สายฝนสีเทาหม่นโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายราวกับม่านน้ำตาที่ถูกถักทอขึ้นจากความเศร้าโศกของฟากฟ้า ละอองเย็นชื้นเกาะตัวอยู่บนกระจกหน้าต่างบานสูงของห้องใต้หลังคาแคบๆ กลิ่นอายของสีน้ำมันผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเก่าๆ อบอวลอยู่ในอากาศจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ เอเลียส คุ้นเคยดี ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า สายตาของเขาจับจ้องไปยังผืนผ้าใบว่างเปล่าที่วางเด่นอยู่กลางห้อง มือเรียวยาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยรอยสีคราบน้ำเงินและเหลืองกำลังกุมพู่กันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ราวกับว่าเขากำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่มองไม่เห็นภายใต้พื้นผิวของผ้าใบที่รอคอยการแต่งแต้ม
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นจังหวะสม่ำเสมอ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวสั่นไหวไปมาตามแรงลมที่พัดผ่านรอยแยกของผนังไม้เก่าผุพัง เอเลียสเป็นจิตรกรผู้โดดเดี่ยวที่ใช้ชีวิตอยู่กับภาพวาดของตนมานานหลายปี ผู้คนในเมืองต่างร่ำลือถึงความสามารถอันน่าพิศวงของเขาที่สามารถวาดภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างแม่นยำจนน่าขนลุก ทว่าสำหรับเขาแล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่พรสวรรค์แต่มันคือคำสาปที่กัดกินวิญญาณของเขาไปทีละน้อยในทุกครั้งที่เขาสัมผัสกับจานสี
เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบสีแดงชาดขึ้นมาแต้มลงบนมุมหนึ่งของผ้าใบ ทันทีที่ปลายพู่กันสัมผัสกับพื้นผิว ภาพนิมิตที่ซ้อนทับกับความจริงก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เป็นภาพของชายชราในชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่กลางจัตุรัสเมืองพร้อมกับนาฬิกาทรายที่ทรายข้างในเริ่มไหลย้อนกลับ เอเลียสสะดุ้งสุดตัวจนพู่กันหลุดจากมือ กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูกทั้งที่ในห้องนี้ไม่มีสิ่งใดนอกจากสีและผืนผ้าใบ เขาพยายามกะพริบตาเพื่อไล่ภาพเหล่านั้นออกไป แต่มันกลับแจ่มชัดขึ้นจนเขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ
เอเลียสลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่หน้าต่างเพื่อมองออกไปข้างนอก ในยามค่ำคืนนี้เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดมิดไร้แสงดาว ถนนเบื้องล่างว่างเปล่าไร้ผู้คน ราวกับว่าผู้คนได้หายสาบสูญไปพร้อมกับกาลเวลาที่หยุดเดิน เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตนเห็นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือคำเตือนถึงสิ่งที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ความวิตกกังวลเกาะกินใจเขาอย่างหนักหน่วง เขาไม่ใช่คนกล้าหาญ แต่ความอยากรู้อยากเห็นในโชคชะตามักจะดึงดูดให้เขาก้าวเข้าสู่ความอันตรายอยู่เสมอ
เขาตัดสินใจหยิบเสื้อคลุมตัวหนาขึ้นมาสวมแล้วก้าวออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังจัตุรัสใจกลางเมืองตามที่ภาพนิมิตได้บ่งบอกไว้ เสียงฝีเท้าของเขาก้องสะท้อนไปตามตรอกซอกซอยแคบๆ ราวกับมีคนอื่นกำลังเดินตามอยู่เงียบๆ เอเลียสหยุดชะงักและหันกลับไปมอง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและความมืดมิดที่โอบล้อมเอาไว้ เขาข่มความกลัวไว้ในใจแล้วเดินต่อไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาคำตอบให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองแห่งนี้
เมื่อไปถึงจัตุรัสกลางเมือง เขาก็พบกับหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มหนักขึ้น เธอมีเรือนผมสีเงินยาวสลวยและสวมชุดสีขาวที่ดูแปลกตากว่าคนในยุคสมัยนี้ เธอหันมามองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดที่เขาวาดไว้ เอเลียสรู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้เมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกัน ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณจนได้ยินเพียงเสียงฝนตกกระทบพื้นหิน
