เข็มวินาทีบนหน้าปัดทองเหลืองสั่นกระตุกอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงแหลมบาดหู รัตติกาลใช้คีมปากจิ้งจกคีบฟันเฟืองขนาดจิ๋วที่กำลังร้อนจัดออกมาจากใจกลางของกลไกทรงกลมท้องฟ้าท่ามกลางห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องและกระดาษเก่า กลิ่นโอโซนจางๆ ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศราวกับมีพายุสายฟ้าลูกย่อมๆ กำลังก่อตัวอยู่ภายในตัวเรือนนาฬิกาโบราณชิ้นนี้
"หยุดสั่นเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ความดันมิติจะทำให้ห้องนี้กลายเป็นจุณ" รัตติกาลสบถพึมพำขณะพยายามปรับจูนสกรูตัวเล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับระบบแรงโน้มถ่วงจำลองของนาฬิกา เหงื่อเม็ดโตไหลซึมผ่านไรผมลงมาตามสันกรามของเขา ผิวหนังบริเวณปลายนิ้วเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำจากการสัมผัสกับพลังงานดิบที่รั่วไหลออกมาจากรอยร้าวของเฟืองโลหะ
แสงสีม่วงอมฟ้าสาดส่องออกมาจากรอยแยกของเครื่องจักร เผยให้เห็นภาพหลอนของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับเข็มทิศที่สูญเสียทิศทาง รัตติกาลกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าหากไม่สามารถหยุดการหมุนของเฟืองหลักนี้ได้ ประตูปิดกั้นระหว่างห้วงเวลาจะถูกฉีกขาดและดูดกลืนทุกอย่างในเวิร์กช็อปแห่งนี้ให้หายไปในความว่างเปล่า
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมกับการปรากฏตัวของวาริน หญิงสาวในชุดคลุมสีเทาที่ดูแปลกตากว่าคนทั่วไปในละแวกนี้ เธอเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังรัตติกาลโดยไม่ส่งเสียง ร่างกายของเธอมีประกายแสงจางๆ ล้อมรอบราวกับว่าเธอไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นไม้เก่าๆ แห่งนี้จริงๆ แต่ดูเหมือนเธอกำลังลอยอยู่ในช่องว่างระหว่างความจริงกับความฝัน
"เครื่องจักรนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อซ่อมแซม แต่มันถูกสร้างมาเพื่อเป็นกรงขัง" วารินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบราวกับกระแสน้ำนิ่ง รัตติกาลไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ ซึ่งขัดกับความร้อนระอุของกลไกตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
รัตติกาลกระแทกค้อนขนาดเล็กเข้าที่ตัวล็อกระบบสำรองเพื่อหยุดการหมุน เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นก้องห้องทำงาน ก่อนที่เสียงเครื่องจักรจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงติ๊กๆ ที่เชื่องช้าลงจนน่าใจหาย เขาหอบหายใจอย่างหนักพลางปาดเหงื่อออกจากหน้าผากด้วยหลังมือที่สั่นเทา ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่ดูราวกับภาพสะท้อนของดวงดาว
"คุณมาที่นี่เพื่อบอกให้ผมหยุดทำงานของผมหรือว่าเพื่อมาดูจุดจบของโลกกันแน่" รัตติกาลถามพลางวางคีมลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยคราบเขม่า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานนับปีจากการเฝ้ามองความผิดปกติของเวลาที่ไม่มีใครเข้าใจนอกจากเขาเพียงคนเดียว วารินขยับตัวเข้ามาใกล้ชิดขึ้นจนเขาสามารถเห็นละอองดาวจางๆ ในม่านตาของเธอ
