นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
รอยเลือดบนทางสายหมอก
แอ็กชัน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-05-18

รอยเลือดบนทางสายหมอก

โดย แอดมิน
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
6 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของอดีตมือสังหารที่พยายามหนีจากอดีตอันดำมืด แต่กลับถูกดึงเข้าสู่วงจรการล้างแค้นอีกครั้งเมื่อความลับที่เขาปกปิดไว้ถูกเปิดเผย ท่ามกลางบรรยากาศเมืองท่าที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและไอหมอกยามค่ำคืน

กลิ่นอายของไอเกลือและคราบน้ำมันเครื่องลอยอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืนที่เมืองท่าแห่งนี้ แสงไฟจากนีออนสีสลัวสาดกระทบลงบนผืนน้ำที่นิ่งสนิท ราวกับกระจกเงาที่รอการแตกสลาย เอเลียสนั่งอยู่บนลังไม้เก่าๆ หลังโกดังสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง มือหยาบกร้านของเขาประคองแก้วเหล้าถูกๆ ที่ขอบแก้วมีรอยบิ่น เขาเป็นชายวัยกลางคนที่มีแววตาเหนื่อยล้าดุจดั่งคนที่ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน แผลเป็นยาวพาดผ่านคิ้วซ้ายของเขาคือร่องรอยของอดีตที่เขาพยายามฝังกลบมาตลอดหลายปี

บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่รั่วไหลจากเพดานโกดังที่ผุพัง เสียงของมันดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอเหมือนเข็มนาฬิกาที่นับถอยหลังไปสู่ความตาย เอเลียสสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้มที่ค่อนข้างเก่าและขาดวิ่นตรงข้อศอก เขามักจะเลือกนั่งในที่มืดเสมอเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนนัก ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่แตกละเอียด ทำให้เสื้อผ้าของเขาขยับไหวไปตามแรงลม พร้อมกับกลิ่นอับชื้นที่โชยเข้าจมูกอย่างรุนแรง

ในมืออีกข้างหนึ่งของเขามีรูปถ่ายใบเล็กๆ ที่ขอบเริ่มเหลืองซีด ในรูปเป็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยิ้มกว้างท่ามกลางทุ่งดอกไม้ เอเลียสลูบไล้รูปถ่ายนั้นอย่างแผ่วเบาด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดเหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใดก็ตาม เขายังจำกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่เธอใช้ได้ดี รวมถึงเสียงหัวเราะที่เป็นเหมือนแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตที่มืดมนของเขา

เขาไม่ใช่คนที่จะมานั่งเพ้อฝันถึงอดีตนานนัก เพราะทุกย่างก้าวในชีวิตของเขาถูกกำหนดด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ สายตาของเขาจ้องมองออกไปที่ทางเข้าโกดังเป็นระยะ เพื่อตรวจตราความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ชีวิตที่เขาเลือกเดินนั้นไม่มีที่ว่างสำหรับความประมาท ทุกสิ่งที่เขามีล้วนเป็นสิ่งที่เขาสร้างขึ้นบนกองซากปรักหักพังของความผิดพลาดที่เคยกระทำลงไปในอดีต ซึ่งการจะเป็นมือสังหารที่ไร้ตัวตนได้นั้น เขาต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเงาของตัวเองให้ได้มากที่สุด

ภายนอกโกดังมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นพร้อมกับเสียงรถยนต์ที่จอดสนิทหน้าประตู เอเลียสรีบเก็บรูปถ่ายเข้ากระเป๋าเสื้อด้านในทันที ก่อนจะวางแก้วเหล้าลงอย่างแผ่วเบา เขาขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่เคยผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดขึ้นในทันที มือขวาของเขาสอดเข้าไปใต้แจ็กเก็ตเพื่อเช็กความพร้อมของอาวุธที่ซ่อนอยู่ข้างเอว เขาเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้

ชายร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มเดินเข้ามาในโกดังด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจเกินควร เขาหยุดยืนอยู่กลางแสงไฟที่สลัวและมองหาใครบางคน เอเลียสรู้ดีว่าชายคนนี้คือลูกน้องของกลุ่มอิทธิพลที่เขากำลังหนีอยู่ การปรากฏตัวของคนกลุ่มนี้หมายความว่าสิ่งที่เขาพยายามปกปิดไว้ตลอดหลายปีอาจจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป นิสัยของเอเลียสคือการไม่ประนีประนอมหากถูกรุกราน แรงจูงใจในการปกป้องตัวเองและสิ่งที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในเวลานี้

"ข้าคิดว่าเจ้าคงจะหลบอยู่ในที่สกปรกแบบนี้ไปตลอดกาลเสียอีกนะ เอเลียส" ชายชุดสูทกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ โกดังที่มืดมิด เอเลียสไม่ได้ตอบโต้ในทันที เขาเพียงแค่นั่งนิ่งอยู่ในเงามืด แต่สายตาที่คมกริบของเขากำลังวิเคราะห์จุดบอดของคู่สนทนาอย่างละเอียดรอบคอบ ทุกจังหวะการหายใจของเขาถูกควบคุมไว้อย่างดีเยี่ยม

เอเลียสก้าวออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาดูเย็นชาและน่าขนลุก "ความสกปรกไม่ได้ทำให้คนเราเปลี่ยนไปหรอก แต่ความตายต่างหากที่เปลี่ยนทุกอย่างได้ในพริบตา" เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความกดดันมหาศาล ชายชุดสูทเริ่มขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทีที่ไม่เกรงกลัวของอดีตมือสังหารที่เขาเคยได้ยินชื่อเสียงมานาน

