นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
แอ็กชัน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-05-19

ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร

โดย แอดมิน
ภาษา: ไทย 12+

3.0
1 การให้คะแนน · 1 ความคิดเห็น
12 views
1 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เมื่ออดีตหน่วยปฏิบัติการพิเศษต้องกลับมาจับปืนอีกครั้ง เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไปจากมือมาเฟียข้ามชาติ ท่ามกลางสมรภูมิเดือดกลางมหาสมุทรที่ไม่มีใครรอดชีวิต

แสงไฟนีออนสลัวๆ ของบาร์เหล้าเถื่อนในย่านมุมมืดของกรุงเทพฯ สะท้อนกับแก้ววิสกี้ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ 'ศิลา' ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปีที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วซ้าย นั่งนิ่งราวกับรูปปั้น เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่ม แต่มาเพื่อรอคอยคำตอบที่เขาต้องการมาตลอดห้าปีที่ผ่านมา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายฉกรรจ์สามคนเดินตรงมาที่โต๊ะของเขา กลิ่นบุหรี่ราคาถูกและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก ศิลาขยับตัวเพียงเล็กน้อย สัญชาตญาณนักฆ่าที่เคยถูกฝังกลบไว้เริ่มตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“แกมาหาเรื่องผิดที่แล้วไอ้หนุ่ม” หนึ่งในชายฉกรรจ์เอ่ยขึ้น มือของมันล้วงเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตหนัง ศิลายิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เย็นเยียบจนอีกฝ่ายรู้สึกเสียวสันหลัง “ฉันไม่ได้มาหาเรื่อง แต่มาทวงถามถึงของที่พวกแกขโมยไปจากบ้านของฉัน” ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะคว้าขวดเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะฟาดเข้าที่ขมับของชายคนแรกอย่างรวดเร็ว เสียงแก้วแตกกระจายดังก้องไปทั่วบาร์ ความโกลาหลเริ่มต้นขึ้นในเสี้ยววินาที

ศิลาเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป เขาหลบหมัดของคนที่สองและหักข้อมือมันจนกระดูกลั่นเปรี๊ยะ ก่อนจะหมุนตัวเตะเข้าที่ก้านคอจนร่างนั้นล้มลงไปกองกับพื้น ความชำนาญในการต่อสู้ระยะประชิดที่เคยได้รับการฝึกฝนจากหน่วยปฏิบัติการลับยังคงอยู่ในสายเลือดของเขา แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีเขาก็ไม่เคยลืมมัน เขาจัดการพวกมันจนหมอบราบคาบแก้วภายในเวลาไม่ถึงนาที ก่อนจะก้มลงไปกระชากคอเสื้อชายคนสุดท้ายที่ยังพอมีสติ “ใครเป็นคนสั่ง? ตอบมา ไม่งั้นฉันจะส่งแกไปลงนรกเดี๋ยวนี้”

ชายคนนั้นสั่นด้วยความกลัว “มัน...มันคือ 'ดีลเลอร์' มันคุมเรือขนส่งสินค้าอยู่ที่ท่าเรือคลองเตย คืนนี้ตอนเที่ยงคืน มันจะเอาของลงเรือออกไปต่างประเทศ” ศิลาปล่อยมือจากคอเสื้ออีกฝ่ายแล้วเดินออกจากบาร์ไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้บรรยากาศภายในร้านตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว เขาเดินออกไปสู่สายฝนที่เริ่มตกลงมาปรอยๆ ล้างคราบเลือดที่ติดอยู่บนมือของเขา นี่คือจุดเริ่มต้นของการล้างแค้นที่เขาเฝ้ารอมานานแสนนาน

ที่ท่าเรือคลองเตยยามเที่ยงคืน บรรยากาศเงียบเชียบผิดปกติ มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งและเสียงเครื่องยนต์ของเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ที่จอดเทียบท่า ศิลาซุ่มมองดูสถานการณ์จากระยะไกลผ่านกล้องส่องทางไกล เขาสังเกตเห็นชายชุดดำนับสิบคนยืนคุ้มกันรอบบริเวณ 'ดีลเลอร์' ชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานแต่แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมโหด กำลังยืนสั่งการอยู่ใกล้ๆ ตู้คอนเทนเนอร์ ศิลารู้ดีว่าหากบุกเข้าไปตรงๆ โอกาสรอดมีน้อยมาก แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น