เธอชี้มือไปยังนาฬิกาดาราศาสตร์ที่สงบนิ่งลงแล้ว "คุณไม่ได้ซ่อมมันหรอกรัตติกาล คุณแค่กำลังถ่วงเวลาให้เหตุการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้มาถึงช้าลงอีกนิดเท่านั้น" วารินเอื้อมมือไปสัมผัสพื้นผิวที่ขรุขระของกลไกนาฬิกา ปลายนิ้วของเธอทิ้งรอยความเย็นจัดไว้เป็นฝ้าขาวบนเนื้อโลหะทองเหลืองที่เพิ่งร้อนจัดเมื่อครู่
รัตติกาลขมวดคิ้วแน่น ความสงสัยเริ่มก่อตัวในใจ เขาทำงานเป็นช่างซ่อมนาฬิกาดาราศาสตร์ในย่านเก่าแก่ของเมืองหลวงมานานพอที่จะแยกแยะได้ว่าใครเป็นลูกค้าและใครเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ วารินไม่ใช่คนธรรมดา และเครื่องจักรชิ้นนี้ก็ไม่ใช่แค่สมบัติเก่าเก็บที่เขารับซ่อมตามปกติ มันคือเครื่องมือที่พ่อของเขาเคยทิ้งไว้พร้อมคำสั่งเสียที่ห้ามเปิดเผยความลับ
"ถ้ามันเป็นกรงขัง แล้วใครเป็นคนสร้างกรงนี้ขึ้นมาเพื่อกักขังอะไร" เขาถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ วารินมองหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ทำให้รัตติกาลรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าความตายที่จ่ออยู่ตรงหน้าเสียอีก เธอหยิบเศษเฟืองที่ร่วงหล่นบนพื้นขึ้นมาพินิจพิเคราะห์
"มันไม่ได้ขังใครไว้ข้างในหรอก แต่ความจริงแล้วมันคือเครื่องปั่นด้ายของเวลาที่พันธนาการตัวคุณเอาไว้ในลูปที่ไม่มีวันสิ้นสุดต่างหาก" เธอวางเศษเฟืองลงบนโต๊ะก่อนจะเดินไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยนาฬิกาแขวนผนังนับร้อยเรือนที่เดินไม่ตรงกันเลยแม้แต่เรือนเดียว รัตติกาลรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาถูกบีบคั้นด้วยความจริงที่เขาพยายามปฏิเสธมาตลอดชีวิต
เขาเคยจำได้ว่าตัวเองเคยเดินทางออกไปนอกเมืองนี้เมื่อหลายปีก่อน แต่ความทรงจำเหล่านั้นกลับเลือนลางราวกับควันไฟ เขารู้สึกเหมือนติดอยู่ในเขาวงกตที่ไร้ทางออก โดยมีเวิร์กช็อปแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเผชิญ รัตติกาลเดินตามวารินไปที่ชั้นวางนาฬิกาไขลานโบราณเรือนหนึ่งที่เขาสังเกตเห็นว่ามันหยุดเดินมาตั้งแต่วันที่เขาเริ่มจำความได้
"ถ้าผมติดอยู่ในลูป ทำไมผมถึงแก่ตัวลง ทำไมผมถึงยังมีความทรงจำที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ วัน" รัตติกาลถามพร้อมกับเอื้อมมือไปแตะหน้าปัดนาฬิกาเรือนนั้น วารินหยุดเดินและหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มที่เศร้าสร้อย "เพราะการที่ลูปซ้อนทับกันหลายชั้นจนเกิดความผิดพลาดในระบบ คุณไม่ใช่คนคนเดียวที่อยู่ในนี้ รัตติกาล แต่คุณคือคนที่ถูกเลือกให้เป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุด"
รัตติกาลรู้สึกเวียนหัวอย่างรุนแรงเมื่อภาพในหัวเริ่มตัดสลับไปมาเหมือนฟิล์มภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำซ้อน เขาเห็นตัวเองในวัยเด็กกำลังหัดประกอบนาฬิกากับชายชราคนหนึ่งที่ดูเหมือนพ่อของเขามาก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เห็นตัวเองในอนาคตที่กำลังยืนร้องไห้อยู่หน้าเครื่องจักรดาราศาสตร์เรือนเดิมท่ามกลางเศษซากของเมืองที่ล่มสลาย
เขาพยายามตั้งสติก่อนจะหยิบเครื่องมือประจำตัวขึ้นมาเตรียมพร้อม "ผมไม่ได้ต้องการเป็นฟันเฟืองของใครทั้งนั้น ผมเป็นแค่ช่างซ่อมนาฬิกาที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างคนปกติ" เขาตะโกนก้องไปทั่วห้อง นาฬิกาทุกเรือนในร้านเริ่มส่งเสียงตีระฆังพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงกังวานนั้นดังบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของเขาจนแทบจะทนไม่ไหว
วารินไม่ได้หลบเลี่ยงเสียงนั้น เธอยืนนิ่งท่ามกลางพายุเสียงที่กำลังสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างของอาคาร "คนปกติไม่มีทางซ่อมกลไกของจักรวาลได้หรอกรัตติกาล การที่คุณอยู่ที่นี่คือการยอมรับชะตากรรมโดยไม่รู้ตัว แต่บัดนี้เมื่อคุณรู้แล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกทำลายมันทิ้งเสีย"
รัตติกาลมองไปที่เครื่องจักรดาราศาสตร์ที่เริ่มส่องแสงสว่างจ้าอีกครั้ง ครั้งนี้รอยร้าวบนกลไกขยายใหญ่ขึ้นจนมองเห็นมิติด้านในที่บิดเบี้ยว เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามลากเขาเข้าไปในนั้น มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่มันคือประตูที่เชื่อมต่อกับเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เขาเคยพยายามลืมเลือนไปตลอดกาล
เขาตัดสินใจเดินไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง หยิบไขควงเหล็กกล้าที่พ่อของเขาส่งต่อให้มาถือไว้แน่น นี่คือเครื่องมือชิ้นเดียวที่เขามั่นใจว่าสามารถหยุดยั้งกลไกนี้ได้ แต่มันต้องแลกด้วยการที่เขาต้องสูญเสียความทรงจำสุดท้ายที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับความจริงในปัจจุบัน ซึ่งนั่นก็คือใบหน้าของหญิงสาวที่เขารักในความทรงจำที่หายไป
รัตติกาลสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกระโจนเข้าใส่เครื่องจักรที่กำลังอาละวาด เขาใช้ไขควงแทงเข้าไปที่ศูนย์กลางของกลไกในจังหวะที่มันกำลังหมุนย้อนกลับ พลังงานมหาศาลปะทะเข้ากับร่างกายของเขาจนเขารู้สึกเหมือนกระดูกทุกส่วนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยมือจากการพยายามขัดขวางการหมุนของเฟืองหลักนั้น
เสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดเบี้ยวฟังดูราวกับเสียงร้องของสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะตาย วารินยืนดูเหตุการณ์นั้นด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอไม่ได้เข้ามาช่วย แต่เธอกลับร่ายรำรอบๆ ห้องทำงาน ราวกับกำลังถักทอเส้นด้ายแห่งเวลาที่หลุดลุ่ยขึ้นมาใหม่เพื่อปกป้องไม่ให้เวิร์กช็อปแห่งนี้พังทลายลงไปพร้อมกับมิติที่พังทลาย
"ถ้าคุณทำลายมันตอนนี้ ทุกสิ่งที่คุณเคยสร้างมาจะหายไปพร้อมกับความจำเรื่องตัวตนของคุณเอง" วารินเตือนเสียงดังท่ามกลางความวุ่นวาย รัตติกาลตะโกนตอบกลับ "ถ้าตัวตนของผมคือความผิดพลาดในเวลา ผมก็ไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว!" เขาออกแรงกดไขควงสุดกำลังจนเกิดประกายไฟสีขาวโพลนสว่างวาบไปทั่วห้อง
กลไกนาฬิกาดาราศาสตร์ระเบิดออกมาเป็นเศษชิ้นส่วนเล็กๆ กระจัดกระจายไปทั่วพื้นห้อง แรงกระแทกนั้นซัดร่างของรัตติกาลกระเด็นไปกระแทกกับผนังจนเขารู้สึกถึงความมืดมิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุมดวงตา เขาเห็นวารินเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ ร่างกายของเธอเริ่มเลือนหายไปกลายเป็นละอองดาวที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ
ความเงียบงันกลับคืนสู่เวิร์กช็อปอีกครั้ง นาฬิกาทุกเรือนหยุดเดินอย่างสิ้นเชิงเหมือนหัวใจที่หมดลมหายใจ รัตติกาลนอนนิ่งอยู่บนพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาวางมือลงบนหน้าอกของเขา สัมผัสนั้นอบอุ่นและคุ้นเคยอย่างประหลาดจนน้ำตาของเขาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบลง เขาเห็นภาพของตัวเขาเองในวัยเยาว์ยืนอยู่หน้าหน้าต่างร้านนาฬิกา มองดูท้องฟ้าที่มีดวงดาวส่องประกายสว่างไสวกว่าที่เคยเห็นในเมืองนี้ รัตติกาลรู้ดีว่าเขาได้ทำลายกรงขังนั้นลงแล้ว แต่เขาก็ไม่รู้เลยว่าหลังจากตื่นขึ้นมา เขาจะยังเป็นรัตติกาลคนเดิมอยู่หรือไม่
แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้เก่าเข้ามาตกกระทบที่ใบหน้าของรัตติกาลที่นอนอยู่บนพื้นห้องทำงานที่เงียบสงัด ฝุ่นละอองเต้นระบำอยู่ในลำแสงนั้นอย่างแช่มช้า นาฬิกาดาราศาสตร์ที่พังทลายเหลือเพียงเศษซากเหล็กกล้าที่ไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงกลางห้อง ราวกับเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่งที่ถูกลืมทิ้งไว้
รัตติกาลค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าราวกับผืนผ้าใบสีขาวที่ยังไม่ได้แต่งแต้มสีสัน เขาพยุงตัวขึ้นนั่งพลางมองไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยนาฬิกาที่หยุดเดินอย่างงุนงง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หรือแม้แต่ชื่อของตัวเองก็เริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำในหัว
เขามองไปที่มือของตัวเองเห็นรอยแผลเป็นจางๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมาเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา แต่ในห้องนี้กลับไม่มีร่องรอยของความรุนแรงใดๆ นอกจากความเงียบที่กดทับลงมาอย่างมหาศาล เขาตัดสินใจเดินไปที่ประตูหน้าร้านด้วยท่าทางที่เซไปมาเล็กน้อย
เมื่อเปิดประตูออกไป เขาก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตกใจ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ถนนในเมืองที่เขาคุ้นเคย แต่มันเป็นเพียงความว่างเปล่าสีเทาที่ทอดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับว่าโลกภายนอกได้ถูกลบเลือนไปจากการดำรงอยู่ รัตติกาลยืนนิ่งอยู่หน้าประตูนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าเขากำลังเป็นอิสระหรือถูกทอดทิ้งให้ติดอยู่ในนรกที่ลึกกว่าเดิม
เขาหันกลับไปมองในร้านอีกครั้ง เห็นเพียงเงาร่างของหญิงสาวที่จางหายไปในเงามืดของมุมห้อง เธอทิ้งทวนด้วยเสียงกระซิบที่เบาบางราวกับสายลม "เวลาไม่ใช่เรื่องของการซ่อมแซม แต่เป็นเรื่องของการยอมรับว่าทุกอย่างมีจุดจบเสมอ" รัตติกาลยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะก้าวเดินออกไปสู่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า โดยไม่หันหลังกลับมามองนาฬิกาที่หยุดเดินเหล่านั้นอีกเลย
เงาที่พร่าเลือนในหยดน้ำตาแห่งวันวาน
นาฬิกาทรายที่หยุดเดินในห้วงเวลาแห่งการสูญเสีย
เศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลือทิ้งไว้ในกรอบรูปเก่า
บันทึกที่ถูกลืมในห้องสมุดร้างกลางหุบเขา
บทเพลงที่แปรเปลี่ยนภายใต้เถ้าถ่านแห่งความทรงจำ
เสียงสะท้อนจากเปียโนที่ไร้เสียงในคืนจันทร์ดับ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น