ท่ามกลางแสงสีที่สาดส่องกระทบผิวน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ยามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครไม่เคยหลับใหล เสียงเครื่องยนต์จากเรือด่วนและแสงไฟจากตึกระฟ้ารอบด้านดูราวกับจะเป็นฉากหลังที่สวยงาม แต่สำหรับ 'รวิศ' ชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี ผู้ซึ่งเคยผ่านสมรภูมิที่ไม่มีใครรู้จักมานับไม่ถ้วน แสงสีเหล่านี้กลับดูเลือนลางและไร้ความหมาย เขาเฝ้ามองจากมุมมืดของดาดฟ้าตึกเก่าริมฝั่งน้ำ มือที่หยาบกร้านจากการฝึกฝนอาวุธมาค่อนชีวิตกระชับปืนพกคู่ใจที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิท
รวิศเคยเป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนราษฎร์ไปเมื่อห้าปีก่อน หลังจากเหตุการณ์ 'ล้างบางองค์กรเงา' ที่ทำให้เขาต้องสูญเสีย 'รินดา' คนรักเพียงคนเดียวไปในเหตุระเบิดที่ควรจะเป็นการทำลายเอกสารลับ แต่เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นการหักหลังเพื่อปิดปากพยานสำคัญ วันนี้เขาได้รับเบาะแสใหม่จากคนในที่เหลือรอดอยู่เพียงคนเดียวว่า 'บอสใหญ่' ขององค์กรนรกแห่งนี้กำลังจะปรากฏตัวในงานเลี้ยงกาล่าการกุศลที่โรงแรมหรูใจกลางเมือง
เขากระโดดลงจากขอบตึกอย่างแผ่วเบาราวกับแมว ความสูงสิบชั้นไม่ได้ทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะแม้แต่น้อย รวิศร่อนลงบนระเบียงชั้นล่างก่อนจะพุ่งตัวเข้าสู่ความมืดมิดของตรอกแคบๆ เขาต้องหาทางเข้าไปในงานเลี้ยงที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา รวิศหยิบอุปกรณ์แฮ็กสัญญาณขนาดจิ๋วขึ้นมาเสียบเข้ากับตู้ควบคุมไฟฟ้าของอาคารข้างเคียง หน้าจอโฮโลแกรมเล็กๆ สว่างขึ้นพร้อมกับรหัสผ่านที่วิ่งผ่านสายตาอย่างรวดเร็ว
ระบบไฟฟ้าของโรงแรมเกิดการกระพริบชั่วขณะ รวิศใช้จังหวะนั้นพุ่งตัวผ่านจุดตรวจค้นที่เต็มไปด้วยเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน เขาเคลื่อนที่ผ่านท่อระบายอากาศด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ กลิ่นอับชื้นและฝุ่นละอองไม่ได้ทำให้เขาลดความระมัดระวังลงแม้แต่น้อย เมื่อมาถึงช่องลมที่มองเห็นโถงจัดงานด้านล่าง เขาก็พบกับเป้าหมาย 'วิชัย' นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่เบื้องหลังคือพ่อค้าอาวุธเถื่อนรายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
วิชัยยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนในชุดสูทราคาแพง รอยยิ้มที่เคลือบไปด้วยความอำมหิตทำให้รวิศกำหมัดแน่น ความทรงจำในวันที่เปลวไฟกลืนกินร่างของรินดาย้อนกลับมาอีกครั้ง เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อเงิน ไม่ได้มาเพื่ออำนาจ เขามาเพื่อทวงคืนความตายให้กับคนที่เขารัก รวิศถีบฝาช่องลมออกก่อนจะทิ้งตัวลงมากลางวงล้อมของเหล่าบอดี้การ์ดร่างยักษ์ เสียงปืนเก็บเสียงดังขึ้น 'ปัง! ปัง!' สองนัดแม่นยำเข้าที่ขมับของชายชุดดำที่ขวางทางอยู่
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที แขกเหรื่อต่างวิ่งหนีตายกันอลหม่าน เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วโถงหรู รวิศไม่สนใจใครนอกจากวิชัยที่กำลังพยายามหลบหนีไปทางลิฟต์ส่วนตัว รวิศกระโดดข้ามโต๊ะบุฟเฟต์ก่อนจะเหวี่ยงเตะเข้าที่ก้านคอของบอดี้การ์ดอีกคนที่พุ่งเข้ามาขวาง เขาคว้าเก้าอี้ไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ฟาดใส่กระจกบานใหญ่จนแตกกระจายเพื่อสร้างทางผ่าน กระสุนจากปืนกลเบาของศัตรูเริ่มสาดเข้ามาเหมือนห่าฝน รวิศก้มตัวหลบหลังเสาหินอ่อน พลางนับกระสุนที่เหลืออยู่ในแม็กกาซีน