เขาเริ่มขยับตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างเงียบเชียบเหมือนเงา เขาใช้ความมืดและมุมอับของตู้คอนเทนเนอร์เป็นที่กำบัง จัดการกับยามที่เดินตรวจตราด้วยมีดพกเพียงเล่มเดียวอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ศพแล้วศพเล่าถูกซ่อนไว้ในมุมมืด จนกระทั่งเขาสามารถเข้าใกล้ตัวดีลเลอร์ได้ในระยะห่างไม่ถึงสิบเมตร ทันใดนั้น สปอร์ตไลท์ดวงใหญ่ก็สาดส่องลงมาที่ตัวเขา พร้อมกับเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว ศิลาทิ้งตัวลงกลิ้งกับพื้นก่อนจะควักปืนพกคู่ใจออกมาแลกกระสุนกับพวกศัตรู

“จับมันให้ได้! อย่าให้มันตายง่ายๆ!” เสียงตะโกนของดีลเลอร์ดังขึ้นเหนือเสียงปืน ศิลาหาที่กำบังหลังตู้เหล็กหนา เขาหอบหายใจถี่ด้วยความตื่นตัว กระสุนเฉียดไหล่เขาไปเพียงนิดเดียว “พวกแกคิดว่าจำนวนคนจะชนะทักษะของฉันได้งั้นเหรอ?” ศิลาพึมพำกับตัวเองก่อนจะหยิบระเบิดควันออกมาปาออกไป ควันหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้ทัศนวิสัยของพวกศัตรูแย่ลงทันที เขาฉวยโอกาสนี้พุ่งเข้าใส่พวกมันเหมือนเสือดาว

ภายในกลุ่มควัน เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นเป็นระยะ ศิลาเคลื่อนไหวไปมาเหมือนภูตผี เขาใช้ปืนยิงสกัดและใช้ศิลปะการต่อสู้ปิดฉากพวกมันทีละคนจนล้มลงไปกองกับพื้น ในที่สุดเขาก็ประจันหน้ากับดีลเลอร์ ดีลเลอร์พยายามจะชักปืนออกมาแต่ศิลาเร็วกว่า เขาพุ่งเข้าประชิดตัวและล็อกคออีกฝ่ายไว้ “บอกมาว่าสิ่งที่พวกแกขโมยไปอยู่ที่ไหน” ศิลาถามด้วยน้ำเสียงกึ่งตะคอก

ดีลเลอร์หัวเราะร่าทั้งที่ใบหน้าเปื้อนเลือด “แกไม่มีวันได้มันคืนหรอกศิลา ของสิ่งนั้นมันถูกส่งออกไปกับเรือลำนี้แล้ว และแก...ก็ต้องตายไปกับความพ่ายแพ้นี้” ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังขึ้นจากท้ายเรือ เรือบรรทุกสินค้าเริ่มเอียงตัวและจมลงสู่ก้นทะเล ศิลาตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเสียโอกาสในการทวงคืนของสำคัญไปแล้ว แต่ในจังหวะนั้นเอง เขาก็เห็นกล่องโลหะใบหนึ่งลอยขึ้นมาจากน้ำที่กระเด็นขึ้นมาจากการระเบิด

ด้วยสัญชาตญาณ ศิลาตัดสินใจกระโดดลงไปในน้ำที่เย็นจัดเพื่อคว้ากล่องใบนั้นมา เขาว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมและเศษเหล็กที่กระจัดกระจายไปทั่ว ท่ามกลางความมืดมิดของมหาสมุทร เขาคว้ากล่องใบนั้นไว้ได้แน่น ก่อนจะว่ายกลับขึ้นฝั่งด้วยแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ เมื่อเขากลับขึ้นมาถึงท่าเรือ ร่างกายของเขาก็แทบจะขยับไม่ได้อีกต่อไป เขาหอบหายใจอยู่บนพื้นคอนกรีต มองดูเรือที่จมลงสู่ก้นทะเลพร้อมกับความลับของมาเฟียกลุ่มนั้น

