นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
วิถีแห่งฝุ่นผงบนรอยต่อของความเงียบ
ดราม่า 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-19

วิถีแห่งฝุ่นผงบนรอยต่อของความเงียบ

โดย ใบข้าว ใบนา
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักทำความสะอาดจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่ต้องเผชิญกับเงื่อนงำจากสีฝุ่นที่หลุดร่อนออกมาราวกับคำสารภาพบาปในโบสถ์ร้างกลางหุบเขา

ฝุ่นละอองสีเทาหม่นร่วงหล่นลงบนแผ่นแก้วขยายภาพ ราวกับหิมะที่แห้งกร้านจากกาลเวลา 'พินิจ' ขยับแปรงขนกระรอกขนาดจิ๋วปัดเศษปูนปลาสเตอร์ที่เกาะแน่นอยู่บนดวงตาของรูปวาดนักบุญที่เลือนหายไปนานนับศตวรรษ ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนแทบเป็นหนึ่งเดียวกับความเงียบงันในโบสถ์หินเก่าแก่แห่งนี้ กลิ่นอับชื้นของอิฐดินเผาและยางไม้ผสมปนเปกันจนกลายเป็นกลิ่นเฉพาะตัวที่เขาสัมผัสมาตลอดสิบปีของการเป็นนักอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง

แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ ทรงโค้ง กระทบเข้ากับคราบสีที่เขากำลังจัดการอยู่จนเกิดเป็นประกายระยิบระยับของเกล็ดแร่ธาตุโบราณ เขาหยุดมือเมื่อพบว่าใต้ชั้นสีน้ำเงินเข้มนั้นมีรอยจารึกเป็นตัวอักษรขนาดเล็กที่เขียนด้วยหมึกดำสนิทซ่อนอยู่ พินิจขมวดคิ้ว มือที่สวมถุงมือยางสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมไม่ได้ เพราะสีประเภทนี้ไม่ควรถูกใช้ในงานวาดภาพทางศาสนาที่นี่ตั้งแต่แรก

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังแว่วมาจากโถงทางเดินด้านนอก ทำให้เขาต้องรีบวางเครื่องมือและหยิบผ้าคลุมผืนใหญ่มาปิดทับส่วนที่กำลังทำความสะอาดไว้อย่างรวดเร็ว พินิจกวาดสายตามองไปรอบๆ โบสถ์ที่ว่างเปล่า มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านรอยแยกของผนังหินเข้ามาคล้ายเสียงกระซิบของคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือดในความมืด

เขาไม่ใช่คนขวัญอ่อนแต่บรรยากาศของสถานที่แห่งนี้มักจะทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเริ่มพบเบาะแสแปลกๆ บนผนังด้านทิศตะวันออก ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปเผชิญหน้ากับต้นเสียงที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าประตูไม้บานยักษ์ที่ทำจากไม้สักทองซึ่งผุกร่อนไปตามกาลเวลา

ประตูบานนั้นแง้มออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเงาตะคุ่มของชายวัยกลางคนที่ดูเคร่งขรึม สวมชุดสูทสีน้ำเงินเข้มที่ดูขัดกับความทรุดโทรมของสถานที่อย่างสิ้นเชิง 'คุณพินิจ ผมหวังว่างานของคุณจะคืบหน้าไปได้ด้วยดีนะ เพราะทางสภาเมืองคงไม่ยินดีนักหากต้องรอนานกว่ากำหนดการเดิม' เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นประสาทของเขามากกว่าความมืดที่อยู่รอบตัวเสียอีก

พินิจขยับตัวพิงบันไดนั่งร้าน พยายามรักษาท่าทีให้นิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้สายตาที่คมกริบของอีกฝ่าย 'งานอนุรักษ์ต้องใช้ความละเอียดครับคุณนฤทธิ์ ยิ่งผนังตรงนี้มีความเสียหายสะสมมานาน ผมยิ่งต้องระวังไม่ให้ภาพต้นฉบับสูญหายไปมากกว่านี้' เขาตอบพลางกระชับอุปกรณ์ในมือแน่นขึ้นโดยไม่ให้ชายผู้มาเยือนสังเกตเห็นถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่

