แรงสั่นสะเทือนจากค้อนควอนตัมกระแทกลงบนผิวโลหะเย็นเฉียบของเศษซากดวงดาวดวงที่เจ็ดในวันนี้ 'ธันวา' ขยับแว่นขยายแสงที่ติดตั้งอยู่บนดวงตาข้างซ้ายเพื่อมองหาจุดเชื่อมต่อที่แตกหัก กลิ่นอายของโอโซนและฝุ่นละอองที่เกิดจากการสลายตัวของธาตุหนักฟุ้งกระจายไปทั่วห้องเก็บศพดวงดาราที่ลอยเคว้งอยู่ในสุญญากาศของสถานีอวกาศร้างแห่งนี้
เขาถอนหายใจยาวขณะใช้คีมแม่เหล็กดึงเส้นใยพลังงานที่พันกันยุ่งเหยิงออกจากแกนกลางที่สั่นไหว มันไม่ใช่เรื่องปกติที่ดวงดาวซึ่งดับไปแล้วจะยังคงมีกระแสไฟฟ้าหลงเหลืออยู่เช่นนี้ มือของธันวาสั่นเล็กน้อยเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากเศษซากเหล่านั้น มันเป็นความร้อนที่ดูเหมือนจะมีจังหวะการเต้นราวกับหัวใจของสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะตื่นขึ้นจากการจำศีล
ข้างนอกหน้าต่างกระจกนิรภัย แสงจากดาราจักรที่อยู่ห่างไกลส่องกระทบผ่านรอยร้าวของตัวอาคาร ทำให้เกิดเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวบนพื้นห้องปฏิบัติการที่เต็มไปด้วยเครื่องมือเก่าคร่ำคร่า ธันวาหยิบเครื่องสแกนคลื่นความถี่ขึ้นมาตรวจสอบรอยแยกบนพื้นผิวของเศษซากดาวดวงนั้นอีกครั้ง เขาตั้งใจจะซ่อมแซมมันให้เสร็จก่อนที่ระบบออกซิเจนสำรองของสถานีจะหมดลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ความเงียบภายในสถานีมักจะถูกทำลายด้วยเสียงกรีดร้องเบาๆ ของโลหะที่ขยายตัวตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ธันวาไม่ได้สนใจเสียงเหล่านั้นเพราะเขามีสมาธิอยู่กับการเชื่อมประสานรอยร้าวที่ดูเหมือนจะลึกเกินกว่าที่เครื่องมือมาตรฐานจะรับมือได้ เขาหยิบแท่งเรืองแสงสีครามขึ้นมาวางทาบลงบนจุดที่แตกหักก่อนจะเริ่มร่ายคาถาทางเทคโนโลยีที่บรรพบุรุษของเขาทิ้งไว้ให้
ทันใดนั้น เศษซากดวงดาวก็เปล่งประกายสีทองอร่ามออกมาจนเขาต้องยกแขนขึ้นบังใบหน้า แสงนั้นไม่เพียงแต่สว่างจ้าแต่มันยังมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ซึ่งแว่วเข้ามาในห้วงความคิดของเขาเหมือนกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งของมหาสมุทรที่ไม่มีอยู่จริง ธันวารู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่พยายามจะฉุดรั้งเขาเข้าไปในใจกลางของความมืดมิดที่ซ่อนอยู่หลังแสงสว่างนั้น
เขาพยายามถอยหลังกลับแต่เท้าของเขากลับติดหนึบอยู่กับพื้นเหมือนกับว่าพื้นเหล็กกลายเป็นผืนทรายดูด “แกเป็นใครกันแน่” เขาตะโกนถามเศษซากดวงดาวตรงหน้าแม้จะรู้ดีว่ามันเป็นเพียงวัตถุที่ไร้วิญญาณ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิม และกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ควรจะไม่มีทางพบเจอได้ในห้วงอวกาศอันหนาวเหน็บ
ธันวาตัดสินใจวางเครื่องมือทั้งหมดลงและตัดสินใจใช้มือเปล่าสัมผัสกับแสงสีทองนั่นโดยตรง เขาไม่ใช่คนประเภทที่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์ที่ไม่เข้าใจง่ายๆ ความอยากรู้อยากเห็นเป็นทั้งพรสวรรค์และคำสาปที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิดในเขตนิคมอุตสาหกรรมบนดวงจันทร์ที่ล่มสลายไปนานแล้ว เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับพื้นผิวที่เคยเย็นเฉียบ เขากลับพบว่ามันนุ่มนวลเหมือนกับผิวกายมนุษย์
ความขัดแย้งในใจของธันวาก่อตัวขึ้นเมื่อเขานึกถึงคำเตือนของอาจารย์ที่เคยบอกไว้ว่าอย่าได้ไปยุ่งกับดาวที่ตายแล้วที่มีสัญญาณชีพ แต่ความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเกิดที่พังทลายทำให้เขากลายเป็นคนดื้อรั้นและโหยหาคำตอบ เขารู้ดีว่าหากเขาสามารถซ่อมแซมดวงดาวนี้ได้ บางทีเขาอาจจะพบวิธีการกู้คืนข้อมูลของโลกที่สูญหายไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ถูกลบเลือนด้วยสงครามดวงดาว