ศิลาเปิดกล่องโลหะใบนั้นออก ภายในเป็นไฟล์ข้อมูลลับที่บรรจุความลับขององค์กรข้ามชาติที่คอยบงการอาชญากรรมทั่วโลก นี่คือเหตุผลที่พวกมันต้องการฆ่าเขา เพราะเขาคือคนเดียวที่รู้ว่าไฟล์นี้อยู่ที่ไหนและมันสำคัญเพียงใด ตอนนี้เขามีสิ่งที่ต้องการแล้ว แต่เขาก็รู้ดีว่าสงครามนี้ยังไม่จบสิ้น ศิลาลุกขึ้นยืนช้าๆ รวบรวมสติและเดินหายไปในเงามืดของเมืองใหญ่ ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในภารกิจล้างแค้นที่ยาวนานนับสิบปีของเขา

หลายเดือนผ่านไป ศิลาไม่ได้หยุดพัก เขาใช้ข้อมูลในไฟล์นั้นแกะรอยเครือข่ายของดีลเลอร์ไปจนถึงฐานลับในต่างประเทศ เขาเดินทางข้ามทวีป ปะทะกับนักฆ่ารับจ้างและทหารรับจ้างนับไม่ถ้วน แต่ละย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยอันตรายและการเฉียดตาย เขากลายเป็นตำนานที่ถูกขนานนามว่า 'เงาแห่งความตาย' ที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ จนกระทั่งเขามาถึงฐานทัพสุดท้ายของพวกมาเฟียที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาในแถบยุโรปตะวันออก

ที่นั่น เขาพบกับ 'บอสใหญ่' ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทุกอย่าง บรรยากาศภายในฐานทัพนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความตึงเครียด ศิลาไม่ได้มาเพื่อเจรจา เขามาเพื่อปิดบัญชีแค้นที่ค้างคา การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือด เขาต้องฝ่าด่านลูกน้องฝีมือดีนับร้อยคนด้วยอาวุธที่มีเพียงไม่กี่อย่าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า เขาสามารถก้าวผ่านทุกอุปสรรคจนมาถึงห้องทำงานของบอสใหญ่ได้สำเร็จ

บอสใหญ่ยืนรอเขาอยู่ด้วยท่าทีที่สงบนิ่ง “แกมาได้ไกลกว่าที่ฉันคิดนะศิลา แต่สุดท้ายแกก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมของฉัน” บอสใหญ่พูดพร้อมกับหยิบปืนขึ้นมาเล็งไปที่ศิลา ศิลายิ้มตอบ “หมากตัวนี้แหละที่จะทำลายกระดานของแกให้หมด” ทั้งสองแลกกระสุนกันอย่างดุเดือด เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องทำงาน กระจกหน้าต่างแตกกระจาย ร่างของทั้งคู่เต็มไปด้วยบาดแผล แต่ไม่มีใครยอมถอย

ศิลาใช้ความเร็วพุ่งเข้าประชิดตัวและปลดอาวุธบอสใหญ่ได้สำเร็จ เขาเหวี่ยงร่างบอสใหญ่ไปกระแทกกับผนังห้อง ก่อนจะหยิบปืนขึ้นมาจ่อที่หน้าผากอีกฝ่าย “จบกันเสียที” ศิลาพูดเสียงเรียบก่อนจะเหนี่ยวไก เสียงปืนนัดเดียวดังขึ้นปิดฉากความแค้นที่ยาวนาน ฐานทัพทั้งหมดเริ่มสั่นสะเทือนจากการทำลายตนเองที่บอสใหญ่ตั้งระบบไว้ ศิลารีบวิ่งหนีออกมาจากอาคารก่อนที่มันจะระเบิดเป็นจุณ

เขายืนมองเปลวเพลิงที่ลุกโชนท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ความแค้นที่เคยกัดกินใจเขามาตลอดหายไปสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามา เขาหยิบรูปถ่ายครอบครัวที่พกติดตัวไว้ออกมามองเป็นครั้งสุดท้าย “ฉันทำสำเร็จแล้ว” เขากล่าวเบาๆ ก่อนจะเดินจากไปในความมืดที่ไร้จุดหมาย ทิ้งไว้เพียงตำนานของชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาและสามารถล้างแค้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางความเงียบงันของโลกที่ไม่มีใครรู้เรื่องราวเบื้องหลังของการสูญเสียและชัยชนะในครั้งนี้

เรื่องราวของศิลากลายเป็นเพียงเสียงเล่าขานในวงการใต้ดิน ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน บางคนบอกว่าเขาไปใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก บ้างก็บอกว่าเขายังคงแฝงตัวอยู่ในเงามืดเพื่อกำจัดความชั่วร้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ศิลาได้พิสูจน์แล้วว่าตราบใดที่มีความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่ชัดเจน แม้แต่คนเพียงคนเดียวก็สามารถทลายอาณาจักรของเหล่าร้ายให้พินาศลงได้ และความยุติธรรมที่เขาไขว่คว้ามาด้วยเลือดนั้น จะคงอยู่เป็นบทเรียนให้แก่ผู้ที่คิดจะทำชั่วตลอดไป