เขาโผล่ออกไปยิงสวนด้วยความแม่นยำสูง กระสุนทุกนัดที่ลั่นออกไปหมายถึงชีวิตของศัตรูที่ร่วงหล่นลงพื้น รวิศขยับเข้าใกล้วิชัยมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหน้าลิฟต์ วิชัยหันกลับมาพร้อมกับปืนพกในมือ แต่รวิศไวกว่า เขาพุ่งเข้าไปประชิดตัวและใช้สันมือกระแทกข้อมือของวิชัยจนปืนหลุดออกจากมือ ก่อนจะกดร่างของอีกฝ่ายติดกับผนังลิฟต์
รวิศจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของวิชัย 'ห้าปีที่แล้ว นายสั่งระเบิดตึกนั่นเพื่ออะไร' วิชัยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแม้จะหายใจติดขัด 'นายก็รู้ดีว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยอะไร ความลับของพวกนายมันมีค่ามากกว่าชีวิตคนเพียงคนเดียว รินดาตายเพราะเธอรู้ในสิ่งที่เธอไม่ควรจะรู้ และนาย... นายก็น่าจะตายไปพร้อมกับเธอตั้งแต่วันนั้นแล้ว' คำพูดนั้นทำให้รวิศโกรธจนถึงขีดสุด แต่เขายังต้องรู้ความจริงอีกอย่างก่อนจะปิดฉากชีวิตของไอ้สารเลวนี่
'ใครเป็นคนหนุนหลังแกในรัฐบาล' รวิศเค้นเสียงถาม วิชัยยังคงหัวเราะอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือ 'ไม่มีใครหนุนหลังฉัน ฉันต่างหากที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกคน แม้แต่แกก็ไม่มีวันหนีเงาของตัวเองพ้น' ทันใดนั้น ไฟในลิฟต์ก็ดับลงและเกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาล ระบบกลไกของลิฟต์ถูกตั้งเวลาให้ดิ่งลงสู่ชั้นใต้ดินด้วยความเร็วสูง
รวิศต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาคว้าคอเสื้อวิชัยไว้แน่นก่อนจะใช้มีดพกปักเข้าไปที่สายเคเบิลของลิฟต์เพื่อชะลอความเร็ว ลิฟต์กระแทกเข้ากับพื้นชั้นใต้ดินอย่างรุนแรงจนฝุ่นตลบอบอวล รวิศรีบถีบประตูลิฟต์ที่บิดเบี้ยวออกไปข้างนอก ที่นี่คือโรงจอดรถชั้นล่างสุดของโรงแรม ท่ามกลางเสียงไซเรนของตำรวจที่เริ่มดังมาจากระยะไกล
วิชัยพยายามคลานหนีไปที่รถสปอร์ตคันหรู รวิศเดินตามไปอย่างช้าๆ ราวกับยมทูตที่มาทวงวิญญาณ 'จบเรื่องนี้สักที' รวิศกล่าวพร้อมกับเล็งปืนไปที่ศีรษะของวิชัย ทว่าในจังหวะนั้นเอง สไนเปอร์จากตึกฝั่งตรงข้ามก็ลั่นไก! กระสุนเฉียดไหล่ของรวิศไปเพียงนิดเดียว รวิศรีบกลิ้งตัวเข้าหลังเสาปูน เสียงปืนสไนเปอร์ดังขึ้นอีกหลายนัด นี่ไม่ใช่แค่การล้างแค้นธรรมดา แต่มันคือกับดักที่ถูกวางไว้อย่างดี
รวิศเข้าใจแล้วว่าศัตรูที่แท้จริงคือใคร พวกมันรอให้เขาเผยตัวออกมาเพื่อจะฆ่าปิดปากทั้งเขาและวิชัยในคราวเดียว เขาคว้าวิทยุสื่อสารที่ยึดมาได้จากบอดี้การ์ดคนหนึ่ง แล้วเปลี่ยนคลื่นสัญญาณ 'ถ้าพวกแกอยากได้ตัวฉันนัก ก็เข้ามาเลย' เขากล่าวท้าทายกลางความเงียบสนิทของลานจอดรถ
เงาสีดำหลายร่างเริ่มเคลื่อนไหวจากมุมมืด พวกมันคือหน่วยรับจ้างมือพระกาฬที่ถูกส่งมาโดยองค์กรระดับชาติ รวิศหยิบระเบิดแสงออกมาจากเข็มขัด 'ห้า ปีที่รอคอยมาถึงจุดจบแล้ว' เขาโยนระเบิดออกไปและพุ่งตัวเข้าใส่ศัตรูด้วยความเร็วที่เหนือชั้น เสียงปืนและการต่อสู้ด้วยมือเปล่าดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางความมืดมิดของชั้นใต้ดิน
