เศษโลหะชิ้นเล็กที่สั่นไหวอยู่บนคีมปากแหลมของ ‘ธราธร’ ส่งเสียงกังวานเบาๆ ราวกับเสียงกระซิบจากดวงดาวที่ใกล้ดับแสง มือของเขาเปื้อนคราบน้ำมันสีเข้มจากการทำงานตลอดหลายชั่วโมงในโรงซ่อมที่ไร้หน้าต่างแห่งนี้ ภายในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงแก๊สที่วูบไหวตามแรงลมจากรอยแยกของผนังหินเก่าแก่ที่กั้นเขตแดนระหว่างเมืองชั้นในกับย่านอุตสาหกรรมเก่า
เขาพยายามเพ่งมองรอยร้าวขนาดจิ๋วบนผลึกนำแสงที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจของนาฬิกาดาราตัวนี้ ซึ่งเจ้าของคนก่อนทิ้งไว้ให้ซ่อมก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อสัปดาห์ก่อน กลิ่นของโอโซนและโลหะร้อนอบอวลอยู่ในอากาศจนทำให้เขารู้สึกถึงความกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เขาสัมผัสกับกลไกภายในเครื่องนี้ เขามักจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนแปลกประหลาดที่วิ่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจอย่างไม่หยุดยั้ง
เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะที่ฟังดูผิดแปลก มันไม่ใช่เสียงเคาะของลูกค้าทั่วไปที่มักจะรีบร้อนหรือกระวนกระวายใจ แต่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและเชื่องช้าเหมือนเข็มวินาทีของนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ธราธรวางคีมลงอย่างแผ่วเบาแล้วลุกขึ้นยืน ความสูงของเขาทำให้เงาบนผนังดูยาวเหยียดและน่าเกรงขามในสายตาของผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา
“ข้าไม่ได้เปิดรับงานเพิ่มในคืนนี้” ธราธรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ขณะที่เขาก้าวเดินไปหาผู้มาเยือนที่ยืนอยู่หลังบานประตูไม้ที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย แสงสลัวจากภายนอกทำให้เขาเห็นเพียงร่างสูงโปร่งที่สวมผ้าคลุมสีเทาเข้มปกปิดใบหน้ามิดชิด กลิ่นอายของฝุ่นละอองจากทางไกลลอยมาเตะจมูกเขาอย่างชัดเจน
ร่างนั้นไม่ตอบคำถาม แต่กลับยื่นหีบไม้ขนาดเล็กที่มีลวดลายประหลาดคล้ายแผนผังดาราจักรที่ธราธรเคยเห็นเพียงในตำราต้องห้ามมาให้ “ข้าไม่ได้มาเพื่อขอให้ท่านซ่อมงานใหม่ แต่ข้ามาเพื่อเตือนให้ท่านหยุดสิ่งที่ท่านกำลังพยายามทำกับผลึกชิ้นนั้น” น้ำเสียงของผู้มาเยือนแฝงไปด้วยความกังวลที่ปิดบังไม่มิด ซึ่งทำให้ธราธรต้องหรี่ตาลงด้วยความสงสัย
ธราธรรับหีบนั้นมาด้วยมือที่สั่นน้อยๆ เขาเริ่มตระหนักว่านาฬิกาดาราที่เขากำลังซ่อมไม่ใช่แค่อุปกรณ์วัดเวลา แต่มันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงความลับของดาราจักรที่กำลังแตกสลายเข้ากับชะตากรรมของเมืองนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนนิ่งเงียบท่ามกลางเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกานับร้อยเรือนรอบห้อง ราวกับว่าเวลากำลังหยุดหมุนเพื่อรอคำตอบจากเขา
“ท่านเป็นใคร และทำไมเรื่องของกลไกชิ้นนี้ถึงสำคัญกับท่านถึงเพียงนี้” ธราธรถามพร้อมกับขยับตัวเข้าใกล้แสงไฟมากขึ้นเพื่อให้เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดๆ แต่ชายคนนั้นกลับถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว “ข้าคือหนึ่งในผู้พิทักษ์ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน และสิ่งที่คุณกำลังถืออยู่นั้นคือกรงขังแห่งวิญญาณของดาราที่ตายไปแล้ว ถ้าคุณฝืนซ่อมมัน คุณจะกลายเป็นผู้เปิดประตูสู่ความโกลาหลที่ไม่มีใครหยุดได้”
เขายังคงนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง ความสงสัยในใจของเขาเริ่มกลายเป็นความกลัว แต่ความหลงใหลในกลไกที่ซับซ้อนนั้นมีอำนาจเหนือกว่าทุกสิ่ง “ข้าเป็นเพียงช่างซ่อม ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ดวงดาว ข้าแค่ต้องการทำให้ฟันเฟืองเหล่านี้กลับมาเดินหน้าอีกครั้งเพื่อให้ความทรงจำของเจ้าของมันยังคงอยู่” เขาโต้กลับแม้จะรู้ดีว่าคำพูดของเขานั้นดูอ่อนหัดในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้
“ความทรงจำคือสิ่งที่ทรยศที่สุด ธราธร” ชายคนนั้นกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปสู่ความมืดมิดของค่ำคืน ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่หนักอึ้งและหีบไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน ธราธรมองไปที่ผลึกนำแสงในมืออีกครั้ง เห็นประกายสีน้ำเงินจางๆ วูบไหวอยู่ภายในเหมือนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตที่กำลังรอการปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เขากลับไปที่โต๊ะทำงานและเริ่มหยิบไขควงขนาดเล็กขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มือของเขาไม่ได้มั่นคงเหมือนก่อนหน้า ความคิดเกี่ยวกับคำเตือนของผู้พิทักษ์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เขาเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เขาซ่อมมาตลอดชีวิตนั้นแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่ นาฬิกาแต่ละเรือนที่เขาเคยผ่านมือมาอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของจักรวาลที่เขาเคยพยายามประกอบกลับเข้าด้วยกันโดยไม่รู้ตัว
เขาเริ่มถอดชิ้นส่วนนาฬิกาดาราอย่างระมัดระวัง ทุกฟันเฟืองที่เขาขยับทำให้เกิดเสียงดังกรอบแกรบราวกับกระดูกที่เคลื่อนไหวได้ ทันใดนั้น แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นมาจากตัวเครื่องจนทำให้เขาต้องหลับตาลง แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเกิดขึ้นทั่วห้องทำงานจนข้าวของรอบข้างเริ่มกระจัดกระจาย ราวกับว่ามิติกำลังบิดเบี้ยวเพื่อรองรับพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากผลึกที่ถูกกระตุ้น
ธราธรพยายามจะปิดกลไกนั้นแต่เขากลับพบว่ามือของเขาไม่สามารถขยับได้เหมือนถูกพันธนาการด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น เขามองเห็นภาพนิมิตของดวงดาวที่แตกสลายและผืนผ้าใบแห่งจักรวาลที่กำลังขาดวิ่น เสียงกรีดร้องของความว่างเปล่าดังสะท้อนอยู่ในหูของเขาจนรู้สึกเหมือนแก้วหูจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ นี่ไม่ใช่แค่การซ่อมกลไก แต่มันคือการเผชิญหน้ากับต้นกำเนิดของความพินาศที่เขามีส่วนร่วมในการก่อขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
