แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องสกัดกัมมันตภาพรังสีส่งผ่านพื้นโลหะเย็นเฉียบขึ้นมายังฝ่าเท้าของเอเลียส เขาขยับนิ้วมือที่สวมถุงมือหนังเนื้อละเอียดเพื่อคีบเส้นใยแสงสีครามออกมาจากกล่องกะโหลกจำลองที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เส้นใยนั้นเต้นเร่าเหมือนมีชีวิต พยายามจะมุดหนีกลับเข้าไปในรอยแยกของความทรงจำที่บิดเบี้ยวซึ่งเขากำลังพยายามเยียวยาด้วยความอดทน
หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายขึ้นบนขมับของเอเลียส เขาสูดลมหายใจลึกเพื่อตั้งสมาธิขณะที่เสียงสัญญาณเตือนจากเครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพดังขึ้นเป็นจังหวะเนิบนาบในห้องที่เงียบสนิท หากเขาพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว เส้นใยแห่งความฝันนี้จะขาดสะบั้นและเจ้าของของมันก็จะสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับคนรักไปตลอดกาล ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้ในฐานะช่างซ่อมฝันประจำสถานีแห่งนี้
เอเลียสใช้คีมปลายเข็มกดทับจุดเชื่อมต่อของเส้นใยแสงเข้ากับแกนกลางสีเงินที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยความระมัดระวัง แสงสว่างจ้าวาบขึ้นจนต้องหยีตาลงครู่หนึ่งก่อนที่ความนิ่งสงบจะกลับคืนมาสู่ห้องทำงานอีกครั้ง เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตอบรับน้ำหนักตัวที่ดูจะผอมลงกว่าเมื่อเดือนก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เขามองดูขวดโหลแก้วหลายใบที่ตั้งเรียงรายอยู่บนชั้นวาง แต่ละใบเก็บกักเศษเสี้ยวความฝันที่เขาซ่อมแซมไม่สำเร็จไว้ราวกับสุสานแห่งความลืมเลือน เอเลียสรู้ดีว่าวันหนึ่งขวดโหลเหล่านั้นอาจมีชื่อของเขาจารึกอยู่ข้างใต้ หากเขายังคงฝืนดึงความฝันของผู้อื่นมาใส่ในจิตใจที่อ่อนล้าของตัวเองแบบนี้ต่อไป
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่กังวานในความเงียบ ทำให้เขาต้องรีบเก็บชิ้นส่วนที่เหลือเข้ากล่องเหล็กก่อนจะขานรับอนุญาตให้ผู้มาเยือนเข้ามาได้ ประตูเลื่อนออกเผยให้เห็นหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวสะอาดตา เธอดูร้อนรนและดวงตาที่เคยสดใสกลับหม่นแสงลงราวกับเพิ่งผ่านการร่ำไห้มาอย่างหนักหน่วง
เอเลียสลุกขึ้นยืนพลางจัดเสื้อคลุมตัวยาวของตนเองให้เข้าที่ เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะรู้สึกถึงแรงดึงดูดจากเส้นใยความฝันที่เขายังถือค้างอยู่ในมืออีกข้างหนึ่งที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะ พลังของมันกำลังกัดกินความทรงจำเรื่องมื้อเช้าของเขาไปจนหมดสิ้นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างเอเลียสกับลูกค้าบนดาวดวงนี้มักจะเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน เขาเป็นเพียงเครื่องมือที่มีชีวิตที่ทุกคนต้องการเมื่อจิตใจเริ่มพังทลาย แต่ไม่มีใครเคยถามถึงราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่อแลกกับการซ่อมแซมเศษเสี้ยวเหล่านั้น หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ที่ไม่มีอยู่จริงบนดาวดวงนี้ฟุ้งกระจายไปทั่วอากาศ
เธอยื่นกล่องโลหะสีทองให้เขาด้วยมือที่สั่นเทา เอเลียสรับมันมาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านผ่านถุงมือ ความเย็นที่บ่งบอกถึงการแช่แข็งของความทรงจำที่น่าเศร้าเกินกว่าเจ้าของจะรับมือไหว เขาเปิดกล่องออกช้าๆ พบกับกลุ่มก้อนเมฆสีเทาหม่นที่อัดแน่นอยู่ข้างใน มันคือความทรงจำเกี่ยวกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ทำให้หัวใจของเธอเกือบหยุดเต้นไปพร้อมกับการจากไปของคนที่เธอรักที่สุด
เอเลียสตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่าการลบเลือนความทรงจำนั้นคือความเมตตาหรือความโหดร้ายกันแน่ เขาเป็นเพียงช่างซ่อมฝัน ไม่ใช่พระเจ้าที่จะตัดสินว่าใครควรจำหรือควรลืม แต่เขากลับรู้สึกถึงแรงกดดันในอกเมื่อเห็นน้ำตาของหญิงสาวที่ไหลรินลงอาบแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น เธอไม่ได้ต้องการความสุข เธอแค่ต้องการให้ความเจ็บปวดหยุดหมุนวนในหัวของเธอเพียงเท่านั้น
เขาเริ่มลงมือแยกชิ้นส่วนของความฝันนั้นออกเป็นส่วนๆ ใช้เครื่องมือพิเศษที่มีแสงสีม่วงเรืองรองเพื่อจำแนกอารมณ์ออกจากเหตุการณ์จริง หากเขาสามารถถอดความโกรธแค้นออกไปได้ ความทรงจำนั้นก็จะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าธรรมดาที่ไม่มีพิษมีภัย แต่กระบวนการนี้ต้องการการแลกเปลี่ยนเสมอ เขาต้องใช้ส่วนหนึ่งของอารมณ์ตนเองเป็นตัวเชื่อมเพื่อประสานรอยแยกที่ฉีกขาด
เอเลียสหลับตาลงขณะที่กระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ก้อนความฝัน ความเจ็บปวดของหญิงสาวเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในจิตใต้สำนึกของเขาอย่างรุนแรง เขาเห็นภาพใบหน้าที่เลือนลางของชายคนหนึ่งที่กำลังโบกมือลาท่ามกลางพายุฝุ่นบนทุ่งกว้าง ภาพนั้นซ้อนทับกับความทรงจำของตัวเขาเองที่เคยมีต่อคนรักที่จากไปนานจนแทบจะจำชื่อไม่ได้แล้ว
ความขัดแย้งภายในเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเขาพบว่าความทรงจำของหญิงสาวคนนี้มีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เขาพยายามลบเลือนในอดีตอย่างประหลาด แรงดึงดูดของความฝันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเครื่องมือในมือสั่นสะเทือน เขาพยายามจะดึงมือออกแต่กลับพบว่าประสาทสัมผัสของเขาถูกพันธนาการไว้ด้วยใยความฝันที่เหนียวแน่นดุจโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
หญิงสาวมองดูเอเลียสด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เธอไม่ได้ดูเศร้าอีกต่อไป แต่กลับมีความหวังที่น่าสะพรึงกลัวฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น เธอรู้ดีว่าการจะลบความทรงจำต้องแลกด้วยสิ่งใด และดูเหมือนว่าเธอตั้งใจจะให้เขาเป็นผู้แบกรับภาระนี้ไว้แทนเธอทั้งหมด เอเลียสกัดฟันแน่นขณะที่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเริ่มถูกกัดกินทีละส่วนจากพลังงานที่ไหลท่วมท้น
เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อพลังงานจากก้อนความฝันระเบิดออกจนหน้าต่างห้องทำงานแตกกระจาย กระแสลมพัดพาเอาเศษกระดาษและชิ้นส่วนกลไกปลิวว่อนไปทั่วห้อง เอเลียสตะโกนบอกให้หญิงสาวถอยออกไป แต่เธอกลับเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนมือของเธอสัมผัสเข้ากับข้อมือของเขา กระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านตัวเขาราวกับพายุที่โหมกระหน่ำในพื้นที่จำกัด
เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่าจะปล่อยให้ความทรงจำนั้นทำลายจิตใจของทั้งเขาและเธอ หรือจะยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อผนึกมันไว้ในใจกลางของเครื่องซ่อมฝัน เอเลียสรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายดึงพลังทั้งหมดกลับมาไว้ที่จุดศูนย์กลางของหัวใจ เขาเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กกำลังวิ่งเล่นในทุ่งกว้าง ภาพนั้นชัดเจนและอบอุ่นจนน่าประหลาดใจ มันคือสิ่งเดียวที่เขายังไม่เคยนำไปขายเพื่อแลกกับเครื่องมือซ่อมแซม
เขากระชากมือหญิงสาวออกก่อนจะผลักเธอไปด้านหลังอย่างแรง เอเลียสรีบวางมือลงบนแผงควบคุมหลักเพื่อถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมดลงในแหล่งกักเก็บพลังงานฉุกเฉิน เสียงเครื่องจักรคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะสิ้นใจ ห้องทั้งห้องเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงจนโครงสร้างเหล็กกล้าบิดเบี้ยวไปตามแรงอัดมหาศาลจากมิติความฝันที่กำลังพังทลายลงมา
