กลิ่นสนิมเหล็กผสมกับไอเย็นของหยาดน้ำค้างยามเช้าโชยมาจากโรงตีเหล็กเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านร้าง ไอร้อนจากเตาหลอมที่ยังคงเต้นระริกเหมือนหัวใจที่กำลังจะมอดดับพ่นควันจางๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเทาหม่นที่ไม่มีวันเปลี่ยนสี เอเลียสยืนพิงค้อนเหล็กด้ามเขื่อง สายตาของเขาจ้องมองไปยังแผ่นเหล็กกล้าที่กำลังแดงฉานด้วยความร้อนแรงราวกับดวงอาทิตย์ที่ถูกกักขังไว้ในกรงขังแห่งความทรมาน
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีแววตาเหมือนคนแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า ใบหน้าซูบตอบเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการทำงานหนักหลายทศวรรษ มือหยาบกร้านของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะคีบชิ้นงานวางลงบนทั่งเหล็ก เสียงค้อนกระทบโลหะดังสนั่นก้องไปทั่วหุบเขาที่เงียบงัน ราวกับเสียงเตือนภัยจากอดีตที่ไม่มีใครอยากจดจำอีกต่อไป
ลมหนาวพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ผุพัง หอบเอาเศษใบไม้แห้งกรอบเข้ามาปะทะกับกองขี้เถ้าบนพื้น เอเลียสไม่ได้สนใจความหนาวเหน็บนั้น เพราะในใจของเขามีเพียงแรงปรารถนาที่จะสร้างกุญแจดอกสุดท้ายที่จะไขไปสู่ความทรงจำที่หายไป เขารู้ดีว่าหากทำสำเร็จ สิ่งที่เขาสูญเสียไปอาจจะหวนคืน แต่หากล้มเหลว โลกทั้งใบที่เขาเฝ้าประคองไว้อาจจะแตกสลายลงไปพร้อมกับเหล็กกล้าในมือ
ข้างกายของเขามีร่างเล็กของหญิงสาวชื่อลีล่าที่นั่งกอดเข่ามองดูเขาด้วยความกังวล เธอคือคนเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองนี้ที่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพสะท้อนของกาลเวลา ดวงตาสีฟ้าใสของเธอสะท้อนแสงไฟจากเตาหลอมราวกับดวงดาวในคืนที่ไร้แสง เธอเป็นความหวังสุดท้ายที่เอเลียสเหลืออยู่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เอ่ยปากบอกใครว่าเหตุใดเขาจึงต้องทำเช่นนี้
เธอก้าวเข้ามาใกล้เขาช้าๆ เสียงฝีเท้าเบาหวิวบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยตะกอนเหล็ก "ท่านจะตีมันให้สำเร็จจริงๆ หรือเอเลียส โลกใบนี้ไม่ได้ต้องการความทรงจำใหม่ แต่ต้องการเพียงแค่การหลับใหลอย่างสงบ" เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า มือของเธอเอื้อมไปแตะไหล่ของเขาเบาๆ เพื่อสัมผัสถึงความร้อนจากร่างที่ตรากตรำทำงานหนัก
เอเลียสชะงักค้อนในมือที่กำลังจะตกลงบนชิ้นงาน เขาหันมามองลีล่า แววตาของเขาอ่อนแสงลงก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวอีกครั้ง "ข้าไม่ได้ทำเพื่อโลกใบนี้ ลีล่า ข้าทำเพื่อคนที่หลับใหลอยู่ใต้เถ้าถ่านเหล่านั้น คนที่ข้าเคยสัญญาว่าจะดึงพวกเขากลับมาเมื่อถึงเวลาที่ความมืดมิดครอบคลุมทุกอย่าง" เขาตอบเสียงแหบพร่าพลางหันกลับไปสนใจเหล็กกล้าตรงหน้าต่อ