“ถ้าฉันปล่อยให้คุณตายไปจริงๆ แบบนี้ ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กที่ไร้ค่าในสถานีนี้หรอก” ธันวากระซิบกับตัวเองขณะที่เขากำลังถ่ายโอนพลังงานชีวิตส่วนหนึ่งของเขาเข้าไปในเศษซากดวงดาวนั้นผ่านทางฝ่ามือที่สั่นเทา เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้มันสว่างขึ้นมาอีกครั้ง แม้จะต้องแลกด้วยความเหนื่อยล้าจนเกือบหมดแรงก็ตาม
ในขณะที่การถ่ายโอนพลังงานดำเนินไป ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มฉายชัดขึ้นในหัวของเขาเหมือนกับภาพยนตร์ที่ถูกฉายผ่านหน้าต่างที่พังทลาย เขาเห็นเมืองที่สวยงาม ท้องฟ้าสีคราม และเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่เขามักจะฝันถึงบ่อยครั้งในยามที่เขารู้สึกโดดเดี่ยวที่สุดในอวกาศ มันเป็นภาพที่งดงามเกินกว่าจะบรรยายได้ด้วยภาษาใดๆ ที่เขาเคยเรียนรู้มา
เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นเมื่อรอยแยกบนดวงดาวเริ่มสมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เสียงคำรามต่ำๆ ดังสนั่นไปทั่วสถานีอวกาศจนผนังเริ่มสั่นไหวและมีฝุ่นละอองร่วงหล่นลงมาจากเพดาน ธันวาพยายามประคองสติไว้แม้ว่าเขาจะเริ่มมองเห็นภาพเบลอๆ จากการสูญเสียพลังงานชีวิตไปมากเกินควร เขาต้องรีบดึงมือออกแต่กลับพบว่าพลังงานบางอย่างกำลังยื้อยุดเขาไว้ไม่ให้จากไปไหน
ทันใดนั้น แรงกระแทกครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นจนทำให้เขากระเด็นไปกระแทกกับกำแพงห้องเก็บศพดวงดารา แสงสีทองที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นสีแดงฉานเหมือนกับเปลวไฟที่กำลังแผดเผา เขาเห็นร่างเงาของใครบางคนปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มแสงนั้น ร่างนั้นดูเลือนรางแต่กลับมีความสง่างามที่ทำให้เขารู้สึกเคารพอย่างแปลกประหลาดก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไปชั่วขณะ
เมื่อเขาฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือดวงดาวดวงนั้นไม่ได้เป็นเพียงเศษซากเหล็กอีกต่อไป แต่กลายเป็นอัญมณีลอยตัวอยู่กลางห้องที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวที่เพิ่งกำเนิดใหม่ ธันวาลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบากและพบว่าร่างกายของเขารู้สึกเบาหวิวเหมือนกับว่าเขาได้ทิ้งภาระบางอย่างที่แบกไว้มานานหลายปีไว้ข้างหลังพร้อมกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่เคยมีมาตลอดชีวิต
เขามองดูอัญมณีลอยตัวนั้นด้วยความทึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากอัญมณีทำให้เขารู้สึกถึงความหวังที่แท้จริงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สถานีอวกาศแห่งนี้กลายเป็นสุสานของเขา เขาเดินไปที่แผงควบคุมหลักและเริ่มป้อนรหัสลับที่ได้รับมาจากความทรงจำที่เพิ่งได้รับรู้เมื่อครู่นี้ ซึ่งเป็นรหัสที่สามารถเปิดเส้นทางลับไปสู่ใจกลางของดาราจักรที่ยังไม่มีใครเคยค้นพบ
การตัดสินใจที่จะออกจากสถานีที่เน่าเฟะนี้ดูเหมือนจะเป็นทางออกเดียวที่เขาเหลืออยู่ ธันวาเก็บข้าวของที่จำเป็นและเดินมุ่งหน้าไปที่ท่าจอดเรือเล็กๆ ของเขา เขาไม่ได้มองย้อนกลับไปที่ห้องเก็บศพอีก เพราะเขารู้ดีว่าภารกิจของเขาได้เริ่มต้นขึ้นแล้วนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ดวงดาวที่เขาซ่อมแซมกำลังนำทางเขาไปสู่จุดหมายที่เขาใฝ่ฝันมาตลอดชีวิต