หญิงสาวล้มลงกับพื้นและมองดูเอเลียสด้วยความหวาดกลัว เธอไม่เคยคาดคิดว่าผลกระทบของการซ่อมฝันจะรุนแรงถึงเพียงนี้ เอเลียสไม่หันไปมองเธอ เขามุ่งมั่นอยู่กับการป้อนคำสั่งสุดท้ายลงในระบบ เขาต้องทำให้มั่นใจว่าความทรงจำเหล่านั้นจะถูกขังไว้ในระบบนิรันดร์ที่ไม่มีใครเข้าถึงได้ แม้กระทั่งตัวเขาเองในวันที่สูญเสียสติไปแล้วก็ตาม
วินาทีแห่งจุดพีคมาถึงเมื่อแสงสีทองสว่างวาบไปทั่วทั้งห้องทำงาน เอเลียสรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ความทรงจำของคนทั้งเมืองที่เขาเคยซ่อมแซมเริ่มหลั่งไหลกลับเข้ามาในสมองของเขาพร้อมกัน มันเป็นความโกลาหลที่ไม่มีใครรับไหว เขาเห็นความรัก ความแค้น ความสูญเสีย และความหวังของคนนับพันที่เขารวบรวมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เขากรีดร้องออกมาโดยไร้เสียง เพราะในห้องนี้แม้แต่เสียงสะท้อนก็ยังถูกดูดกลืนเข้าไปในรอยแยกของมิติ เอเลียสพยายามยึดมั่นในภาพทุ่งกว้างในวัยเด็กของเขาเอาไว้ให้แน่นที่สุด แต่มันกลับค่อยๆ เลือนหายไปภายใต้คลื่นแห่งอารมณ์ของคนอื่นที่ถมทับลงมา เขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป เขากลายเป็นเพียงภาชนะที่กักเก็บความปรารถนาของผู้อื่นเอาไว้
ความรู้สึกที่เคยมีหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เย็นเฉียบและน่าสะพรึงกลัว เอเลียสยืนนิ่งอยู่กลางห้องที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง เขามองดูฝ่ามือของตัวเองที่ตอนนี้กลายเป็นสีโปร่งแสงเหมือนกับเส้นใยความฝันที่เขาเคยซ่อมแซม เขาไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เขาเคยรับใช้มาโดยตลอด
หญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เธอจำอะไรไม่ได้อีกเลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เธอมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงงก่อนจะหันมามองเอเลียสที่ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น เธอเดินผ่านเขาไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เหมือนกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ในสายตาของเธอ เขาได้กลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีใครต้องการไปเสียแล้ว
เขามองตามหลังเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมาที่เครื่องซ่อมฝันที่ตอนนี้สงบนิ่งสนิท เอเลียสรู้ดีว่าภารกิจของเขายังไม่จบสิ้น ตราบใดที่ผู้คนบนดาวดวงนี้ยังคงต้องการลืมความเจ็บปวด เขาก็จะต้องทำหน้าที่นี้ต่อไป แม้ว่าเขาจะจำชื่อตัวเองไม่ได้แล้วก็ตาม เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมและเริ่มหยิบชิ้นส่วนใหม่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ
แสงสีครามจากเส้นใยความฝันเส้นใหม่เริ่มเรืองรองขึ้นในความมืดมิดของห้องทำงาน เอเลียสเริ่มลงมือถักทอเรื่องราวของคนแปลกหน้าอีกครั้งด้วยความชำนาญที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณที่แตกสลายไปแล้ว เขาเป็นเพียงช่างซ่อมฝันที่ไม่มีฝันเป็นของตนเอง และนั่นคือชะตากรรมที่เขาต้องแบกรับไว้ใต้ผืนฟ้าที่ไร้เสียงของดวงดาวแห่งนี้
เงาของเขาทอดยาวลงบนพื้นห้องที่เย็นเยียบ ในขณะที่ความเงียบงันเริ่มครอบงำทุกสรรพสิ่งอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงเสียงเคาะเบาๆ จากเครื่องจักรที่ยังคงทำงานต่อเนื่องไปตามจังหวะที่ไม่มีวันสิ้นสุด ราวกับนาฬิกาที่ไม่เคยเดินตรงตามกาลเวลาของจักรวาลภายนอก
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น