เขายังคงเดินทางต่อไปในทุกที่ที่มีคนต้องการความช่วยเหลือ ศิลากลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบขรึม เขาไม่ใช่ฮีโร่ในชุดเกราะ แต่เป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผ่านบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดของชีวิตมาได้ สงครามของเขายังไม่จบลงจริงๆ เพราะตราบใดที่โลกนี้ยังมีความอธรรม เขาก็จะยังคงอยู่ตรงนั้น เป็นเงาที่คอยกำจัดความมืดมิดให้หมดไปจากสังคมที่เต็มไปด้วยกลลวงและเล่ห์เหลี่ยม

แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของศิลาที่นั่งอยู่บนรถไฟสายหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ดินแดนใหม่ เขาหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับเสียงหวูดรถไฟที่ก้องกังวานไปทั่วหุบเขา นี่คือการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา ชีวิตที่เขาเป็นผู้กำหนดเอง ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกบงการด้วยคนอื่นอีกต่อไป ศิลาเดินทางต่อไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน เพราะเขารู้ดีว่าความสงบสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่มันอยู่ที่การได้ทำสิ่งที่ถูกต้องในทุกๆ วันของชีวิตที่เหลืออยู่

ในความทรงจำของเขายังคงมีภาพวันเก่าๆ ที่เคยมีความสุข แต่มันก็ไม่ได้รั้งให้เขาจมปลักอยู่กับอดีตอีกต่อไป เขาก้าวผ่านความโศกเศร้าและความเจ็บปวดมาได้ด้วยความเข้มแข็งของจิตใจ และตอนนี้เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอนาคต ไม่ว่ามันจะเต็มไปด้วยอุปสรรคหรือความท้าทายมากแค่ไหน ศิลาก็ยังคงเป็นศิลาคนเดิม คนที่กล้าเผชิญหน้ากับความตายด้วยรอยยิ้มและหัวใจที่กล้าแกร่งเกินกว่าใครจะคาดคิด

ท่ามกลางผู้คนมากมายบนรถไฟที่วุ่นวาย ไม่มีใครรู้เลยว่าชายหนุ่มท่าทางธรรมดาคนนี้คืออดีตนักรบผู้ล้างแค้นมาเฟียข้ามชาติจนสิ้นซาก เขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่นั่งมองดูวิวทิวทัศน์ข้างนอกด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง นี่คือตอนจบของบทหนึ่งและเป็นการเริ่มต้นของบทใหม่ที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิม ชีวิตของศิลาจะดำเนินต่อไปอย่างไร ไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือเขาจะไม่ยอมให้ใครมาพรากสิ่งที่เขารักไปได้อีกเป็นอันขาด

เขาสวมหมวกใบเก่งปิดบังใบหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา ในหน้าข่าวอาชญากรรมไม่มีรายงานเรื่องการระเบิดของฐานทัพหรือการตายของมาเฟียกลุ่มนั้น ทุกอย่างถูกปิดข่าวไว้อย่างมิดชิดโดยอำนาจมืดที่ยังคงมีอิทธิพลอยู่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเขาอีกต่อไป เขาทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา ศิลาพิงศีรษะกับเบาะนั่งและเริ่มเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยความรู้สึกที่เบาสบายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

รถไฟวิ่งผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวขจีมุ่งหน้าสู่ขอบฟ้าไกล ศิลาจะยังคงเป็นเงาที่คอยเฝ้ามองโลกใบนี้อย่างห่างๆ ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหน เขาก็จะเป็นความหวังเล็กๆ ให้แก่ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเป็นฝันร้ายสำหรับผู้ที่คิดจะก่อความชั่วร้าย เรื่องราวของเขาอาจจบลงในหน้ากระดาษนี้ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การต่อสู้ของศิลายังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้จบ เป็นตำนานที่ถูกบันทึกไว้ในหัวใจของคนที่ได้รับความยุติธรรมจากฝีมือของเขา

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนูน้อยหมวกแดง

เรื่องนี้อ่านแล้วสนุกมาก

19/05/2026 04:36