นฤทธิ์เดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วอาสน์วิหาร เขาหยุดยืนห่างจากจุดที่พินิจเพิ่งจะปิดบังรอยจารึกไว้เพียงไม่กี่ก้าว 'เราทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามีบางอย่างถูกซ่อนอยู่ในภาพวาดนี้ ไม่ใช่แค่สีสันที่ซีดจาง แต่เป็นความลับของตระกูลที่ถูกปิดตายมาหลายชั่วอายุคน' นฤทธิ์พูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเย็นเยียบ ก่อนจะเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับมามองอีก

เมื่อความเงียบกลับมาครอบคลุมอีกครั้ง พินิจทรุดตัวลงนั่งบนขั้นบันไดไม้ เขาเปิดผ้าคลุมออกอีกครั้งแล้วส่องไฟฉายแสงสีขาวนวลลงไปบนตัวอักษรนั้น หัวใจของเขาเต้นรัวเมื่อเห็นว่าหมึกดำเริ่มละลายออกกลายเป็นของเหลวสีแดงคล้ายเลือดที่ค่อยๆ ไหลซึมไปตามรอยแตกร้าวของปูนฉาบ นี่ไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่มันคือคำสาปที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบของภาพวาดฝาผนัง

เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมโบสถ์แห่งนี้ถึงถูกทิ้งร้างและทำไมทางการถึงเร่งให้เขาเข้ามาซ่อมแซมโดยมีกำหนดเวลาที่กดดันอย่างน่าประหลาด พินิจหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจดรายละเอียดของตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นทีละตัว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นชื่อของบุคคลในยุคโบราณที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้ก่อตั้งอาณาจักรที่สาบสูญไปพร้อมกับความหายนะในคืนจันทรคราส

ความขัดแย้งในใจของเขาทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกดึงเข้าสู่เกมการเมืองที่ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรู พินิจมองไปที่มือของตัวเองที่เปื้อนคราบสีแดงประหลาดนั้น เขาตัดสินใจที่จะไม่ซ่อมแซมมันให้เหมือนเดิม แต่จะทำลายรอยจารึกนั้นทิ้งเพื่อปกป้องสิ่งที่อาจเป็นความจริงที่อันตรายเกินกว่าคนรุ่นหลังจะได้รับรู้

เสียงเคาะประตูที่รัวและหนักแน่นขึ้นจากฝั่งด้านนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมีคนนับสิบกำลังพยายามพังเข้ามา พินิจรีบคว้าขวดสารละลายเคมีที่ใช้สำหรับล้างคราบสีออก เขาเทมันลงบนผนังอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังมาจากรอยแยกของผนังหิน กลิ่นเหม็นไหม้ของสารเคมีทำปฏิกิริยากับปูนจนเกิดควันสีขาวพุ่งขึ้นมาบดบังทัศนวิสัยทั้งหมด

เขารู้ดีว่าหากทำลายหลักฐานชิ้นนี้ไป เขาอาจจะต้องตกเป็นเป้าของนฤทธิ์และกลุ่มอิทธิพลที่ตามล่าความลับนี้ แต่หากเก็บเอาไว้ หายนะที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาจจะซ้ำรอยเดิม พินิจตัดสินใจใช้แปรงขัดอย่างรุนแรงจนผิวหน้าของผนังหลุดลอกออกมาเป็นแผ่นๆ เสียงประตูไม้บานยักษ์ถูกถีบจนพังครืนเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์ในชุดสีดำ

แสงไฟฉายจากหลายทิศทางสาดส่องเข้ามาจับที่ตัวเขา พินิจกอดกล่องเครื่องมือไว้แน่น พยายามจ้องมองนฤทธิ์ที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงด้วยความโกรธแค้นที่พยายามสะกดไว้ 'เจ้าเด็กโง่... นายรู้ไหมว่านายเพิ่งทำลายกุญแจดอกเดียวที่จะนำเราไปสู่ขุมทรัพย์ที่แท้จริง' นฤทธิ์ตะคอกเสียงดังจนดังก้องไปทั่วอาสน์วิหาร

พินิจหัวเราะออกมาเบาๆ ท่ามกลางวงล้อมของผู้ชายที่ถืออาวุธครบมือ 'มันไม่ใช่ขุมทรัพย์ครับ แต่มันคือโลงศพที่ปิดตายด้วยเลือดของคนนับพันที่คุณพยายามจะปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง' เขาขว้างขวดสารละลายที่เหลือลงบนพื้นหินจนแตกกระจาย กลิ่นฉุนรุนแรงทำให้พวกคนเหล่านั้นต้องถอยร่นไปตั้งหลักชั่วครู่

