แสงแดดแผดเผาที่ปลายขอบฟ้าตัดกับสีของผืนทรายที่แดงฉานราวกับหยดเลือดที่แห้งกรัง ซินด้าขยับผ้าคลุมหน้าสีซีดจางเพื่อป้องกันฝุ่นละเอียดที่พัดผ่านเข้ามาในอากาศอันแห้งผาก กลิ่นของสนิมเหล็กและไอแดดที่ลอยคละคลุ้งทำให้ลมหายใจของเธอติดขัด เธอหยิบเข็มทิศทองเหลืองขึ้นมาดู เข็มสีดำสนิทของมันหมุนคว้างอย่างไร้ทิศทางราวกับกำลังเต้นรำไปตามจังหวะชีพจรของผืนทะเลทรายที่ยังมีชีวิตอยู่
เบื้องหน้าของเธอคือซากปรักหักพังของเสาหินที่ตั้งตระหง่านราวกับนิ้วมือของยักษ์ที่พยายามไขว่คว้าหาแสงสว่างจากท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ซินด้าก้าวเท้าไปบนผืนทรายที่ร้อนระอุ ทุกย่างก้าวของเธอทิ้งรอยลึกไว้ราวกับจะประกาศให้โลกรับรู้ถึงการมาเยือนของผู้รุกรานที่กำลังแบกรับความลับบางอย่างไว้ในกระเป๋าหนังเก่าๆ ข้างกาย เธอไม่ได้มาเพื่อสมบัติ แต่มาเพื่อสิ่งที่หายไปจากความทรงจำของเผ่าพันธุ์มนุษย์
เสียงลมกรรโชกพัดผ่านช่องว่างของหินผาจนเกิดเป็นเสียงแหลมสูงคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณ ซินด้าหยุดนิ่งและหลับตาลง เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่การเคลื่อนไหวของแผ่นดิน แต่เป็นจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอของสิ่งมีชีวิตโบราณที่หลับใหลอยู่ใต้ทะเลทรายแห่งนี้มาเนิ่นนาน เธอเป็นนักอ่านแผนที่ที่ถูกเนรเทศ และนี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะกู้คืนเกียรติยศของครอบครัวที่ล่มสลายไปพร้อมกับเมืองหลวงแห่งอดีต
เธอนั่งลงบนก้อนหินที่แตกร้าวพลางหยิบแผนที่หนังสัตว์ที่ดูเปราะบางออกมาคลี่ออก พื้นผิวของแผนที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนที่เป็นอักขระประหลาดซึ่งจะส่องแสงเพียงแค่ในยามที่ดวงจันทร์สีเลือดปรากฏขึ้นเท่านั้น ซินด้าพยายามควบคุมมือที่สั่นเทาของตนเอง เธอรู้ดีว่าหากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยเกิดขึ้นในการถอดรหัส แผ่นดินที่เธอยืนอยู่นี้อาจกลายเป็นหลุมศพของเธอได้ในพริบตาเดียว
ในความเงียบสงัดนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงพายุ ซินด้ากระชับมีดสั้นที่เหน็บอยู่ที่ข้างเอวพร้อมกับหันไปมองเงามืดที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จากทางด้านหลังของแนวกองหิน ชายหนุ่มในชุดเกราะทหารโบราณที่มีสภาพบุบสลายกำลังก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ดวงตาของเขาสะท้อนแสงสีแดงของทรายราวกับถูกมนตราบางอย่างครอบงำไว้
"เจ้าไม่ควรมาอยู่ที่นี่ นักเดินทาง ความตายกำลังโหยหาผู้ที่มีเลือดอุ่นเช่นเจ้า" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งเหมือนก้อนหินกระทบกัน เขาหยุดลงห่างจากซินด้าเพียงไม่กี่ก้าวโดยไม่แสดงอาการลุกลี้ลุกลนแต่อย่างใด
ซินด้าหรี่ตามองเขาพร้อมกับพยายามสังเกตบาดแผลที่ดูเหมือนจะไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่น้อย "ฉันไม่ได้มาเพื่อรบกวนการพักผ่อนของใคร แต่ฉันมีภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนที่พายุทรายครั้งใหญ่จะกลบฝังทุกอย่างในบริเวณนี้ไปตลอดกาล" เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงแม้ในใจจะเริ่มหวาดหวั่นต่อไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวของชายผู้นี้
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงที่ฟังดูเย็นยะเยือกมากกว่าสนุกสนาน "ภารกิจหรือ เจ้ากำลังหลอกตัวเองเพื่อหาความหมายให้กับการเดินทางที่ไร้จุดหมายมากกว่า" เขาปักดาบเล่มโตลงบนพื้นทรายจนเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณที่พวกเขายืนอยู่ราวกับเป็นการประกาศเขตแดน