“คุณมารอที่นี่นานแค่ไหนแล้ว” เอเลียสถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย พยายามรักษาระยะห่างเพื่อไม่ให้ดูคุกคามเกินไป หญิงสาวไม่ได้ตอบในทันที เธอเพียงแต่จ้องมองเขานิ่งๆ เหมือนกำลังอ่านความลับที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขา เธอขยับริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะเปล่งเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงกระซิบจากสายลม
“นานพอที่เวลาของเมืองนี้จะสูญสิ้นไปแล้ว เอเลียส” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับชี้มือไปยังนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนหอคอยกลางจัตุรัส เข็มนาฬิกาทั้งหมดกำลังหมุนถอยหลังอย่างรวดเร็ว เอเลียสเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ความเป็นจริงที่เขารู้จักกำลังสั่นคลอนและแตกสลายลงต่อหน้าต่อตาเขา
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ และคุณรู้ชื่อผมได้ยังไง” เขาถามต่อด้วยความสับสน ความกลัวเริ่มเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นต่อชะตากรรมที่เขาไม่เคยเลือก หญิงสาวก้าวเข้ามาหาเขาช้าๆ ทิ้งระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ในฤดูหนาวโชยออกมาจากตัวเธอ ซึ่งขัดแย้งกับบรรยากาศที่น่าหดหู่รอบข้างอย่างสิ้นเชิง
“เพราะภาพวาดของคุณไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือการจารึกอนาคตลงบนผืนผ้าที่ไม่มีวันตาย” หญิงสาวตอบพลางเอื้อมมือมาแตะที่หน้าอกของเอเลียส สัมผัสของเธอเย็นจัดจนเขารู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าไปถึงหัวใจ ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งคู่ดูเหมือนจะผูกพันกันด้วยด้ายสีแดงที่มองไม่เห็นมาตั้งแต่นานแสนนาน
ความขัดแย้งภายในใจของเอเลียสเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เขาต้องการที่จะหลุดพ้นจากภาระนี้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็หลงใหลในอำนาจที่ตนครอบครอง หญิงสาวคนนี้คือคำตอบของคำถามทั้งหมดที่เขามี แต่เธอก็เป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดเช่นกัน เขาต้องเลือกระหว่างการยอมรับในพลังนี้หรือการทำลายมันทิ้งไปพร้อมกับตัวเขาเอง
ทันใดนั้นพื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็เริ่มสั่นสะเทือน เสียงระเบิดดังสนั่นมาจากทางทิศเหนือของเมือง ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทากลับกลายเป็นสีเลือดเข้มข้น เอเลียสรีบคว้าข้อมือหญิงสาวไว้ด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้น นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมวาดไว้ในตอนแรก!” เขาตะโกนแข่งกับเสียงลมพายุที่พัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
“เพราะคุณพยายามฝืนโชคชะตาด้วยการไม่วาดภาพวันสุดท้ายของเมืองนี้ไงล่ะ” หญิงสาวตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่งราวกับยอมรับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เอเลียสปล่อยมือเธอและทรุดตัวลงกับพื้น ความจริงที่ว่าเขาสามารถเปลี่ยนอนาคตได้เพียงแค่หยุดวาดภาพกำลังย้อนกลับมาทำร้ายเขาอย่างสาหัส
เหตุการณ์ความโกลาหลเริ่มขยายวงกว้าง ผู้คนเริ่มวิ่งหนีอย่างไร้ทิศทางท่ามกลางความมืดมิดที่กลืนกินทุกอย่าง เอเลียสเห็นอาคารบ้านเรือนค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นเศษฝุ่นผงเมื่อเวลาของมันหมดลง เขาไม่มีเวลาเหลือให้คิดอีกต่อไป เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งหายนะครั้งนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะเหลือเพียงความว่างเปล่า
