แสงแดดรำไรลอดผ่านช่องหน้าต่างหินที่ผุพังลงมาเป็นเส้นสายสีทองกระทบกับฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศเย็นเยียบของห้องใต้ดินภายในโบราณสถานร้าง กลิ่นอายของดินชื้นผสมกับกลิ่นโลหะสนิมเขรอะอบอวลไปทั่วบริเวณจนแทบจะทำให้คนหายใจไม่ออก อลันใช้มือปัดเศษหินที่ร่วงหล่นลงมาบนไหล่ของเขาพลางขยับแว่นสายตาที่เลื่อนหลุดลงมาที่สันจมูก ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังแผ่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ซึ่งมีลวดลายสลักเป็นรูปพญางูพันรอบดวงดาราที่บิดเบี้ยว
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวอยู่ในอกเหมือนกลองศึก อลันเป็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่มีใบหน้าตอบรับกับคิ้วเข้มและแววตาที่เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ เขาเดินทางข้ามทวีปมานานหลายเดือนเพื่อตามหาร่องรอยของอาณาจักรที่ถูกลบเลือนไปจากแผนที่โลก มือที่สวมถุงมือหนังเนื้อละเอียดของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะสัมผัสกับผิวศิลาที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งในฤดูหนาว
ความรู้สึกถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่จ้องมองมาจากมุมมืดทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปตามสันหลัง อลันหันหลังกลับไปมองความว่างเปล่าที่ทอดตัวยาวออกไปเป็นทางเดินแคบๆ ซึ่งทอดยาวลึกเข้าไปในตัวภูเขา แสงจากตะเกียงน้ำมันในมือวูบไหวราวกับจะดับลงทุกขณะ กลิ่นอับชื้นที่เคยจางๆ เริ่มเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นกลิ่นเหม็นไหม้ที่แปลกประหลาด เขาพยายามสะกดกลั้นความกลัวไว้ภายในใจด้วยการจดจ่ออยู่กับการอ่านอักขระโบราณที่ดูเหมือนจะขยับเคลื่อนไหวได้ด้วยตัวเอง
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังสะท้อนก้องขึ้นมาจากความมืดด้านหลังทำให้อลันสะดุ้งสุดตัว เขาหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับชูตะเกียงขึ้นเหนือหัวเพื่อขับไล่เงามืดนั้นออกไป แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากเพดานหินกระทบกับพื้นหินปูนจนเกิดเสียงดังเปาะแปะเป็นจังหวะ อลันพ่นลมหายใจออกยาวเหยียดพลางสบถกับตัวเองเบาๆ ว่าเขากำลังประสาทหลอนไปเองเพราะความอ่อนล้าจากการเดินทางที่ยาวนานเกินกว่าจะทนไหว
เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหินแข็งๆ พลางหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าสะพายที่เปรอะเปื้อนคราบดิน อลันเริ่มขีดเขียนรอยจารึกที่เห็นลงบนกระดาษอย่างละเอียดถี่ถ้วน มือของเขาขยับไปตามแรงบันดาลใจและความอยากรู้อยากเห็นที่หยั่งลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ ทว่าทุกครั้งที่ปลายปากกาจรดลงบนหน้ากระดาษ เขากลับรู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างถ่ายโอนผ่านนิ้วมือเข้าไปในจิตใจ ทำให้เขารู้สึกถึงความโศกเศร้าที่ตกค้างอยู่ในกาลเวลาของอาณาจักรนี้
ในมุมมืดของห้องนั้น ร่างของเอเลน่า หญิงสาวผู้เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่เขาจ้างมา กลับปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีที่แปลกไปจากเดิม ดวงตาของเธอไม่ได้เป็นสีน้ำตาลเข้มอย่างที่เขาเคยเห็น แต่กลับทอประกายสีอำพันวาวโรจน์ท่ามกลางความมืดมิด เธอไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยืนมองเขาจากระยะไกลด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออกว่ามันคือความเมตตาหรือความอำมหิต อลันที่กำลังจมอยู่กับงานตรงหน้าไม่ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของคนข้างตัวเลยแม้แต่น้อย
เขารักในประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือนมากกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก ความต้องการที่จะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าอาณาจักรที่สาบสูญมีตัวตนจริงเป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงชีวิตเขามาตลอดหลายปี อลันยอมแลกทุกอย่างเพื่อคำตอบเพียงคำตอบเดียว แม้ว่าความปรารถนานั้นจะต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครเข้าใจ หรือแม้แต่การถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้าที่ไล่ตามตำนานที่ไม่มีอยู่จริง
