถึงจารึกเหล่านั้นและเสียงกลไกที่สั่นสะเทือนในอก เขาจะไม่ยอมให้พลังงานนี้ตกอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการทำลาย แต่เขาจะใช้มันเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า แม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่เขาต้องกลายเป็นเป้าหมายของคนทั้งโลกก็ตาม
รถคันเล็กๆ ของเขาเคลื่อนที่ผ่านทางโค้งสุดท้ายก่อนจะหายไปในหมอกหนา ทิ้งไว้เพียงรอยยางบนพื้นดินและคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ว่าความจริงที่ถูกฝังอยู่ใต้ทะเลสาบนั้นคือพรหรือคำสาปกันแน่
เศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลือทิ้งไว้ในกรอบรูปเก่า
เงาที่พร่าเลือนในหยดน้ำตาแห่งวันวาน
นาฬิกาทรายที่หยุดเดินในห้วงเวลาแห่งการสูญเสีย
บันทึกที่ถูกลืมในห้องสมุดร้างกลางหุบเขา
เสียงสะท้อนจากเปียโนที่ไร้เสียงในคืนจันทร์ดับ
พิกัดที่ดวงดาวไม่อาจเอื้อมถึง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น