ในทุกจังหวะของการเตะต่อย รวิศนึกถึงรอยยิ้มของรินดา แรงผลักดันมหาศาลทำให้เขาสามารถล้มศัตรูไปได้ทีละคนจนกระทั่งเหลือเพียงหัวหน้าหน่วยสไนเปอร์ที่ลงมาคุมงานด้วยตัวเอง ทั้งสองเผชิญหน้ากันด้วยมีดสั้น รวิศหลบการตวัดมีดของอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่วก่อนจะเสียบมีดเข้าที่ท้องของศัตรูอย่างแม่นยำ
เมื่อทุกอย่างสงบลง รวิศลากร่างของวิชัยที่บาดเจ็บสาหัสออกมาจากซากปรักหักพังของลานจอดรถ เขาไม่ได้ฆ่าวิชัยในทันที แต่เขาส่งหลักฐานการโอนเงินและบันทึกเสียงการสารภาพของวิชัยไปยังสำนักข่าวและหน่วยงานป้องกันการทุจริตทั่วประเทศ เขาทำภารกิจสำเร็จแล้ว ความแค้นที่กัดกินใจมานานห้าปีเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความว่างเปล่า
เขายืนอยู่บนดาดฟ้าตึกเดิม มองดูแสงไฟของเมืองหลวงที่เริ่มเปลี่ยนเป็นแสงสีทองของยามเช้า รวิศทิ้งปืนลงในแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับปลดปล่อยความโศกเศร้าทั้งหมดทิ้งไป เขารู้ดีว่าชีวิตหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เขาก็ได้ทำในสิ่งที่ควรทำแล้วเพื่อดวงวิญญาณของรินดา เขาเดินหายไปในกลุ่มหมอกจางๆ ของยามเช้า ทิ้งไว้เพียงตำนานของชายผู้ลึกลับที่ไม่มีใครเคยจดจำชื่อ แต่ทุกคนจะจำได้ถึงการล่มสลายขององค์กรที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง
ลมพัดผ่านร่างของเขาอย่างแผ่วเบา รวิศสูดหายใจเข้าลึกๆ เป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่เขารู้สึกว่าปอดของเขาได้รับอากาศที่สะอาดจริงๆ ไม่ใช่แค่กลิ่นดินปืนและคราบเลือดอีกต่อไป เขาหันหลังให้กับการต่อสู้ที่ไร้จุดจบ และเลือกที่จะเดินไปในทิศทางที่หัวใจของเขาต้องการ แม้จะไม่มีใครรู้ว่าเขาจะไปที่ไหน แต่เขาก็รู้ว่านับจากนี้ไป เขาจะไม่ใช่เงาที่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป แต่เขาคือคนธรรมดาที่มีหัวใจอิสระ
ภารกิจจบลงแล้ว แต่ชีวิตของเขานั้นเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ ท่ามกลางเมืองที่ยังคงหมุนไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รวิศก้าวเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน เขากลมกลืนไปกับความวุ่นวายของสังคมทิ้งรอยแผลเป็นไว้เบื้องหลังเป็นเครื่องเตือนใจถึงอดีตที่ผ่านพ้นไป ความยุติธรรมอาจมาช้า แต่ในที่สุดมันก็มาถึงด้วยปลายกระบอกปืนของชายผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างเขา
แสงอาทิตย์ยามเช้าค่อยๆ สาดส่องกระทบใบหน้าของเขา รวิศยิ้มบางๆ ให้กับตัวเอง ก่อนจะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย จบสิ้นแล้วซึ่งความแค้น จบสิ้นแล้วซึ่งภารกิจ เหลือเพียงชายคนหนึ่งกับการเดินทางครั้งใหม่ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า ในโลกที่ยังคงมีสีเทาปะปนอยู่เสมอ แต่อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้ส่องแสงสว่างในแบบของเขาเองจนถึงที่สุด
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
รอยเลือดบนทางสายหมอก
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
พยัคฆ์ทมิฬ ปฏิบัติการดับตะวัน
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง: รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น