ลมหนาวกรรโชกแรงพัดผ่านช่องเขาชันราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกจองจำมานานนับศตวรรษ เกล็ดหิมะสีขาวสะอาดตาโปรยปรายลงมาปกคลุมทุกตารางนิ้วของพื้นดินจนกลายเป็นสีขาวโพลนไปทั่วบริเวณ ทัศนวิสัยที่มืดมัวทำให้เอเลียสต้องหรี่ตาลงเพื่อมองเส้นทางเบื้องหน้า มือที่สวมถุงมือหนังหนาของเขาเกาะแน่นอยู่กับขวานน้ำแข็งที่ใช้พยุงกายขณะก้าวผ่านแนวหินที่เปราะบาง ท่ามกลางอุณหภูมิที่ติดลบจนลมหายใจกลายเป็นไอจางๆ เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า ราวกับว่าภูเขาแห่งนี้กำลังเฝ้ามองทุกย่างก้าวของเขาด้วยความเกลียดชัง
เอเลียสเป็นชายวัยสามสิบกลางๆ ที่มีใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประสบการณ์และแววตาที่ฉายความดื้อรั้นเกินกว่าใครจะห้ามปราม เขาไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อแสวงหาความร่ำรวยหรือชื่อเสียง แต่เขามาเพื่อตามหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของตระกูลที่หายสาบสูญไปพร้อมกับตำนานศิลาอาคมที่ถูกกล่าวขานในสมุดบันทึกเก่าเก็บของพ่อ เสื้อโค้ทขนสัตว์ตัวหนาที่เขาใส่อยู่เริ่มหนักอึ้งด้วยน้ำแข็งที่เกาะตัว แต่เขาก็หาได้ใส่ใจไม่ ความมุ่งมั่นในใจนั้นร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟที่กำลังแผดเผาอยู่ในอกเมื่อนึกถึงเบาะแสที่เขาถือครองอยู่
เบื้องหลังของเขามีเพียงความว่างเปล่าและรอยเท้าที่ถูกพายุหิมะกลบฝังไปอย่างรวดเร็ว เอเลียสหยุดพักใต้ชะง่อนหินขนาดใหญ่ที่ให้ความคุ้มครองจากกระแสลมที่รุนแรง เขาหยิบแผนที่เก่าคร่ำคร่าที่ทำจากหนังแกะออกมาคลี่ดูด้วยมือที่สั่นเทาจากความหนาว อักขระประหลาดที่ปรากฏบนแผนที่นั้นเรืองแสงจางๆ ขึ้นมาในความมืดสลัวราวกับมันรับรู้ถึงการมาเยือนของผู้สืบทอดที่แท้จริง เขาถอนหายใจยาวพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ สัมผัสถึงกลิ่นอายของไอเวทมนตร์ที่อบอวลอยู่ในอากาศหนาวเหน็บนี้ มันไม่ใช่แค่ภูเขาธรรมดา แต่มันคือปราการที่ปกป้องความลับอันมืดดำที่สุดของโลกใบนี้เอาไว้
เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาตามลมทำให้เอเลียสชะงักและรีบเก็บแผนที่เข้าที่เดิมทันที เขาหยิบปืนพกกระบอกเก่าออกมาเช็คความพร้อมก่อนจะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่าน มีเพียงเสียงหิมะที่ตกกระทบกับหินดังเปาะแปะเป็นระยะ เขาไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถปีนขึ้นมาถึงระดับความสูงนี้ได้โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือที่เหมาะสมนอกจากเขาคนเดียว หรือหากมีใครตามมาจริงๆ คนผู้นั้นก็คงไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากม่านหิมะที่หนาทึบ มันเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าและมั่นคงราวกับไม่ได้รับผลกระทบจากพายุที่โหมกระหน่ำ เอเลียสเพ่งมองจนเห็นว่าเป็นหญิงสาวในชุดผ้าคลุมสีเทาเข้มที่ดูเหมือนจะกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ใบหน้าของเธอถูกบดบังด้วยหมวกคลุม แต่ดวงตาที่ปรากฏออกมานั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในลำธารที่หยุดนิ่ง เธอหยุดยืนอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าวและไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามใดๆ ออกมา นอกจากความนิ่งเฉยที่น่าสะพรึงกลัว