เอเลน่าก้าวเดินเข้ามาใกล้เขาช้าๆ เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วห้อง "คุณรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงปิดผนึกที่นี่ไว้" เธอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ฟังดูราวกับเสียงกระซิบจากใต้พิภพ อลันหยุดชะงักมือที่กำลังวาดภาพพลางเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจกับสำเนียงที่ดูเปลี่ยนไปจากคนเดิมที่เขาเคยสนทนาด้วยตลอดทาง
อลันปิดสมุดบันทึกพลางตอบกลับด้วยท่าทีที่ยังคงความสุภาพแม้ความระแวงจะเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ "ผมคิดว่าเพราะสมบัติที่ซ่อนอยู่ข้างในหรืออาจจะเป็นความลับเกี่ยวกับอำนาจของพวกเขาก็ได้นะเอเลน่า" เขาพยายามยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตาที่ยังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของหญิงสาวที่ดูผิดธรรมชาติ เธอไม่ได้เดินเหมือนคนทั่วไป แต่ดูเหมือนการเคลื่อนตัวที่ไร้เสียงและลื่นไหลไปตามพื้นผิว
เธอก้าวเข้ามาจนถึงระยะที่แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าของเธอเห็นชัดเจนว่าเธอไม่ได้มีรอยยิ้มเหมือนก่อนหน้า "ไม่ใช่เพื่อปกป้องสมบัติ แต่มันคือการกักขังสิ่งที่ไม่มีวันตายต่างหาก" เอเลน่ากล่าวพลางชี้ไปยังศิลาจารึกที่กำลังสั่นสะเทือนเบาๆ เหมือนมีสิ่งมีชีวิตอยู่ข้างใต้ อลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านพื้นหินมาถึงฝ่าเท้าของเขา เขาจึงรีบถอยห่างออกมาด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อุณหภูมิโดยรอบลดต่ำลงจนลมหายใจของเขากลายเป็นไอสีขาวจางๆ ลอยคว้างอยู่ในอากาศ ศิลาจารึกสีอำพันเริ่มมีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงกลางราวกับมีค้อนล่องหนฟาดฟันลงมาด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงแตกหักดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขาจนทำให้หินก้อนเล็กก้อนน้อยร่วงหล่นลงมาจากเพดานห้องอย่างต่อเนื่อง
อลันรีบคว้ากระเป๋าเป้ของเขาขึ้นมาแล้วตะโกนถามด้วยความตื่นตระหนก "เอเลน่า เราต้องรีบออกไปจากที่นี่ เดี๋ยวนี้!" เขารู้สึกได้ว่าสถานการณ์นี้เกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรับมือได้ ความกลัวเริ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของเขาจนแทบจะควบแน่นไม่ได้ แต่เขาก็ยังไม่ยอมทิ้งบันทึกสำคัญที่เขาอุตส่าห์เก็บรวบรวมมาตลอดทั้งชีวิต
ทว่าเอเลน่ากลับนิ่งเฉย เธอไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เธอกลับยืนกอดอกมองดูศิลาจารึกที่กำลังพังทลายลงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง อลันพยายามวิ่งไปคว้าแขนของเธอเพื่อดึงให้รีบหนี แต่เมื่อมือของเขาแตะถูกผิวหนังของเธอ เขากลับรู้สึกเหมือนสัมผัสได้เพียงแค่ลมเย็นๆ ที่ว่างเปล่า ไม่มีเนื้อหนัง ไม่มีไออุ่นของมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย
แสงสีอำพันสว่างวาบออกมาจากรอยร้าวบนศิลาจารึก รัศมีแสงนั้นสาดส่องไปทั่วทั้งห้องจนทุกอย่างกลายเป็นสีทองอร่ามที่น่าสะพรึงกลัว อลันต้องยกมือขึ้นบังตาจากแสงที่ร้อนแรงดั่งเปลวไฟที่เผาไหม้ดวงตาของเขา เขาได้ยินเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและโหยหวนดังออกมาจากรอยแยกนั้น ราวกับเป็นเสียงของดวงวิญญาณนับพันที่ถูกจองจำมานานหลายชั่วอายุคนกำลังพยายามปลดปล่อยตัวเอง
เขารีบถอยหลังกรูดไปจนชิดผนังหินด้านหลัง ความหวังที่จะรอดชีวิตเริ่มเลือนลางลงเมื่อเห็นว่าทางออกที่เขาเข้ามาถูกปิดตายด้วยหินก้อนยักษ์ที่ร่วงหล่นลงมาทับถมกัน ความมืดมิดที่เขาเคยกลัวบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างสีอำพันที่ดูอันตรายยิ่งกว่า อลันเริ่มตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่การค้นพบทางประวัติศาสตร์อย่างที่เขาฝันไว้ แต่มันคือโศกนาฏกรรมที่เขากำลังมีส่วนร่วมด้วยโดยไม่รู้ตัว