ซินด้าลุกขึ้นยืนพลางจัดผ้าคลุมให้เข้าที่ แรงกดดันจากชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงความขัดแย้งภายในใจ เธอต้องการความช่วยเหลือเพื่อหาทางเข้าสู่เมืองลับแล แต่เธอก็รู้ดีว่าทหารผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา ความต้องการของเธอคือการพิสูจน์ความจริง แต่เขากลับเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นความจริงนั้นไว้ด้วยความเชื่อที่บิดเบี้ยว
"ถ้าเจ้าต้องการจะหยุดฉัน ก็จงทำเดี๋ยวนี้ แต่อย่าได้คิดว่าความตายจะทำให้ฉันยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้โดยคนอื่น" ซินด้าท้าทายพลางขยับนิ้วมือที่สวมแหวนหินสีครามเอาไว้ แหวนนั้นเริ่มเปล่งประกายจางๆ ตอบรับกับพลังงานรอบตัวที่เริ่มปั่นป่วน
ชายผู้นั้นขยับยิ้มที่มุมปากก่อนจะพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ซินด้าเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิวในขณะที่คมดาบของเขาฟาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว เธอรีบคว้าขวดแก้วบรรจุผงทรายแม่เหล็กออกจากกระเป๋าแล้วขว้างลงพื้นทันทีเพื่อสร้างม่านควันขัดขวางสายตาของเขา
ทหารชุดเกราะชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อละอองทรายที่ถูกอาคมของซินด้าเข้าตา เขาคำรามออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยวพร้อมกับเหวี่ยงดาบไปรอบตัวอย่างไร้ทิศทาง ซินด้าฉวยโอกาสนั้นร่ายรำไปตามจังหวะของพายุเพื่อเข้าประชิดตัวเขา เธอรู้ว่าจุดอ่อนของทหารที่ถูกสาปคืออัญมณีที่ฝังอยู่ที่กลางหน้าอก ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงวิญญาณของเขากับทะเลทรายแห่งนี้
ในจังหวะที่เขากำลังจะฟาดดาบลงมาอีกครั้ง ซินด้าตัดสินใจสไลด์ตัวไปบนพื้นทรายและใช้มีดสั้นแทงเข้าที่กลางหน้าอกของเขาอย่างแม่นยำ เสียงของโลหะที่กระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ทหารชุดเกราะหยุดนิ่งลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งด้วยมนตราที่แรงกล้ากว่า
"เจ้า... ปล่อยให้ข้า... หลุดพ้นเสียที" ชายคนนั้นกล่าวเสียงแผ่วเบา ร่างกายของเขาเริ่มสลายกลายเป็นละอองทรายสีทองที่ปลิวหายไปกับสายลม ซินด้ามองตามร่างนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้ เธอรู้สึกถึงภาระที่หนักอึ้งที่ค่อยๆ เบาบางลงไปเล็กน้อย แต่ความสับสนยังคงเกาะกินใจของเธออยู่
เธอหันไปมองแผนที่ในมืออีกครั้ง อักขระบนนั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปราวกับสายน้ำที่ไหลวน มันชี้ไปที่จุดศูนย์กลางของหุบเขาที่ซึ่งประตูหินขนาดมหึมาปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ประตูนั้นไม่ได้ทำจากหินธรรมดา แต่มันทำจากกระดูกของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ส่องประกายสีเงินยามต้องแสงจันทร์
ซินด้าเดินตรงไปยังประตูนั้นด้วยใจที่เต้นรัว ความขัดแย้งระหว่างความกลัวและความกระหายใคร่รู้เริ่มจางหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะไขปริศนาที่พ่อของเธอทิ้งไว้ให้ เธอวางมือลงบนพื้นผิวของประตูที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยรอยจารึกที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือบันทึกแห่งดวงดาวที่พยากรณ์ถึงวันสิ้นโลก