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเป็นสิ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเหล็กกล้าที่เขาหลอม เอเลียสเปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัดลีล่าไว้กับอดีตที่เจ็บปวด ส่วนลีล่าก็เหมือนหยดน้ำค้างที่คอยดับไฟในใจของเขาให้ไม่โหมกระหน่ำจนเผาผลาญตัวเอง พวกเขาพึ่งพากันและกันท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่ไม่มีจุดสิ้นสุด แต่ในขณะเดียวกัน ความลับที่เอเลียสปิดบังไว้ก็เริ่มกัดกินความไว้วางใจของหญิงสาวไปทีละน้อย
ลีล่าถอยหลังกลับไปนั่งที่มุมมืดของโรงตีเหล็ก เธอหยิบเอาชิ้นส่วนนาฬิกาที่หยุดเดินมาหมุนเล่นในมือ นิสัยของเธอคือการสังเกตการณ์เงียบๆ เธอเห็นความกระหายในแววตาของเอเลียสเห็นความบ้าคลั่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความใจดีที่เขาพยายามแสดงออก เธอรู้ว่าเขากำลังรอคอยบางอย่างที่มากกว่าแค่ความทรงจำ แต่เป็นการปลุกวิญญาณของอดีตให้ลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง
เอเลียสเองก็รู้ดีว่าลีล่าหวาดกลัวเขา แต่เขาก็ไม่สามารถหยุดสิ่งที่ทำอยู่ได้ ความต้องการของเขาไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ แต่คือการไถ่บาป เขาเคยเป็นช่างตีเหล็กหลวงในยุคที่รุ่งเรืองที่สุด ก่อนที่สงครามเหล็กจะทำลายทุกอย่างจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน เขาแบกรับความรู้สึกผิดที่ไม่ได้ปกป้องครอบครัวของเขาไว้ และนั่นคือแรงผลักดันที่ทำให้เขายังคงตีเหล็กอยู่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ค่ำคืนนั้นเองที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เสียงคำรามจากใต้พื้นดินดังสนั่นจนทำให้อุปกรณ์ตีเหล็กทั้งหมดสั่นสะเทือน เอเลียสรีบคว้าค้อนและอุปกรณ์คู่กายพุ่งออกไปที่ลานกว้างหน้าโรงตีเหล็ก โดยมีลีล่าวิ่งตามออกมาติดๆ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาหม่นกลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต ความร้อนมหาศาลปะทุขึ้นจากรอยแยกของผืนดินที่กว้างออกเรื่อยๆ
"มันเริ่มแล้ว เอเลียส! ท่านทำอะไรลงไป!" ลีล่าตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของแผ่นดินที่แตกสลาย ผมของเธอปลิวไสวไปตามแรงลมมหาศาลที่พัดพาทุกอย่างให้กระจัดกระจาย เธอเห็นเปลวเพลิงพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้นราวกับมังกรที่ตื่นจากการหลับใหลมานานนับพันปี
เอเลียสยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางพายุฝุ่นและไฟ เขาชูกุญแจเหล็กที่เขาเพิ่งตีเสร็จขึ้นสู่ท้องฟ้า "นี่คือพันธนาการที่จะปลดปล่อยทุกอย่าง! ถึงเวลาที่อดีตต้องคืนกลับมาทวงถามความยุติธรรมจากความเงียบงันนี้แล้ว!" เขาร้องตะโกนด้วยความฮึกเหิม ก่อนจะปักกุญแจนั้นลงบนพื้นดินที่กำลังแยกตัว
ทันใดนั้น เงาสีดำสนิทพุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่บาดลึกถึงจิตวิญญาณ มันคือวิญญาณของเหล่านักรบที่ตายไปในสงครามครั้งอดีต พวกเขาหลอมรวมเข้ากับไอระเหยของโลหะที่เอเลียสสร้างขึ้น กลายเป็นกองทัพแห่งเถ้าถ่านที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า ลีล่าทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวขณะที่เห็นภาพอดีตเหล่านั้นพุ่งผ่านร่างของเธอไป
