เศษปูนปั้นสีขาวร่วงหล่นลงบนพื้นไม้กระดานเสียงดังแกรก กลิ่นฝุ่นผงของปูนเก่าที่ถูกขูดออกอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างของวิหารร้างแห่งนี้ ชายหนุ่มในชุดผ้ากันเปื้อนเปื้อนคราบฝุ่นขมวดคิ้วมุ่นขณะที่มือของเขาสั่นเล็กน้อยยามใช้มีดปลายแหลมสะกิดรอยร้าวบนใบหน้าของรูปปั้นนางอัปสรที่ดูเหมือนกำลังร้องไห้ด้วยหยาดน้ำตาที่ทำจากหินอ่อนสีดำ
ธาวินพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เพื่อไล่ฝุ่นที่เกาะตามจมูกพลางขยับแว่นขยายที่คาดอยู่บนศีรษะลงมาครอบดวงตา เขาทำงานเป็นนักบูรณะประติมากรรมมานานกว่าสิบปี แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดประหลาดจากวัตถุตรงหน้าได้รุนแรงเท่ากับครั้งนี้ ราวกับว่ารูปปั้นกำลังจ้องมองเขาด้วยความโหยหาบางอย่างที่ถูกฝังกลบมานานนับร้อยปี
เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่เข็มวินาทียังคงเดินไปอย่างเชื่องช้าในความเงียบสงัด แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านหน้าต่างทรงสูงเข้ามาทำให้ละอองฝุ่นเต้นระบำในอากาศราวกับวิญญาณที่ไร้ที่สิงสู่ ธาวินหยิบแปรงขนอ่อนขึ้นมาปัดเศษฝุ่นที่ค้างอยู่ออกอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะชะงักเมื่อนิ้วโป้งของเขาไปสัมผัสเข้ากับรอยบากที่ซ่อนอยู่หลังใบหูของรูปปั้น
รอยบากนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามแต่มันเป็นกลไกบางอย่างที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต ธาวินกดนิ้วลงไปเบาๆ เสียงกลไกเฟืองเหล็กที่ขึ้นสนิมดังสนั่นกังวานไปทั่วโถงวิหาร ทำให้ความเงียบที่ปกคลุมอยู่สลายไปในพริบตา เขารีบถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ ขณะที่ดวงตาของนางอัปสรหินอ่อนเริ่มขยับเขยื้อนอย่างแผ่วเบา
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาถูกจ้างวานให้มาที่นี่ในวันที่พายุฝนกำลังจะถล่มเมืองทั้งเมือง ธาวินรู้ดีว่าความลับที่เขาค้นพบอาจเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่เขากำลังวิ่งเข้าหาโดยไม่รู้ตัว แต่ความกระหายใคร่รู้ในฐานะนักบูรณะศิลป์กลับมีมากกว่าความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ เขาตัดสินใจหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องเข้าไปในช่องว่างที่เพิ่งเปิดออกเผยให้เห็นแผ่นทองคำขนาดเล็กที่มีอักษรโบราณจารึกอยู่ข้างใน
ความสัมพันธ์ของเขากับลินิน หญิงสาวที่เป็นผู้ว่าจ้างโครงการบูรณะนี้ดูเหมือนจะเริ่มซับซ้อนขึ้นนับตั้งแต่เขาเริ่มงานชิ้นนี้ ลินินมักจะปรากฏตัวในวิหารยามวิกาลเสมอพร้อมกับคำถามที่เขาไม่อยากตอบ เธอไม่ได้มาเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของงาน แต่เธอมาเพื่อหาทางเข้าถึงความลับที่ถูกปิดตายอยู่ในรูปปั้นนางอัปสรองค์นี้ ธาวินรู้ดีว่าเขากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่เขาก็ไม่สามารถหักห้ามใจที่จะสำรวจสิ่งที่อยู่ลึกลงไปกว่าชั้นปูนปั้น
ลินินก้าวเท้าเข้ามาในวิหารอย่างเงียบเชียบในขณะที่ธาวินกำลังอ่านจารึกบนแผ่นทองคำด้วยสายตาที่มุ่งมั่น แสงจากตะเกียงน้ำมันในมือเธอส่องให้เห็นเงาที่ทอดตัวยาวไปตามผนังวิหารที่ทรุดโทรม เธอมองเขาราวกับจะอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่ในหัวสมองของเขาผ่านท่าทางที่ดูเคร่งเครียดเกินจำเป็น
“คุณพบมันแล้วใช่ไหม ธาวิน” เสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกดดันที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน ธาวินไม่หันไปมองแต่เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ราวกับเธอไม่ใช่คนธรรมดาที่เดินดินทั่วไป เขารู้สึกถึงความแตกต่างของลินินตั้งแต่วันแรกที่พบกันที่พิพิธภัณฑ์ แต่นั่นไม่เคยสำคัญเท่ากับความลับที่เขาเพิ่งค้นพบในวันนี้