เขากัดฟันแน่นและรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีเพื่อดึงฟันเฟืองหลักกลับเข้าที่เดิม แม้ว่าพลังงานจะพยายามผลักดันเขาออกไปอย่างรุนแรงก็ตาม เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้มันเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่จะหายไป แต่ทั้งเมืองจะถูกดูดกลืนเข้าสู่รอยร้าวของมิติที่เขาสร้างขึ้น “ข้าไม่ได้ต้องการทำลายสิ่งใด ข้าเพียงต้องการรักษาไว้!” เขาร้องตะโกนท่ามกลางพายุพลังงาน
ความพยายามของเขาสัมฤทธิ์ผลเมื่อฟันเฟืองชิ้นสุดท้ายล็อคเข้าที่ด้วยเสียงคลิกที่ดังกังวานไปทั่วห้อง แสงสีฟ้าค่อยๆ จางลงจนกลายเป็นแสงสีทองนวลตาที่อบอุ่น นาฬิกาดาราเริ่มเดินหน้าอีกครั้งอย่างราบรื่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือภาพสะท้อนของจักรวาลที่ปรากฏบนผนังห้องทำงานของเขา มันไม่ได้แสดงถึงความตายและการแตกสลาย แต่มันแสดงถึงการเริ่มต้นใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวัง
ธราธรทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า เหงื่อท่วมตัวจนเสื้อเปียกชุ่ม เขามองดูผลึกที่ตอนนี้กลับมาใสสะอาดและส่องประกายด้วยสีทองอย่างสงบ เขาเข้าใจแล้วว่าหน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่การซ่อมแซมสิ่งของ แต่คือการรักษาความสมดุลระหว่างความทรงจำและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แม้ว่าเขาจะต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวที่มากขึ้นก็ตาม
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดส่องผ่านรอยแยกของกำแพงหินเข้ามาในห้องทำงานที่เงียบสงบอีกครั้ง ธราธรวางนาฬิกาดาราลงในหีบไม้และเตรียมตัวที่จะออกเดินทางเพื่อนำมันไปคืนให้กับผู้ที่ควรครอบครอง เขาไม่ได้เป็นเพียงช่างซ่อมนาฬิกาธรรมดาอีกต่อไป แต่เขาคือผู้ที่แบกรับความลับของดวงดาวเอาไว้บนบ่า ความกลัวที่เคยมีหายไปแล้ว แทนที่ด้วยความเข้าใจในภารกิจที่ต้องทำต่อไป
เขาก้าวออกจากโรงซ่อมและมองออกไปสู่ถนนเบื้องหน้าซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่ดำเนินชีวิตไปตามจังหวะเวลาของพวกเขา โดยไม่รู้เลยว่ามีชายคนหนึ่งได้ช่วยรักษาอนาคตของพวกเขาไว้เพียงใด ธราธรยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองก่อนจะมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ทอดยาวไปสู่ขอบฟ้า ที่ซึ่งนาฬิกาดาราเรือนอื่นๆ อาจกำลังรอคอยให้ใครบางคนเข้าไปซ่อมแซมรอยร้าวเหล่านั้นให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
ในความทรงจำของเขายังคงเห็นภาพใบหน้าของชายผู้มาเยือนคนนั้นชัดเจน แม้เขาจะไม่ได้พูดคุยกันอีก แต่เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่แนบแน่น การเดินทางของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และตราบใดที่ยังมีรอยร้าวในจักรวาล เขาก็จะไม่มีวันหยุดนิ่งเฉยในฐานะช่างซ่อมแห่งดวงดาว
แสงอาทิตย์ยามเช้ากระทบกับนาฬิกาเรือนเล็กในหีบไม้ที่เขากอดไว้แน่น สะท้อนเป็นลำแสงสีรุ้งที่พาดผ่านพื้นถนนราวกับสะพานเชื่อมต่อระหว่างโลกที่เขายืนอยู่กับดวงดาวที่อยู่ไกลแสนไกล เขาก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางเสียงกระซิบของสายลมที่ดูเหมือนจะกำลังขอบคุณเขาสำหรับทุกสิ่งที่ได้ทำลงไปเพื่อรักษาความเป็นไปของโลกใบนี้เอาไว้จากเถ้าถ่านแห่งกาลเวลา
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น