แรงสั่นสะเทือนทวีความรุนแรงขึ้นจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาแยกออกเป็นทางยาว อลันพยายามทรงตัวไม่ให้ตกลงไปในร่องลึกนั้น เขาเห็นเงามืดรูปร่างประหลาดหลุดออกมาจากรอยร้าวของศิลาจารึก เงามืดเหล่านั้นเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและวนเวียนอยู่รอบตัวเขาเหมือนฝูงแมลงที่หิวกระหาย อลันกอดกระเป๋าในอกแน่นพลางหลับตาลงด้วยความหวังว่าทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงแค่ฝันร้าย
เหตุการณ์ทุกอย่างหยุดนิ่งลงฉับพลันเมื่อแสงสีอำพันนั้นเริ่มหดตัวกลับเข้าไปในศิลาจารึก ราวกับถูกแรงดึงดูดบางอย่างฉุดรั้งไว้ เสียงกรีดร้องเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของอลันที่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ และพบว่าห้องนี้ไม่ได้พังทลายลงอย่างที่เขาคิด แต่ศิลาจารึกที่เคยมีลวดลายพญางูกลับเปลี่ยนไปเป็นแผ่นศิลาที่เรียบเนียนสนิทไม่มีร่องรอยใดๆ หลงเหลืออยู่
เอเลน่าหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานที่หอมอบอวลในอากาศแทนที่กลิ่นเหม็นไหม้ก่อนหน้า อลันยืนงงอยู่กลางห้องด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าในหัวใจ เขามองไปรอบๆ ด้วยความสับสนและไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สิ่งที่เขาเพิ่งเห็นไปเมื่อครู่คือความจริงหรือภาพหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยล้าของเขากันแน่ เขาเดินไปที่แผ่นศิลาที่เรียบเนียนนั้นอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่แปลกไปจากเดิม
เขาพบว่าบนหน้ากระดาษในสมุดบันทึกของเขามีรอยหมึกที่เขาไม่ได้เขียนเองปรากฏขึ้นมา เป็นภาพสัญลักษณ์โบราณที่ดูเหมือนกุญแจสำหรับไขปริศนาของศิลาจารึกที่เพิ่งหายไป อลันสัมผัสได้ว่าเรื่องราวของอาณาจักรนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ แต่มันเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในแบบที่เขาไม่เคยจินตนาการถึง เขาเก็บสมุดบันทึกเข้ากระเป๋าอย่างถนุถนอมราวกับมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต
อลันเดินออกมาจากโบราณสถานนั้นด้วยสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าแต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นใหม่ เขาไม่ได้ค้นพบสมบัติที่เป็นทองคำหรืออัญมณี แต่เขาค้นพบความลับที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ความลับที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขาไปตลอดกาล แม้ว่าเขาจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนในทันที แต่เขาก็รู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ได้ประทับรอยแผลและประสบการณ์ที่ไม่อาจลบเลือนลงในจิตวิญญาณของเขา
เขามองย้อนกลับไปที่ทางเข้าโบราณสถานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินจากไปท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่เริ่มลาลับขอบฟ้าทิ้งให้ภูเขาลูกนั้นจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดอีกครั้ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น อลันรู้ดีว่าเขากลายเป็นผู้ถือครองความลับเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรนี้ และความลับนั้นจะคอยตามหลอกหลอนเขาไปในทุกความฝันและทุกก้าวย่างที่เขาเดินทางต่อไปในอนาคต
ในห้องสมุดส่วนตัวที่บ้าน อลันนั่งจ้องมองสมุดบันทึกเล่มนั้นในยามดึกสงัด เสียงนาฬิกาลูกตุ้มบอกเวลาเที่ยงคืนดังก้องกังวานไปทั่วบ้าน เขารู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขามาจากมุมห้องที่มืดมิด แสงสีอำพันจางๆ วูบไหวขึ้นในกระจกเงาด้านหลังของเขา ราวกับจะเตือนว่าอาถรรพ์ที่เขาไปปลุกขึ้นมานั้นยังคงไม่ยอมปล่อยเขาไปจากพันธนาการของอดีตที่ไม่มีวันตาย
มหาสมุทรดารา ณ ปลายขอบโลกมรณะ
รอยจารึกใต้ธารดารา
วิมานอัคคีใต้รอยแยกแห่งนิรันดร์
เข็มทิศดาราเหนือขอบฟ้าบูรพา
วิถีแห่งเนตรทิพย์ท่ามกลางพายุทรายสีเลือด
เงาจันทร์ในรอยร้าวของกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น