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แทนที่จะตอบคำถามเขาเลือกที่จะยื่นแผ่นทองคำนั้นให้เธอเห็นชัดๆ “นี่ไม่ใช่แค่ประติมากรรมธรรมดา ลินิน มันคือบันทึกการสังหารที่ถูกแปลงเป็นงานศิลปะ และผมคิดว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าใครคือคนที่ถูกจารึกชื่อไว้ในนี้” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่ธาวินจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่เขากำลังแบกรับอยู่
ลินินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและดูเหมือนจะขาดหายไปในสายลมที่พัดผ่านวิหาร “ความจริงมีหลายชั้นเหมือนชั้นปูนปั้นที่คุณพยายามขูดออกนั่นแหละ ธาวิน คุณคิดว่าคุณเป็นผู้บูรณะ แต่แท้จริงแล้วคุณอาจเป็นแค่ผู้ทำลายที่ถูกกำหนดมาให้ทำลายหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้” เธอก้าวเข้าหาเขาอย่างช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากของเธอทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
ธาวินพยายามตั้งหลักด้วยการคว้าค้อนเหล็กที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานมาไว้ในมือเพื่อป้องกันตัว เขาไม่ไว้ใจเธออีกต่อไป ความหลงใหลในศิลปะที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด “ผมไม่สนว่าคุณจะต้องการอะไร แต่ผมจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ต้องบิดเบี้ยวด้วยความต้องการส่วนตัวของคุณ ลินิน ถ้าคุณต้องการแผ่นทองคำนี้ คุณต้องข้ามศพผมไปก่อน”
ลินินหยุดเดินและมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ความเย็นชาที่เคยมีกลับกลายเป็นความเศร้าโศกอย่างประหลาด “คุณรู้ไหมว่าทำไมต้องเป็นคุณที่ได้รับเลือกให้มาบูรณะที่นี่ ก็เพราะว่าคุณคือทายาทคนสุดท้ายของช่างปั้นที่สร้างรูปปั้นองค์นี้ขึ้นมาเมื่อสามร้อยปีก่อน สายเลือดของคุณคือรหัสผ่านเพียงอย่างเดียวที่จะเปิดผนึกอำนาจที่ซ่อนอยู่ในหินอ่อนพวกนี้ได้” คำพูดของเธอเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของธาวินทำให้เขาสับสนจนทำอะไรไม่ถูก
เหตุการณ์ความขัดแย้งเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อพื้นวิหารเริ่มสั่นสะเทือนจากแรงสั่นสะเทือนใต้ดินที่ไม่มีใครคาดคิด เศษปูนปั้นจากเพดานเริ่มร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝน ธาวินรีบคว้าตัวลินินเอาไว้เพื่อไม่ให้เธอโดนเศษเสาที่พังถล่มลงมาทับ แต่เขาก็พบว่ามือของเธอเย็นเฉียบและผิวหนังของเธอเริ่มกลายเป็นสีเทาเหมือนกับหินอ่อนที่เขากำลังบูรณะอยู่
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณ!” ธาวินตะโกนแข่งกับเสียงหินที่แตกกระจาย เขาเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่แค่เรื่องของการหลอกลวง แต่มันคือคำสาปที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ ผ่านงานศิลปะที่เขารัก ลินินพยายามฝืนยิ้มแม้ใบหน้าของเธอจะเริ่มมีรอยร้าวปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างน่ากลัว เธอคว้ามือเขาไว้แน่นและพยายามส่งแผ่นทองคำคืนให้เขา
“จงทำลายมันซะธาวิน ถ้าคุณไม่ทำลายมัน คำสาปนี้จะไม่มีวันจบสิ้น และคุณจะต้องกลายเป็นรูปปั้นในวิหารนี้เหมือนกับคนอื่นๆ ที่เคยพยายามจะครอบครองมัน” เสียงของเธอเริ่มพร่าเลือนราวกับเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของมหาสมุทร ธาวินมองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามของหินอ่อนที่กำลังจะแตกสลายไปตลอดกาล
