กลิ่นอายของฝุ่นละอองที่อบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืนภายในหอคอยกระจกสีครามช่างน่าอึดอัด แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างบานสูงใหญ่ทอดเงาเป็นเส้นสายยาวเหยียดลงบนพื้นหินอ่อนที่เย็นเฉียบ ราวกับรอยร้าวของกาลเวลาที่พยายามจะฉีกกระชากความเงียบงันให้แตกสลายไปตลอดกาล อลันยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางกองหนังสือเก่าแก่ที่ส่งกลิ่นสาบกระดาษเน่าเปื่อยผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรกลโบราณที่วางระเกะระกะอยู่รายรอบ
เขามักจะใช้เวลาในหอคอยแห่งนี้มากกว่าบ้านพักที่ไร้ชีวิตชีวา มือที่สวมถุงมือหนังสีเข้มของเขาค่อยๆ บรรจงหยิบเศษเสี้ยวของหน้ากากศิลาที่แตกหักขึ้นมาพินิจพิจารณา แสงสีครามที่สะท้อนจากกระจกบานใหญ่ข้างกายอาบไล้ไปบนใบหน้าซูบตอบของเขา ทำให้ดวงตาที่เหนื่อยล้าดูมีประกายวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ใกล้จะดับลงท่ามกลางพายุฝนที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอกหอคอย
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นจากบันไดวนที่ทำจากไม้โอ๊คเก่าแก่ อลันไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เขาก็รู้ดีว่านั่นคือเซร่า หญิงสาวผู้เป็นบุตรสาวของภัณฑารักษ์หอคอยที่มีใบหน้าเคร่งเครียดอยู่เป็นนิจ เธอถือตะเกียงน้ำมันที่แสงไฟแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการเดินที่เร่งรีบราวกับกำลังหนีจากบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านเงามืดของบันได
บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อเซร่าก้าวเข้ามาในรัศมีแสงของกระจกสีคราม เธอหยุดยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ลมหายใจของเธอหอบถี่และดูเหมือนจะมีบางอย่างที่เธอพยายามจะเอ่ยออกมาแต่ติดอยู่ที่ลำคอ ดวงตาสีเทาหม่นของเธอจ้องมองไปที่หน้ากากศิลาในมือของอลันด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
ความสัมพันธ์ระหว่างอลันและเซร่านั้นเริ่มต้นขึ้นจากความสงสัยในอดีตที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างน่าประหลาด อลันเป็นนักซ่อมแซมที่ถูกจ้างวานให้มาจัดการกับวัตถุต้องคำสาปเหล่านี้ ส่วนเซร่าคือผู้ดูแลหอคอยที่รู้ดีว่าทุกชิ้นส่วนที่เขาสัมผัสมีความหมายมากกว่าแค่ของเก่าผุพัง พวกเขาไม่เคยเชื่อใจกันอย่างสนิทใจ แต่ความจำเป็นในการเอาชีวิตรอดจากอาถรรพ์ที่วนเวียนอยู่ในหอคอยนี้ทำให้พวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยกันเหมือนดั่งเชือกสองเส้นที่ถักทอเข้าด้วยกันท่ามกลางความมืดมิด
“คุณไม่ควรแตะต้องมันในคืนนี้ อลัน เพราะดวงดาวในตำแหน่งนี้ส่งผลต่อจิตวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ข้างใน” เซร่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามความมืดที่ขยายตัว เธอขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นจนอลันได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คล้ายกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่ร่วงโรยไปนานแล้ว