“คุณมาหาจุดจบที่นี่สินะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังกดดันที่ทำให้เอเลียสรู้สึกหายใจไม่ออก เธอเดินเข้ามาใกล้จนเขาได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ดูไม่เข้ากับสถานที่แห้งแล้งแห่งนี้แม้แต่น้อย เอเลียสกำด้ามปืนแน่นขึ้นพลางจ้องมองเธอด้วยความระแวดระวัง เขาไม่รู้ว่าเธอคือมิตรหรือศัตรู แต่สัญชาตญาณบอกให้เขาอย่าได้ประมาทคนตรงหน้าเป็นอันขาด
เอเลียสพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอพลางถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาระดับให้คงที่ “ผมไม่ได้มาเพื่อจบชีวิตตัวเอง แต่ผมมาเพื่อเริ่มต้นในสิ่งที่ตระกูลของผมละทิ้งไว้ หากคุณรู้ทางไปที่นั่นก็จงบอกมาเสียดีกว่า ผมไม่มีเวลามาเล่นเกมทายใจกับคนแปลกหน้าท่ามกลางพายุหิมะแบบนี้” เขาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อสร้างระยะห่างที่ปลอดภัย แต่หญิงสาวกลับก้าวตามมาอย่างรวดเร็วราวกับเงาของเขาเอง
เธอยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแต่แววตานั้นยังคงไร้อารมณ์ “ความอยากรู้อยากเห็นเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คนในตระกูลคุณมีชีวิตอยู่ได้นาน แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้พวกเขาทุกคนต้องตายอย่างทรมานใต้ภูเขานี้” เธอหันไปมองยอดเขาที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีเทาจัดก่อนจะหันกลับมาหาเขาอีกครั้ง “ศิลาอาคมไม่ใช่ของขวัญ แต่มันคือคำสาปที่รอคอยเจ้าของคนใหม่ และคุณดูเหมือนจะเป็นผู้โชคร้ายคนนั้น”
ความขัดแย้งในใจเอเลียสปะทุขึ้นทันที เขาไม่ได้ต้องการฟังคำขู่หรือคำเตือนที่ไร้ความหมาย แต่เขาต้องการความจริงที่เขาสืบเสาะมาตลอดชีวิต เขาตัดสินใจลดปืนลงช้าๆ แต่ยังคงมือไว้ใกล้ตัวเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน “คุณเป็นใครกันแน่ และทำไมถึงต้องคอยขัดขวางคนที่พยายามจะกู้คืนเกียรติยศของตระกูลผมกลับมา” เขาถามด้วยความสงสัยที่ปนไปกับความโกรธแค้นที่ถูกสั่งสมมานาน
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ซึ่งเป็นเสียงที่ฟังสั่นประสาทมากกว่าไพเราะ “เกียรติยศหรือ แค่ข้ออ้างที่สวยหรูสำหรับความโลภในจิตใจมนุษย์ต่างหากล่ะ” เธอเดินผ่านหน้าเขาไปช้าๆ แล้วหยุดลงที่โขดหินที่ดูธรรมดาแต่มีรอยสลักแปลกตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชั้นหิมะที่หนาเตอะ เธอใช้มือปัดหิมะออกเผยให้เห็นสัญลักษณ์รูปดวงตาที่ถูกจารึกไว้อย่างประณีตจนน่าตกใจ มันเริ่มส่องแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาในทันทีที่สัมผัสกับนิ้วมือของเธอ
เอเลียสเบิกตากว้างเมื่อเห็นสัญลักษณ์นั้น มันเหมือนกับรอยสักที่อยู่บนข้อมือของเขาไม่มีผิดเพี้ยน ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วร่างเมื่อเขาตระหนักว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่คนแปลกหน้าอย่างที่เขาคิด แต่เธออาจเป็นส่วนหนึ่งของรอยอดีตที่เขาพยายามไล่ตามมาตลอด “คุณเป็นใครกันแน่” เขาถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เบาลงจนเกือบจะเป็นเสียงกระซิบ แต่มันเต็มไปด้วยความสั่นเครือที่ไม่อาจปิดบังได้
เธอมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากความเย็นชาเป็นความสมเพช “ฉันคือผู้พิทักษ์ที่ถูกลืม และคุณคือนักเดินทางที่หลงทางในรอยแยกของกาลเวลา” เธอผายมือออกไปข้างหน้าพลางเอ่ยต่อ “ถ้าคุณอยากรู้ความจริงนัก ก็จงเดินก้าวผ่านประตูนี้ไป แล้วเตรียมใจให้พร้อมที่จะสูญเสียทุกอย่างที่เคยเชื่อมั่น เพราะที่นั่นไม่มีคำตอบที่คุณต้องการ มีเพียงความจริงที่อาจจะทำลายตัวตนของคุณไปตลอดกาล”
เอเลียสมองไปยังรอยแยกตรงหน้า อากาศรอบๆ เริ่มบิดเบี้ยวราวกับภาพในฝันที่กำลังละลาย ความกลัวลึกๆ ในใจกำลังร้องเตือนให้เขาหันหลังกลับ แต่ความโหยหาในคำตอบที่ติดค้างอยู่ในใจนั้นมีพลังมากกว่า เขาตัดสินใจก้าวเท้าออกไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามองหญิงสาวคนนั้นอีก แม้จะรู้ว่าทางข้างหน้าอาจเป็นกับดักที่ไม่มีวันกลับออกมาได้ก็ตาม
ทันทีที่ผ่านรอยแยกนั้นมา อากาศที่หนาวเหน็บก็เปลี่ยนเป็นความอบอุ่นที่ผิดธรรมชาติ ผนังถ้ำรอบตัวประดับด้วยอัญมณีที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน เอเลียสเดินไปตามทางเดินที่ลาดต่ำลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีแท่นศิลาตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง บนนั้นมีศิลาสีดำสนิทที่แผ่ไอสีม่วงจางๆ ออกมา มันคือศิลาอาคมที่เขาตามหามาทั้งชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักคือร่างของชายคนหนึ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ ศิลานั้น ซึ่งใบหน้าของชายคนนั้นเหมือนกับเขาอย่างกับถอดแบบกันมา
“พ่อ” เอเลียสอุทานออกมาด้วยความตกใจ ชายคนนั้นลืมตาขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาสีเทาที่ดูอ่อนล้าแต่ทรงพลัง “ฉันรอแกมานานเหลือเกินเอเลียส” พ่อของเขากล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางชี้ไปที่ศิลา “แกคิดว่าแกมาเพื่อค้นหาความจริง แต่แกมาที่นี่เพื่อเป็นผู้สืบทอดพันธสัญญาที่ตระกูลเราต้องแบกรับไว้ชั่วกัลปาวสาน หากแกแตะต้องศิลานี้ ชีวิตของแกจะเปลี่ยนไปตลอดกาล”
เอเลียสเดินเข้าไปใกล้แท่นศิลาอย่างช้าๆ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบ ความลังเลฉายชัดบนใบหน้าเมื่อเขามองเห็นรอยร้าวที่ปรากฏอยู่บนศิลาอาคมนั้น มันกำลังสั่นไหวและส่งเสียงครวญครางเหมือนสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ “ถ้าผมปฏิเสธล่ะ” เขาถามพลางจ้องลึกเข้าไปในตาของพ่อ “ถ้าผมเลือกที่จะเดินออกจากที่นี่และลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด”
ชายที่ดูเหมือนพ่อของเขายิ้มเศร้าๆ “ไม่มีใครเดินออกไปจากที่นี่ได้หากไม่ได้ทิ้งบางสิ่งไว้เป็นเครื่องสังเวย แกคิดว่าทำไมหญิงสาวที่นำทางแกมาถึงยอมปล่อยให้แกเข้ามาได้ง่ายขนาดนั้นล่ะ เพราะเธอรู้ว่าทันทีที่แกก้าวเข้ามา แกก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขานี้ไปโดยสมบูรณ์” ความกดดันในห้องโถงเพิ่มสูงขึ้นจนเอเลียสรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมากดทับลงบนบ่า
เอเลียสสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลวนอยู่ในศิลา มันไม่ใช่พลังของเทพเจ้า แต่มันคือพลังของความตายและการสูญเสียที่สะสมมานับพันปี เขาเหลือบมองมือของตัวเองที่เริ่มมีรอยดำจางๆ ลามขึ้นมาตามข้อมือ มันคือเครื่องหมายของคำสาปที่เขากลัวที่สุด “ผมมาที่นี่เพื่อหยุดยั้งมัน ไม่ใช่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมัน” เขาตะโกนก้องพลางหยิบมีดพกออกมาแล้วปักลงบนแท่นศิลาด้วยแรงทั้งหมดที่มี
เสียงกรีดร้องที่โหยหวนดังสนั่นไปทั่วทั้งห้องโถงจนเพดานถ้ำเริ่มถล่มลงมา ศิลาอาคมแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานสีม่วงพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศทางราวกับพายุที่คลุ้มคลั่ง เอเลียสถูกแรงกระแทกจนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงถ้ำ เขาสำลักเลือดออกมาพลางมองดูร่างของพ่อที่ค่อยๆ เลือนหายไปกับอากาศราวกับภาพลวงตาที่สลายตัวไปตามกาลเวลา
“แกทำลายทุกอย่างแล้วเอเลียส” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นจากมุมมืด เธอปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางเศษหินที่ร่วงหล่นลงมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นที่ปิดไม่มิด “แกทำลายสมดุลที่รักษาสถานะของโลกใบนี้เอาไว้ แกจะกลายเป็นคนบาปที่ผู้คนทั่วโลกจะต้องสาปแช่งไปอีกนานแสนนาน” เธอพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ แต่เอเลียสที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บกลับหยิบเศษศิลาชิ้นหนึ่งขึ้นมาถือไว้มั่น
พลังงานจากเศษศิลาแล่นเข้าสู่ร่างกายของเอเลียส ทำให้บาดแผลของเขาหายสนิทในพริบตา เขารู้สึกถึงความรู้ทั้งหมดของตระกูลที่ไหลบ่าเข้ามาในสมอง ไม่ใช่แค่เรื่องราวในอดีต แต่รวมถึงความลับของการควบคุมพลังธาตุที่ซ่อนอยู่ในภูเขาแห่งนี้ เขาไม่ได้ถูกสาป แต่เขากำลังได้รับพลังที่แท้จริงที่ตระกูลของเขาพยายามจะปกป้องมาตลอด “ถ้ามันคือคำสาป ผมก็จะใช้มันเพื่อลบคำสาปนี้ออกจากโลกใบนี้เสีย” เขากล่าวพลางปลดปล่อยพลังงานสีทองออกจากฝ่ามือเข้าปะทะกับหญิงสาวจนเธอกระเด็นถอยหลังไป
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหารโบราณ เอเลียสใช้พลังที่เพิ่งค้นพบในการควบคุมหิมะและหินรอบข้างเพื่อสร้างโล่ป้องกันและอาวุธ หญิงสาวคนนั้นแม้จะมีพลังที่เก่าแก่กว่า แต่เธอก็ไม่อาจต้านทานพลังที่บริสุทธิ์และแรงกล้าของผู้สืบทอดที่แท้จริงได้ เธอเริ่มอ่อนแรงลงและหอบหายใจอย่างหนักจนในที่สุดเธอก็ทรุดตัวลงกับพื้นท่ามกลางฝุ่นควัน
“ทำไมถึงเลือกที่จะทำแบบนี้” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “เจ้าไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เจ้าเพิ่งทำลงไปมันจะเปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในไม่ช้าเจ้าจะพบว่าตัวเองโดดเดี่ยวเกินกว่าจะจินตนาการได้” เธอค่อยๆ ร่างกายค่อยๆ โปร่งแสงลงเรื่อยๆ จนเกือบจะมองไม่เห็น “ฉันรอคอยวันที่ผู้สืบทอดจะมาทำลายพันธนาการนี้ แต่ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของคนทั้งตระกูล”