ธาวินตัดสินใจใช้ค้อนเหล็กในมือทุบลงไปที่ฐานของรูปปั้นนางอัปสรอย่างสุดแรงเกิด แรงกระแทกทำให้หินอ่อนแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ และในวินาทีนั้นเองเขาก็รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าพุ่งผ่านร่างของเขาไปสู่แผ่นทองคำที่อยู่ในมืออีกข้าง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงไปพร้อมกับความเงียบที่กลับคืนมาเยือนวิหารแห่งนี้อีกครั้ง
เมื่อเขาฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบใบหน้าของเขาผ่านช่องว่างของเพดานที่พังถล่มลงมา ธาวินพบว่าวิหารแห่งนี้ว่างเปล่า ไม่มีรูปปั้นนางอัปสร ไม่มีลินิน และไม่มีร่องรอยของแผ่นทองคำ ทุกอย่างเหลือเพียงกองซากปรักหักพังที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา เขาลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนแรงก่อนจะพบว่ามือของเขามีรอยแผลเป็นรูปเดียวกับสัญลักษณ์บนแผ่นทองคำนั้น
เขามองไปรอบๆ วิหารด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่า ความจริงที่เขาค้นพบไม่ใช่สมบัติล้ำค่าหรืออำนาจวิเศษ แต่เป็นความรับผิดชอบที่หนักอึ้งในการแบกรับประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน ธาวินก้าวเดินออกจากวิหารทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นดินที่เปียกชื้นจากฝนที่เพิ่งหยุดตก เขารู้ว่านับจากนี้ไปเขาจะไม่ใช่คนเดิมที่เคยหลงใหลในงานบูรณะเพียงเพราะความสวยงามอีกต่อไป
เขาเดินกลับไปยังรถของเขาที่จอดอยู่ห่างออกไป ลมหนาวพัดผ่านร่างของเขาทำให้เขาสั่นสะท้าน แต่ในความหนาวนั้นเขากลับรู้สึกถึงความโล่งใจที่ได้ปลดปล่อยพันธนาการที่ติดตัวมานานนับร้อยปี เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าขึ้นมาจดบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่สนว่าจะมีใครเชื่อหรือไม่ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาสามารถยุติวงจรของความทุกข์ระทมที่ขังคนไว้ในก้อนหินได้แล้ว
แสงไฟจากรถส่องสว่างบนถนนที่ทอดยาวในความมืด ธาวินเหลือบมองกระจกหลังและเห็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหาร เธอไม่ได้มองตามเขาแต่เธอกำลังก้มลงมองพื้นดินที่ว่างเปล่าด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา และในวินาทีนั้นเขาก็รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเธอยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ แต่มันได้เปลี่ยนรูปแบบไปตลอดกาล
เขาขับรถออกไปทิ้งวิหารร้างไว้เบื้องหลังพร้อมกับความลับที่ถูกฝังกลบอีกครั้งใต้ชั้นดินที่หนาเตอะ ธาวินรู้ดีว่าโลกนี้ยังมีประติมากรรมอีกมากมายที่รอการบูรณะ และในทุกๆ ชิ้นงานอาจมีเรื่องราวที่รอวันถูกปลดปล่อย เขาจะทำหน้าที่เป็นผู้ปกป้องความจริงนั้นไว้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความโดดเดี่ยวตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ก็ตาม
ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ธาวินนั่งอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ ของเขา จ้องมองไปที่รอยแผลเป็นบนฝ่ามือที่ยังคงเรืองแสงจางๆ ราวกับดวงดาวในยามค่ำคืน เขาไม่ได้รู้สึกกลัวอีกต่อไป แต่เขากลับรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดของเขา ซึ่งเตือนให้เขารู้ว่าหน้าที่ในฐานะนักบูรณะของเขานั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงเท่านั้น
เงาที่พร่าเลือนในหยดน้ำตาแห่งวันวาน
นาฬิกาทรายที่หยุดเดินในห้วงเวลาแห่งการสูญเสีย
เศษเสี้ยวความทรงจำที่เหลือทิ้งไว้ในกรอบรูปเก่า
บันทึกที่ถูกลืมในห้องสมุดร้างกลางหุบเขา
บทเพลงที่แปรเปลี่ยนภายใต้เถ้าถ่านแห่งความทรงจำ
เสียงสะท้อนจากเปียโนที่ไร้เสียงในคืนจันทร์ดับ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น