อลันวางเศษศิลาลงบนโต๊ะไม้ที่สั่นไหวเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตาเธอ “ถ้าเราไม่รีบซ่อมแซมหน้ากากนี้ก่อนรุ่งสาง สิ่งที่ถูกจองจำอยู่จะหลุดออกมาทำลายทุกอย่างที่พ่อของเธอพยายามปกป้องไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอรู้ดีว่าคำสาปนี้ไม่ได้เลือกคน แต่มันเลือกที่จะกัดกินผู้ที่อ่อนแอที่สุดก่อนเสมอ”
เซร่าเม้มริมฝีปากแน่น มือของเธอกำชายเสื้อคลุมจนยับยู่ยี่ “ฉันรู้ดี แต่ฉันก็กลัวว่าถ้ามันถูกประกอบเข้าที่เดิม ตัวคุณเองนั่นแหละที่จะเป็นคนแรกที่ถูกกลืนกินไปกับความทรงจำที่หายไปในอดีต คุณเคยบอกเองไม่ใช่หรือว่าความจำคือคุกที่กักขังเราไว้ไม่ให้เป็นอิสระ”
อลันเดินเข้าไปหาเธอจนระยะห่างลดน้อยลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของกันและกัน “ความอิสระที่แลกมาด้วยความพินาศไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันมาที่นี่เพื่อยุติวงจรนี้ ไม่ใช่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมันอีกต่อไป” คำพูดของเขาหนักแน่นราวกับค้อนที่ตอกลงบนตะปูตัวสุดท้ายบนฝาโลงศพ
เสียงกระจกสีครามบานใหญ่เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เหมือนมีบางอย่างจากอีกฟากหนึ่งกำลังพยายามทุบตีเพื่อออกมา อลันหันกลับไปที่โต๊ะและหยิบกาวเรซินพิเศษที่ทำจากยางไม้โบราณขึ้นมาเตรียมไว้ ขณะที่เซร่ารีบวางตะเกียงลงแล้วหยิบเครื่องมือโลหะที่ใช้สำหรับการพิธีกรรมออกมาจากกระเป๋าผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท
เหตุการณ์แรกเริ่มขึ้นเมื่อเศษหน้ากากที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มลอยตัวขึ้นเหนือพื้นผิวไม้อย่างไร้แรงโน้มถ่วง แสงสีครามที่เคยส่องสว่างนิ่งๆ กลับเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับหยดเลือดที่กระจายตัวในน้ำ อลันรีบคว้าเศษศิลาชิ้นสำคัญเพื่อจะประกบเข้ากับรอยร้าว แต่แรงกระแทกจากอากาศที่มองไม่เห็นทำให้เขาเซถอยหลังไปกระแทกกับชั้นวางหนังสือจนล้มลง
“อลัน ระวังข้างหลังคุณ” เซร่าตะโกนสุดเสียงพลางพุ่งตัวเข้ามาผลักเขาออกไปให้พ้นวิถีของเศษศิลาที่หมุนคว้างเหมือนใบมีดโกน กระจกบานใหญ่ในห้องเริ่มร้าวเป็นทางยาวและเสียงกรีดร้องที่ฟังดูเหมือนภาษาโบราณที่ไม่มีมนุษย์คนไหนรู้จักดังสะท้อนก้องไปทั่วหอคอย
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม พื้นหินอ่อนใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดรอยแยกกว้างขึ้น อลันรีบคว้ามือเซร่าไว้ก่อนที่เธอจะตกลงไปในความมืดมิดที่เบื้องล่างดูเหมือนจะไร้ก้นบึ้ง เขาใช้กำลังทั้งหมดที่มีดึงเธอขึ้นมา ขณะที่เศษศิลายังคงหมุนรอบตัวพวกเขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมสูง
“เราต้องวางมันลงในพิมพ์ทองเหลืองเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นหอคอยนี้จะถล่มลงมาทับเราทั้งคู่” อลันตะโกนแข่งกับเสียงลมพายุที่เกิดขึ้นจากไหนก็ไม่ทราบได้ เขาและเซร่าร่วมมือกันอย่างยากลำบากในการควบคุมเศษศิลาด้วยแรงดึงดูดของแม่เหล็กพิเศษที่อยู่ในถุงมือของเขา
เหตุการณ์ที่สามคือจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อหน้ากากที่ประกอบกันจนเกือบสมบูรณ์เริ่มแผ่รังสีพลังงานที่ทำให้ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดขึ้นมาในอากาศรอบตัว อลันเห็นภาพบรรพบุรุษของเขาในชุดเครื่องแบบโบราณกำลังทำพิธีปิดผนึกสิ่งชั่วร้ายนี้ด้วยหยดเลือดและคำสาบาน เขาเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่าตนเองไม่ใช่คนนอก แต่เป็นสายเลือดที่ถูกเลือกให้เป็นผู้เฝ้าหอคอยนี้มาโดยตลอด
