ไอเย็นเยียบจากลมหายใจของเถ้าถ่านสีเทาหม่นโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วพื้นดินที่แตกร้าว อลิสแตร์กระชับเสื้อคลุมหนังที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักเพื่อกันความหนาวเหน็บที่กัดกินถึงกระดูก เขายืนอยู่บนหน้าผาหินที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางห้วงอวกาศสีม่วงหม่น เบื้องหน้าของเขาคือซากปรักหักพังของนครที่เคยรุ่งเรืองแต่บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของอดีตที่ถูกแช่แข็งไว้ด้วยพลังงานมิติที่บิดเบี้ยว เสียงกระซิบจากสายลมที่พัดผ่านรอยแยกฟังดูคล้ายเสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณที่ไม่มีวันได้ไปสู่สุคติในดินแดนแห่งนี้
แววตาของนักสำรวจหนุ่มฉายแววความมุ่งมั่นที่เจือปนด้วยความเศร้าโศก เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของโอโซนและโลหะเก่าแก่ที่อบอวลอยู่ในอากาศ มือที่หยาบกร้านจากการจับบังเหียนและด้ามอาวุธค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสจี้ห้อยคอรูปหยดน้ำที่ทำจากอัญมณีสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่หลงเหลือจากคนรักของเขา อลิสแตร์สูดลมหายใจลึก พยายามสะกดกลั้นความหวาดกลัวที่พยายามแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ เขาไม่ใช่คนที่นี่ แต่เขาคือคนแปลกหน้าผู้กล้าก้าวเท้าเข้ามาในเขตแดนที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเพื่อตามหาความจริงที่ถูกฝังกลบเอาไว้
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันในมือของเขาแกว่งไกวไปมาตามจังหวะก้าวเดินที่ระมัดระวังบนพื้นหินที่สั่นไหวเป็นระยะ ทุกย่างก้าวของเขาทำให้ฝุ่นละอองเถ้าถ่านฟุ้งกระจายขึ้นมาเหมือนม่านหมอกที่คอยบดบังทัศนวิสัย อลิสแตร์สังเกตเห็นร่องรอยของตัวอักษรโบราณที่จารึกไว้บนกำแพงหินซึ่งยังคงเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ราวกับพยายามสื่อสารบางอย่างกับผู้ที่มาเยือน ในขณะที่เขาก้าวผ่านซุ้มประตูที่พังทลาย เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงบนบ่า ราวกับว่าอาคารสถานที่แห่งนี้กำลังเฝ้ามองเขาด้วยสายตาที่มองไม่เห็น
เขามักจะหยุดยืนนิ่งเพื่อฟังเสียงความผิดปกติรอบตัว อลิสแตร์เป็นชายหนุ่มผู้มีทักษะในการเอาตัวรอดสูงเกินกว่าคนทั่วไป เขาไม่ได้ออกเดินทางเพื่อชื่อเสียงหรือทรัพย์สมบัติ แต่แรงผลักดันเดียวคือการนำพาดวงใจของเขากลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้ง แม้เขาจะรู้ดีว่ากฎของกาลเวลาในสถานที่แห่งนี้โหดร้ายเพียงใด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเขาลดน้อยลงไปเลยแม้แต่น้อย เขาตรวจสอบกระเป๋าสะพายที่บรรจุเสบียงและอุปกรณ์สำรวจที่จำเป็น พร้อมกับตรวจเช็คความพร้อมของใบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวเพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะโผล่ออกมาจากเงามืด
ความเงียบงันที่น่าอึดอัดถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากเบื้องหลัง อลิสแตร์หมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับชักมีดสั้นออกมาตั้งท่าป้องกัน ท่ามกลางกลุ่มเถ้าถ่านที่หมุนวน ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดคลุมสีซีดที่ดูเลือนลางราวกับภาพสะท้อนในกระจกที่ร้าวราน เธอไม่ได้มีท่าทีคุกคาม แต่ดวงตาที่ว่างเปล่าของเธอกลับจ้องมองมาที่เขาด้วยความโหยหาอย่างประหลาด เขาพยายามจะถามคำถาม แต่ลำคอของเขากลับแห้งผากจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว
"เจ้ากำลังมองหาใครบางคนอยู่ใช่หรือไม่" หญิงสาวปริศนาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม อลิสแตร์ลดมีดลงเล็กน้อยแต่ยังคงความระมัดระวัง เขาจ้องมองใบหน้าที่ดูคุ้นตาของเธอด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวังที่แทรกความหวาดกลัว เขาพยายามรวบรวมสติก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปอย่างแผ่วเบา เขาบอกชื่อของหญิงคนรักที่หายไป และสังเกตเห็นประกายไฟเล็กๆ ในดวงตาของวิญญาณสาวตนนั้น
หญิงสาวคนนั้นยิ้มเศร้าๆ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นจนกระทั่งอลิสแตร์สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ เธอเริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับรอยแยกมิติที่กลืนกินวิญญาณของผู้ที่หลงทางเข้าไปในห้วงลึกของกาลเวลา อลิสแตร์ตั้งใจฟังทุกคำพูดแม้ว่าหัวใจของเขาจะหนักอึ้งเมื่อได้ยินว่าการตามหาเธอคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาพบว่าเธอคนนั้นเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถไม่ต่างจากเขา แต่โชคร้ายที่เธอตกเป็นเหยื่อของกับดักมิติที่ไม่มีใครคาดคิด
ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองเริ่มพัฒนาผ่านการแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดและความเงียบงัน อลิสแตร์ได้รู้ว่าวิญญาณสาวตนนี้คือหนึ่งในผู้พิทักษ์ที่เคยเฝ้านครแห่งนี้ก่อนที่มันจะพังทลายลง เธอมีความขัดแย้งในตัวเองระหว่างหน้าที่ในการปกป้องรอยแยกกับความสงสารต่อมนุษย์ผู้หลงทางเช่นเขา อลิสแตร์แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวผ่านการปกป้องเธอจากเศษซากหินที่ร่วงหล่นลงมา ในขณะที่เธอก็ช่วยแนะนำเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดท่ามกลางเขาวงกตที่บิดเบี้ยวแห่งนี้
เขาทั้งสองเดินลึกเข้าไปในวิหารกลางนคร ท่ามกลางอุปสรรคที่เพิ่มทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อพื้นหินใต้เท้าของพวกเขาเกิดการทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน อลิสแตร์คว้ามือของวิญญาณสาวไว้ได้ทันท่วงทีแม้ว่าเธอจะไม่มีรูปร่างที่จับต้องได้ถนัดนัก แรงดึงดูดของมิติพยายามดึงพวกเขาลงไปสู่ก้นบึ้งของความมืดมิด เขากัดฟันแน่นและออกแรงดึงอย่างสุดกำลังจนกระทั่งพวกเขาสามารถข้ามผ่านรอยแยกแคบๆ ไปได้สำเร็จ
เหตุการณ์ต่อมาคือการเผชิญหน้ากับกลุ่มก้อนพลังงานที่เกาะตัวกันเป็นรูปร่างของสัตว์ประหลาดที่ดุร้าย มันคือเศษเสี้ยวของเวลาที่ถูกทิ้งร้างและกลายเป็นความบ้าคลั่ง อลิสแตร์ต้องใช้ไหวพริบในการดึงดูดความสนใจของมันด้วยเสียงจากก้อนหินที่เขาขว้างไปในทิศทางตรงกันข้าม ในขณะที่วิญญาณสาวร่ายมนตร์เบี่ยงเบนกระแสพลังงานเพื่อเปิดช่องว่างให้เขาหลบหนี การประสานงานของพวกเขาสร้างความมั่นใจให้แก่กันและกันท่ามกลางสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
เหตุการณ์ที่สามคือการตัดสินใจครั้งสำคัญเมื่อพวกเขาพบกับใจกลางของรอยแยกที่กักขังวิญญาณของคนรักของเขาไว้ ที่นั่นถูกล้อมรอบด้วยโซ่ตรวนแห่งแสงที่สั่นไหวอย่างรุนแรง อลิสแตร์ต้องตัดสินใจว่าจะใช้พลังงานส่วนตัวทั้งหมดที่มีเพื่อทำลายโซ่ตรวนเหล่านั้น ซึ่งอาจทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไปตลอดกาล หรือจะถอยหลังกลับไปเพื่อรักษาชีวิตของตนเองไว้ เขาหันไปมองวิญญาณสาวที่พยักหน้าให้เขาด้วยความเข้าใจ และนั่นคือคำตอบที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ
เขาวิ่งฝ่าพายุเถ้าถ่านที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงแท่นหินใจกลางวงล้อม อลิสแตร์ใช้มีดสั้นที่อาบด้วยหยดน้ำตาแห่งความหวังกรีดลงบนรอยแยกเพื่อสร้างช่องโหว่ พลังงานมหาศาลปะทะเข้ากับร่างกายของเขาจนเขารู้สึกเหมือนผิวหนังจะฉีกขาดออกเป็นชิ้นๆ เสียงกรีดร้องของมิติที่ดังระงมทำให้เขารู้สึกเหมือนหูจะหนวก แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นทำลายโซ่ตรวนทีละเส้นด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัส
ในขณะที่โซ่ตรวนเส้นสุดท้ายขาดสะบั้น ร่างของหญิงสาวที่เป็นที่รักของเขาก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสีขาวที่สว่างวาบราวกับดวงอาทิตย์ อลิสแตร์โผเข้ากอดเธอด้วยแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่ ในขณะที่วิญญาณสาวผู้พิทักษ์ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความยินดี เธอได้รับอิสระจากการเฝ้าคอยที่ยาวนานเมื่อภารกิจสุดท้ายของเธอสำเร็จลงด้วยน้ำมือของชายหนุ่มผู้มีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่ากาลเวลา
ความเงียบงันกลับคืนสู่สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ทว่ามันไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัวเหมือนเดิม อลิสแตร์กอดคนรักของเขาไว้แน่นท่ามกลางเถ้าถ่านที่เริ่มหยุดร่วงหล่น พวกเขาทั้งสองนั่งพักอยู่บนซากปรักหักพัง พลางมองดูท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีจากสีม่วงหม่นเป็นสีฟ้าครามที่งดงาม ความบิดเบี้ยวของมิติเริ่มคลี่คลายลงตามกฎของธรรมชาติที่กลับมาทำงานได้อย่างปกติ แม้ว่าร่างกายของพวกเขาจะอ่อนล้าจนแทบขยับไม่ได้ แต่หัวใจของพวกเขากลับรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับอลิสแตร์นั้นชัดเจนยิ่งนัก เขากลายเป็นคนที่มีความสุขุมและเข้าใจถึงความหมายของคำว่านิรันดร์มากขึ้น เขาเรียนรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นต้องครอบครองเพื่อให้มันคงอยู่ แต่การได้รู้ว่าสิ่งที่เขารักปลอดภัยนั้นคือรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนจะจูงมือคนรักเดินออกจากซากปรักหักพังแห่งนั้น ทิ้งความทรงจำที่ขมขื่นไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นเส้นทางใหม่ที่ไม่มีรอยแยกใดๆ มาขวางกั้นได้อีกต่อไป
เสียงฝีเท้าของทั้งสองค่อยๆ จางหายไปในระยะไกล ทิ้งไว้เพียงก้อนหินที่จารึกเรื่องราวของพวกเขาเอาไว้บนกำแพงวิหาร แสงตะวันยามเย็นสาดส่องลงมายังนครที่สาบสูญแห่งนี้ ทำให้มันดูสวยงามราวกับภาพฝันที่ไม่มีอยู่จริง ท่ามกลางเถ้าถ่านที่ฝังกลบทุกอย่าง สิ่งที่ยังคงอยู่เหนือกาลเวลาก็คือความผูกพันที่ไม่มีวันจางหายไปตามแรงลมหรือการเปลี่ยนแปลงของมิติ
อลิสแตร์หันกลับมามองที่แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจหันหลังเดินหน้าต่อไป แม้เขาจะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันร่วมกับคนข้างกาย ความรักของเขาได้กลายเป็นเข็มทิศนำทางให้แก่ชีวิตที่เหลืออยู่ และเขาก็เชื่อมั่นว่าไม่ว่าความมืดมิดจะลึกเพียงใด แสงสว่างจากดวงใจของเขาก็จะส่องนำทางให้เสมอ
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น