ทันทีที่สัมผัส ประตูก็เริ่มสั่นสะเทือนและค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นภายในที่เป็นห้องโถงกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยภาพวาดบนฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของการสร้างจักรวาล ซินด้าก้าวเข้าไปในความมืดมิดนั้นโดยมีเพียงแสงจากแหวนที่นิ้วของเธอเป็นผู้นำทาง เธอไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รอเธออยู่ภายในคือความจริงที่อาจจะทำลายทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อถือมาตลอดชีวิต
แสงสีฟ้าจางๆ สว่างวาบขึ้นกลางห้องโถง เผยให้เห็นรูปปั้นของหญิงสาวที่มีใบหน้าคล้ายกับเธออย่างไม่น่าเชื่อ หญิงสาวคนนั้นถือเข็มทิศทองเหลืองในมือข้างหนึ่งและอีกข้างหนึ่งถือดวงดาวจำลองที่ดูเหมือนจะมีชีวิต ซินด้าเดินเข้าไปใกล้รูปปั้นนั้นพลางสัมผัสที่ใบหน้าของมัน ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นผ่านร่างกายของเธอราวกับกระแสไฟฟ้า
"เจ้าคือคนสุดท้าย... ที่จะตัดสินชะตาของผืนทรายนี้" เสียงกระซิบที่ดูเหมือนจะดังมาจากทุกทิศทางทำให้ซินด้าขนลุกชัน เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เธอเลือกที่จะหยิบเข็มทิศทองเหลืองของเธอขึ้นมาวางไว้ในมือของรูปปั้น เพื่อเป็นการยอมรับในหน้าที่ที่เธอหลีกเลี่ยงมาตลอด
เมื่อเข็มทิศสัมผัสกับรูปปั้น ทั้งห้องก็สว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด ซินด้ารู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกดึงดูดเข้าไปในกระแสน้ำวนของเวลา เธอเห็นภาพอดีตที่เมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรืองและภาพอนาคตที่ทุกอย่างกำลังจะดับสูญลงหากไม่มีใครเข้าไปแทรกแซง เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงถูกเลือกมาที่นี่
การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ร่างของเธอเริ่มส่องแสงสว่างไสวขึ้นมา พลังอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อนไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอ เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่นักอ่านแผนที่อีกต่อไป แต่เธอคือผู้พิทักษ์แห่งเนตรทิพย์ที่สามารถมองเห็นรอยแยกของมิติเวลาได้ในยามที่ดวงจันทร์เปลี่ยนสี
ซินด้าลืมตาขึ้นอีกครั้งท่ามกลางพายุทรายที่สงบลงแล้ว ผืนทรายรอบตัวเธอไม่ได้เป็นสีแดงฉานอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นสีทองอร่ามราวกับทุ่งข้าวสาลีในยามเช้า ประตูหินหายไปแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
เธอก้าวเดินออกมาจากหุบเขาด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สายตาของเธอคมกล้าขึ้นและมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เธอรู้ดีว่าการเดินทางของเธอเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น ในขณะที่เงาของเธอยาวเหยียดไปบนผืนทราย เธอสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกจากขอบฟ้าที่ไกลออกไป ซึ่งเป็นที่ที่ภารกิจที่แท้จริงของเธอกำลังรออยู่
ซินด้าหยิบเหรียญเงินเก่าๆ ขึ้นมาดีดเล่นในอากาศก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋า แล้วเดินหายลับไปในม่านหมอกที่เริ่มก่อตัวขึ้นเหนือยอดเขานิรันดร์ เธอทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่ค่อยๆ ถูกลมพัดหายไปเหมือนกับไม่มีใครเคยมาอยู่ที่นี่ ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบในสายลมที่พัดผ่านแผ่นดินที่ไร้ชื่อแห่งนี้
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
รอยจารึกใต้ธารดารา
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
พิกัดลับแห่งพงไพรสีคราม
บันทึกศิลาใต้เงาสุริยคราส
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น