พลังงานสีแดงเริ่มกลืนกินทุกอย่างในห้องจนกลายเป็นสีขาวโพลน อลันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นผ่านหัวใจราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทง เขาเห็นใบหน้าของเซร่าที่ซีดเผือดแต่กลับมีแววตาที่มุ่งมั่น เธอไม่ได้ปล่อยมือจากเขาแม้ว่าพลังงานนั้นจะพยายามดึงตัวเธอออกไปไกลเท่าไหร่ก็ตาม ความรักและความผูกพันที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่จากการเผชิญหนาร่วมกันกลายเป็นเกราะป้องกันที่ทรงพลังที่สุด
เขาตัดสินใจใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระแทกเศษศิลาชิ้นสุดท้ายลงไปในร่องที่เหลืออยู่ แรงปะทะนั้นทำให้เกิดแสงวาบที่สว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า อลันรู้สึกเหมือนวิญญาณของเขาถูกดึงออกจากร่างและถูกเหวี่ยงไปไกลแสนไกล ก่อนที่ความมืดจะเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะทั้งหมด
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หอคอยกลับมาเงียบสงบเหมือนเดิม แสงจันทร์ยังคงสาดส่องผ่านช่องกระจกสีครามที่บัดนี้กลับมาสมบูรณ์ไร้รอยร้าว อลันพบว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นหินที่เย็นเฉียบและมีเซร่านั่งอยู่ข้างๆ เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่แววตาของเธอดูลึกซึ้งและเปลี่ยนไปอย่างถาวร ราวกับความทรงจำนับพันปีถูกถ่ายทอดลงมาสู่จิตวิญญาณของเธอในชั่วพริบตานั้น
“หน้ากากนั่นหายไปแล้ว อลัน แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามันยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในใจของเรา” เธอกล่าวเบาๆ มือของเธอแตะที่หน้าอกของตัวเอง อลันลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดในใจค่อยๆ จางหายไป แต่เขากลับรู้สึกถึงภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งกว่าเดิมที่ต้องแบกรับไว้ในฐานะผู้พิทักษ์คนใหม่ของหอคอยแห่งนี้
ความขัดแย้งในใจของอลันหมดไป เขาไม่ต้องการความอิสระจากการเป็นนักซ่อมแซมอีกต่อไป เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าที่นี่คือบ้านที่แท้จริง และการที่เขาได้พบกับเซร่าก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการกำหนดมานานนับพันปีเพื่อให้ทั้งสองช่วยกันรักษาสมดุลของโลกที่มองไม่เห็นนี้ไว้จากภัยคุกคามที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
พวกเขาทั้งสองยืนเคียงข้างกันมองออกไปนอกหน้าต่างหอคอยเห็นเมืองที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้านี้ มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยพลังและความสงบที่เกิดจากการยอมรับในโชคชะตาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่าในมุมมืดของหอคอยที่แสงจันทร์ส่องไปไม่ถึง เสียงสะท้อนของหน้ากากศิลาที่เพิ่งถูกซ่อมแซมกลับดังขึ้นเบาๆ อีกครั้ง ราวกับว่าคำสาปนั้นไม่ได้ถูกขจัดไปสิ้น หากแต่มันเพียงแค่รอเวลาที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้งในคืนที่ดวงจันทร์จะถูกบดบังด้วยเงาสีดำสนิท ซึ่งไม่มีใครรู้ได้เลยว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อใด
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น