ในจังหวะที่นฤทธิ์กำลังเสียสมาธิ พินิจวิ่งไปที่ด้านหลังของแท่นบูชาหินอ่อนซึ่งเขารู้ดีว่ามีช่องลับที่ใช้สำหรับหลบภัยของเหล่านักบวชในสมัยก่อน เขาคว้าก้อนหินที่ถูกสลักเป็นรูปสัญลักษณ์ดวงดาวออกมาและกดมันลงไปในช่องว่าง เสียงกลไกเฟืองที่ฝืดเคืองจากการไม่ได้ใช้งานมานานดังขึ้นอย่างหนักหน่วง พื้นโบสถ์เริ่มสั่นสะเทือนเหมือนมีแรงบางอย่างจากใต้ดินกำลังดันตัวขึ้นมา

นฤทธิ์พยายามวิ่งไล่ตามเขามาแต่กลับถูกเศษหินที่ร่วงหล่นจากเพดานโบสถ์ขวางกั้นไว้ พินิจหลบเข้าไปในช่องลับได้อย่างหวุดหวิด ทิ้งให้ชายผู้กระหายอำนาจเผชิญหน้ากับเสียงโหยหวนที่ดังมาจากรอยแยกของผนังที่เขาเพิ่งจะขูดลอกสีออกไป ความมืดมิดเข้าปกคลุมโบสถ์ทั้งหมดเมื่อหลอดไฟฉุกเฉินที่นฤทธิ์นำมาดับลงอย่างกะทันหัน

พินิจคลานไปตามอุโมงค์แคบๆ ที่มีเพียงแสงสลัวจากช่องระบายอากาศด้านบน เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดินประสิวและเขม่าควันพุ่งขึ้นมาตามทางเดิน นี่คือจุดจบของความเชื่อที่ถูกบิดเบือน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของความจริงที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน เขารู้ว่าตัวเองจะไม่สามารถกลับไปทำงานเดิมได้อีก แต่สิ่งที่เขาแลกไปนั้นคุ้มค่ากว่าชื่อเสียงหรือเงินทองใดๆ

เมื่อโผล่ออกมายังป่าด้านหลังโบสถ์ เขามองย้อนกลับไปเห็นอาสน์วิหารที่ค่อยๆ ทรุดตัวลงสู่ความเงียบงันใต้พื้นดิน นฤทธิ์และพรรคพวกไม่ได้ตามออกมา มีเพียงความเงียบที่ไหลลื่นดั่งสายน้ำที่พัดพาทุกอย่างให้จมหายไปกับกาลเวลา พินิจก้มมองมือที่เปื้อนฝุ่นและสีฝุ่นโบราณเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินมุ่งหน้าสู่แสงสว่างของรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง

เขารู้สึกได้ถึงอิสรภาพที่แท้จริงหลังจากที่ต้องพันธนาการตัวเองอยู่กับเศษเสี้ยวแห่งประวัติศาสตร์ที่จอมปลอมมานานหลายปี พินิจหยิบสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนของเขาทิ้งลงในลำธารข้างทาง ปล่อยให้สายน้ำชะล้างทุกอย่างให้กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้อีกต่อไป

แสงอาทิตย์ยามเช้ากระทบผิวหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยถลอกจากการหลบหนี พินิจสูดลมหายใจที่บริสุทธิ์เข้าเต็มปอด เสียงนกร้องยามเช้าแทนที่เสียงโหยหวนที่ตามหลอกหลอนมาตลอดทั้งคืน เขาก้าวเดินต่อไปโดยไม่หันกลับไปมองซากปรักหักพังนั้นอีกเลย เพราะสิ่งที่เขารักษาไว้ไม่ใช่ภาพวาด แต่คือจิตวิญญาณที่เกือบจะถูกจองจำไปตลอดกาล

ชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเขาก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ใจคือความทรงจำเกี่ยวกับตัวอักษรสีแดงนั้นจะไม่มีวันถูกใครค้นพบอีกต่อไป ความเงียบที่เขาเคยโหยหา บัดนี้ได้กลายเป็นเพื่อนแท้ที่คอยโอบอุ้มเขาไว้ในโลกที่กว้างใหญ่กว่าอาสน์วิหารหลังเดิมที่เคยเป็นกรงขังของเขา

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น