เหตุการณ์เลวร้ายทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกุญแจเหล็กเริ่มหลอมละลายและเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นดาบสีดำที่สะท้อนแสงวิปลาส เอเลียสจับดาบเล่มนั้นด้วยมือเปล่า แม้ผิวหนังของเขาจะถูกแผดเผาจนไหม้เกรียม แต่เขากลับยิ้มออกมาด้วยความสมหวัง "ข้าได้พบพวกท่านอีกครั้งแล้ว..." เขาพึมพำกับความว่างเปล่า ขณะที่วิญญาณเหล่านั้นหมุนวนรอบตัวเขาเหมือนพายุหมุน
ลีล่าพยายามจะเข้าไปดึงเอเลียสออกมาจากพายุนั้น แต่แรงกดดันจากวิญญาณเหล่านั้นผลักเธอกระเด็นออกมา "หยุดเถอะเอเลียส! พวกเขาไม่ใช่สิ่งที่ท่านคิด พวกเขาแค่ต้องการทำลายทุกอย่างที่หลงเหลืออยู่!" เธอกรีดร้อง แต่เสียงของเธอถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะที่ไร้เหตุผลของช่างตีเหล็กผู้สูญสิ้นสติสัมปชัญญะ
ความขัดแย้งถึงจุดสูงสุดเมื่อเอเลียสเริ่มแกว่งดาบสีดำนั้นเข้าหาท้องฟ้าเพื่อตัดสายสัมพันธ์แห่งกาลเวลาที่กักขังเมืองนี้ไว้ ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาเริ่มฉีกขาดออก เผยให้เห็นห้วงอวกาศที่มืดมิดและเต็มไปด้วยดวงดาวที่แตกสลาย ความเย็นจากจักรวาลหลั่งไหลเข้ามาปะทะกับความร้อนจากเตาหลอม เกิดเป็นระเบิดพลังงานมหาศาลที่ทำให้ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง
เอเลียสยืนอยู่กลางใจกลางของระเบิดนั้น ร่างกายของเขากำลังกลายเป็นเศษเหล็กไปทีละน้อย ความทรงจำของเขาไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำไม่สิ้นสุด เขาเห็นครอบครัวของเขายืนยิ้มอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ แต่นั่นคือภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมตัวเองมาโดยตลอด ความจริงคือเขาก็เป็นเพียงวิญญาณที่ยึดติดกับโรงตีเหล็กแห่งนี้มานานแสนนาน
ลีล่ามองดูร่างของเอเลียสที่ค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงเหล็กท่ามกลางแสงสว่างที่รุนแรงจนแสบตา เธอไม่ได้รู้สึกถึงความเสียใจ แต่เป็นความโล่งใจที่ความทรมานของเขาจบสิ้นลงเสียที เมื่อแสงนั้นดับลง ความเงียบงันก็กลับคืนสู่หุบเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดัน แต่เป็นความเงียบที่สะอาดบริสุทธิ์
ไม่มีโรงตีเหล็ก ไม่มีการตีเหล็ก และไม่มีแม้แต่เมืองร้าง ทุกอย่างหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง เหลือเพียงลีล่าที่ยืนอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล เธอมองดูมือของตัวเองที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงละอองแสงจางๆ เธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่เอเลียสพยายามยื้อไว้ และเมื่อเขาปล่อยมือ ทุกอย่างก็ถึงเวลาที่ต้องสลายหายไปตามครรลองของกาลเวลา
แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องลงมายังทุ่งหญ้าที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงตีเหล็ก ลมพัดผ่านไปอย่างแผ่วเบา นำพาเอาเศษเหล็กชิ้นสุดท้ายปลิวไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ไม่มีใครจดจำได้อีกต่อไป ทิ้งไว้เพียงตำนานที่เลือนหายไปพร้อมกับดวงดาราในยามเช้าที่เริ่มจางหายไปจากขอบฟ้า
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น