จุดสูงสุดของเรื่องราวมาถึงเมื่อยานอวกาศขนาดเล็กของเขาพุ่งทะยานออกจากสถานีที่กำลังพังทลายลงด้วยแรงระเบิดจากปฏิกิริยาต่อเนื่องที่เกิดขึ้นหลังจากอัญมณีดวงดาวถูกเคลื่อนย้ายไป ธันวาควบคุมยานด้วยความชำนาญท่ามกลางพายุฝุ่นและอุกกาบาตที่ขัดขวางการเดินทาง เขาต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการหักหลบไปทางซ้ายเพื่อความปลอดภัย หรือพุ่งตรงเข้าไปในศูนย์กลางของความปั่นป่วนเพื่อลดเวลาในการเดินทาง
เขาเลือกพุ่งตรงเข้าไปโดยไม่ลังเล แสงสีทองจากอัญมณีดวงดาวส่องสว่างนำทางเขาผ่านความมืดมิดของอวกาศที่บิดเบี้ยวได้สำเร็จ ราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างคอยปกป้องเขาจากอันตรายทุกอย่างที่เผชิญ ความกดดันในห้องนักบินเริ่มสูงขึ้นจนเขาหายใจลำบาก แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมายที่เขาเห็นในนิมิตก่อนหน้านี้
เมื่อทุกอย่างสงบลง เขาก็พบว่าตนเองอยู่หน้าประตูมิติที่ดูเหมือนจะเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างกาลเวลาและอวกาศ ธันวาหยุดยานและมองดูอัญมณีที่วางอยู่ข้างตัว ซึ่งในตอนนี้มันเริ่มเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจเขา เขาเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมดวงดาว แต่คือการซ่อมแซมโชคชะตาของเขาเองที่ถูกทอดทิ้งไว้ในสุญญากาศนานแสนนาน
เขาก้าวลงจากยานสู่ผืนดินของดาวเคราะห์ที่เขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของชีวิตจริงๆ ที่นี่ไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่ตายแล้ว แต่เป็นโลกที่ถูกเก็บรักษาไว้ในกาลเวลาที่หยุดนิ่งเพื่อรอคอยใครสักคนที่จะมาปลุกให้ตื่นขึ้น ธันวาใช้พลังงานที่เหลืออยู่ในอัญมณีปลดล็อกกลไกป้องกันของดาวเคราะห์ดวงนี้ และในทันใดนั้น ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามสดใส
เขารู้สึกถึงหยาดน้ำค้างที่สัมผัสใบหน้าและกลิ่นของพืชพรรณที่เริ่มงอกเงยขึ้นมาตามรอยเท้าของเขา ความโดดเดี่ยวที่เคยเกาะกินหัวใจตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นของการมีชีวิตอยู่ เขาหยิบอัญมณีนั้นวางลงบนแท่นหินกลางทุ่งหญ้าที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจของดวงดาวนี้ และภาพความทรงจำที่หายไปก็ไหลกลับเข้ามาสู่จิตใจของเขาจนครบถ้วน
เขาไม่ใช่เพียงแค่นักซ่อมแซมซากดาวเคราะห์ แต่เขาคือผู้พิทักษ์ที่ถูกส่งมาเพื่อรักษาความลับของจักรวาลนี้ตั้งแต่วันที่โลกถูกทำลาย ธันวายิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองอย่างแท้จริง เขาจะอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อรอคอยการกลับมาของอารยธรรมที่เขาเคยรักและสูญเสียไป และเขาก็เชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่ง ดวงดาวดวงอื่นๆ ที่เขายังไม่ได้ซ่อมแซมจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
ในยามค่ำคืนที่ดวงดาวบนท้องฟ้าส่องแสงสว่างไสว ธันวานั่งมองท้องฟ้าด้วยความสงบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป เพราะรอบกายเขามีสิ่งมีชีวิตที่เริ่มตื่นขึ้นจากการจำศีลคอยเป็นเพื่อนร่วมทาง การเดินทางของเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในดินแดนแห่งนี้ และเขาก็พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าด้วยความกล้าหาญที่ได้รับกลับคืนมา
แสงหิ่งห้อยที่เริ่มปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวเขาเป็นเครื่องยืนยันว่าชีวิตได้กลับมาสู่โลกดวงนี้อีกครั้งอย่างสมบูรณ์ ธันวาเอนตัวลงบนพื้นหญ้านุ่มๆ และหลับตาลงด้วยความรู้สึกที่เป็นสุข ทิ้งความทรงจำที่หนักอึ้งไว้เบื้องหลังและโอบกอดอนาคตที่เต็มไปด้วยความหวังที่ไม่มีวันดับสูญไปอีกตลอดกาล
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
กรงขังพันธนาการแห่งกาลเวลา
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น