เขารีบวิ่งกลับไปที่ห้องทำงานโดยมีหญิงสาวติดตามมาไม่ห่าง ในใจของเขามีเพียงความคิดเดียวคือการวาดภาพสรุปเหตุการณ์นี้ใหม่ เขาคว้าพู่กันขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มละเลงสีลงบนผ้าใบด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ สีดำเข้มถูกแต่งแต้มลงไปเพื่อปิดกั้นหายนะ สีทองสว่างถูกปาดลงไปเพื่อสร้างความหวังใหม่ท่ามกลางเถ้าถ่าน
“คุณกำลังทำลายตัวเอง เอเลียส หากคุณฝืนกฎแห่งกาลเวลา คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดนั้นตลอดกาล” หญิงสาวเตือนด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ เธอเฝ้ามองชายหนุ่มที่กำลังทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีเพื่อรักษาเมืองที่เขารักไว้ แม้ว่าเขาจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
“ถ้าผมต้องตายเพื่อรักษาความทรงจำของคนอื่นไว้ ผมก็ยินดีที่จะทำ” เอเลียสตอบโดยไม่หันไปมอง แววตาของเขาจดจ่ออยู่กับปลายพู่กันที่กำลังสั่นไหวไปตามจังหวะชีพจรที่เต้นรัว เหงื่อหยดลงบนผืนผ้าใบผสมเข้ากับสีจนเกิดเป็นสีสันที่แปลกตาและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตที่รุนแรง
ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากภาพวาดที่เขากำลังวาด มันสว่างจนหญิงสาวต้องยกมือขึ้นปิดตา ความกดอากาศในห้องเปลี่ยนไปจนหน้าต่างทุกบานแตกกระจาย เอเลียสรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกดึงดูดเข้าไปในมิติคู่ขนานที่กว้างใหญ่ไพศาล เขาเห็นภาพของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไหลผ่านสายตาไปราวกับภาพยนตร์ที่ไม่เคยจบสิ้น
ในจุดพีคของพลังที่ปะทุออกมา เอเลียสเห็นภาพใบหน้าของตัวเองในวัยชราที่กำลังยิ้มให้กับภาพวาดชิ้นสุดท้ายของเขา เขารู้ตัวแล้วว่าความตายไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ในรูปแบบของงานศิลปะที่ไม่มีวันสูญหาย เขาตัดสินใจรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อวาดเส้นสายสีขาวสะอาดตาลงไปบนกลางภาพเพื่อสร้างประตูสู่โลกใหม่
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน แสงสว่างค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงความสงบสุขที่แผ่ซ่านไปทั่วเมือง เอเลียสทรุดลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง ร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวเหมือนกำลังจะสลายกลายเป็นละอองสี หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้และประคองร่างของเขาไว้อย่างแผ่วเบา เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความชื่นชม
“คุณทำได้แล้ว เอเลียส เมืองนี้จะคงอยู่ตลอดไปในจินตนาการของคุณ” เธอพึมพำขณะลูบศีรษะของเขาเบาๆ เอเลียสยิ้มรับความตายที่กำลังมาเยือนอย่างสงบ เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าเขาทิ้งมรดกที่ล้ำค่าที่สุดไว้ให้กับโลกใบนี้แล้วนั่นคือภาพวาดที่ไม่เคยมีวันตาย
บรรยากาศภายในห้องใต้หลังคากลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง สายฝนหยุดตกแล้วและแสงจันทร์เริ่มสาดส่องผ่านรอยแยกของผนังเข้ามา กระทบลงบนภาพวาดชิ้นสุดท้ายของเอเลียสที่วางอยู่บนขาตั้ง มันเป็นภาพของเมืองที่สวยงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาซึ่งดูราวกับมีลมหายใจได้จริงๆ ในขณะที่ร่างของเอเลียสได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงกลิ่นสีน้ำมันที่ยังคงอบอวลอยู่จางๆ
หญิงสาวเดินออกจากห้องพักนั้นไป ทิ้งให้ภาพวาดชิ้นนั้นเป็นตัวแทนของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เธอรู้ดีว่าสักวันหนึ่งจะมีใครสักคนมาพบภาพนี้และเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการแลกเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนที่แสนยาวนาน เสียงฝีเท้าของเธอก็หายไปในความมืด เหลือเพียงความทรงจำที่ถูกจารึกไว้บนผืนผ้าใบแห่งนิรันดร์กาล
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น