เอเลียสเดินเข้าไปหาเธอแล้วนั่งลงข้างๆ ความโกรธเคืองในตอนแรกเปลี่ยนเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้ง “ตระกูลของเราไม่ได้หายไปไหน พวกเขาแค่กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขานี้เพื่อปกป้องโลกจากพลังงานที่ล้นเกิน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งพลางวางมือลงบนไหล่ของเธอ “วันนี้คำสาปจบลงแล้ว และมันก็ถึงเวลาที่พวกเขาทั้งหมดควรได้รับอิสระ” เขาหลับตาลงและรวบรวมสมาธิเพื่อปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในผนังถ้ำทั้งหมดให้หลุดพ้น
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นไปทั่วทั้งเทือกเขาหิมะ ผืนดินที่เคยหนาวเหน็บเริ่มอบอุ่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ท้องฟ้าที่เคยถูกบดบังด้วยพายุหิมะเริ่มเปิดกว้างเผยให้เห็นแสงดาวที่ระยิบระยับ ร่างของหญิงสาวค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงและหายไปในอากาศทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่ไม่มีความกดดันใดๆ เหลืออยู่อีกต่อไป เอเลียสนั่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานจนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึง
เมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบกับยอดเขา ร่องรอยของศิลาอาคมที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เอเลียสลุกขึ้นยืนพลางปัดหิมะออกจากเสื้อผ้าของเขา เขาไม่มีแผนที่ในมืออีกต่อไปและไม่มีเป้าหมายที่ต้องไล่ตาม เขาตัดสินใจหันหลังเดินลงจากยอดเขาเพื่อกลับสู่โลกภายนอกที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับเดือน
ในขณะที่เขาเดินห่างออกจากเทือกเขา เขายังคงรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่เฝ้ามองเขามาจากความว่างเปล่า มันไม่ใช่สายตาของศัตรู แต่เป็นสายตาของบรรพบุรุษที่ส่งเขาด้วยความภาคภูมิใจ เอเลียสหยุดเดินและหันกลับไปมองยอดเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพยักหน้าให้ความเงียบงันนั้นเบาๆ เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เขารู้ดีว่าภารกิจของเขาได้เสร็จสิ้นลงแล้ว
ลมหนาวพัดผ่านร่างของเขาไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป มันไม่ใช่ลมที่เย็นเยียบจนบาดผิว แต่เป็นลมที่พัดพาเอาความทรงจำของอดีตให้ลอยหายไปพร้อมกับเกล็ดหิมะ เอเลียสถอนหายใจยาวก่อนจะก้าวเดินต่อไปสู่เบื้องหน้า ที่ซึ่งชีวิตใหม่ที่ไร้ซึ่งคำสาปและพันธนาการกำลังรอคอยเขาอยู่ แม้ความทรงจำจะยังคงติดตรึงอยู่ในใจ แต่เขาก็พร้อมที่จะก้าวข้ามมันไปสู่รุ่งอรุณใหม่ที่ไม่มีใครสามารถทำนายได้
บนหน้าผาชันที่ห่างออกไป ไกลสุดลูกหูลูกตา เงาของชายชราคนหนึ่งยืนมองตามหลังเขาไปจนลับสายตา ก่อนที่ร่างนั้นจะเลือนหายไปกับหมอกยามเช้าทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าบนยอดเขานิรันดร์ เอเลียสเดินหายเข้าไปในหุบเขาที่เขียวชอุ่มโดยไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของเขานั้น ได้เปลี่ยนชะตากรรมของโลกที่เขาจากมาไปตลอดกาล และแม้ว่าเขาจะหลุดพ้นจากคำสาปแล้ว แต่รอยแผลเป็นที่ข้อมือยังคงส่องแสงจางๆ ทุกครั้งที่เขามองดูพระจันทร์เต็มดวง เป็นเครื่องเตือนใจถึงราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่ออิสรภาพที่แลกมาด้วยหัวใจที่ไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น