ความขัดแย้งของทั้งคู่ไม่ได้เกิดจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือความแค้นที่สะสมมานานหลายทศวรรษ ชายชุดสูทต้องการหัวของเอเลียสเพื่อประกาศชัยชนะให้แก่นายของเขา ส่วนเอเลียสเพียงต้องการให้ทุกคนปล่อยให้เขาได้อยู่อย่างสงบ การปะทะกันทางอุดมการณ์และความต้องการที่แตกต่างกันทำให้บรรยากาศในโกดังร้อนระอุขึ้นมาทันที แม้ว่าภายนอกจะมีอากาศเย็นจัดก็ตาม

เอเลียสรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การมาเยือนธรรมดา แต่เป็นการประกาศสงครามอย่างชัดเจน เขาจ้องมองไปที่ชายตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง "เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียว แต่เจ้าคงลืมไปว่าที่นี่คือถิ่นของข้า และข้าไม่ชอบแขกที่ไม่ได้รับเชิญโดยเฉพาะพวกที่มาพร้อมกับอาวุธ" เขาพูดพลางขยับตัวเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมา

ทันใดนั้น ชายชุดสูทก็ชักปืนพกออกจากเสื้อสูทอย่างรวดเร็ว เสียงลั่นไกดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวไปทั่วโกดัง แต่เอเลียสไวกว่า เขาพุ่งตัวหลบหลังลังไม้เก่าๆ ได้ทันท่วงที กระสุนปืนเฉี่ยวแขนเสื้อของเขาไปเพียงนิดเดียว ทิ้งรอยไหม้เอาไว้บนเนื้อผ้า กลิ่นดินปืนเริ่มคละคลุ้งไปทั่วบริเวณแทนที่กลิ่นอับชื้นเดิม เป็นการเริ่มต้นของเหตุการณ์นองเลือดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

เอเลียสไม่รอให้คู่ต่อสู้ได้ตั้งตัว เขาขว้างมีดพกที่ซ่อนอยู่ออกไปอย่างแม่นยำ มันปักเข้าที่ข้อมือของชายชุดสูทจนปืนหลุดร่วงลงพื้น เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นโกดังก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดลงไปกับพื้น เอเลียสเดินเข้าไปหาอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวของเขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เขารู้ว่ายังมีคนอื่นรออยู่ข้างนอกนั่นที่อาจจะกำลังล้อมจับเขาอยู่

ในขณะที่เขากำลังจะจัดการกับชายคนนั้น เสียงปืนชุดที่สองดังขึ้นจากทางด้านหลังของโกดัง กระสุนเจาะทะลุผ่านผนังไม้เข้ามา เอเลียสกลิ้งตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว เขาคว้าปืนพกของชายชุดสูทที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วยิงสวนออกไปทันที เสียงปืนดังตอบโต้กันไปมาอย่างดุเดือด เอเลียสใช้ประโยชน์จากความมืดและสภาพแวดล้อมที่เขาคุ้นเคยเพื่อต้อนศัตรูให้เข้าสู่กับดักที่เขาวางไว้

การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เอเลียสเคลื่อนไหวราวกับเงาที่ไม่มีใครจับต้องได้ เขาจัดการกับกลุ่มสมุนที่บุกเข้ามาทีละคนด้วยความแม่นยำและไร้ความปราณี ทุกการกระทำของเขามีเป้าหมายชัดเจนคือการเอาชีวิตรอดและกำจัดภัยคุกคามให้สิ้นซาก เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นไม้เก่าๆ กลิ่นคาวเลือดเริ่มกลบกลิ่นเกลือทะเลอย่างเห็นได้ชัด

ท่ามกลางเสียงปืนที่เริ่มเงียบลง เอเลียสพบว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับหัวหน้ากลุ่มที่เพิ่งก้าวออกมาจากเงามืดของประตู เขาคนนี้คือคนที่เคยเป็นเพื่อนสนิทของเอเลียสในสมัยที่ยังทำงานให้องค์กรลับด้วยกัน ความแค้นในอดีตพุ่งพล่านขึ้นมาในอกของเอเลียสเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นอีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ ราวกับว่าโลกทั้งใบหยุดหมุนไปในช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนี้

"เจ้าไม่ควรกลับมา เอเลียส" อดีตเพื่อนสนิทกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูสำนึกผิดเล็กน้อย แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม "เจ้าเลือกที่จะทิ้งพวกเราไปเอง และนั่นคือความผิดมหันต์ที่เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต" เขาพูดพลางเล็งปืนไปที่หน้าอกของเอเลียสอย่างแน่วแน่ เอเลียสยืนนิ่ง สายตาจ้องมองเพื่อนเก่าของเขาด้วยความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างความโกรธและความเสียใจ

"ข้าทิ้งอดีตที่สกปรก ไม่ได้ทิ้งชีวิตตัวเอง" เอเลียสตอบพลางยกปืนขึ้นเล็งตอบโต้เช่นกัน บรรยากาศในตอนนั้นตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่านี่คือจุดจบของความสัมพันธ์ที่เคยมีมาตั้งแต่อดีต ไม่มีการหันหลังกลับ ไม่มีการให้อภัยอีกต่อไป มีเพียงความตายที่จะตัดสินว่าใครคือผู้ที่เหลือรอดในคืนนี้

เสียงปืนลั่นขึ้นพร้อมกันทั้งสองกระบอก เอเลียสสัมผัสได้ถึงความร้อนที่แล่นผ่านหัวไหล่ของเขา เขาไม่ได้ล้มลง แต่เขากลับพุ่งเข้าหาเพื่อนเก่าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนพื้น โกดังที่พังทลายสั่นสะเทือนไปตามแรงปะทะของทั้งสองฝ่าย เอเลียสใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เขายังคงชำนาญกดตัวอีกฝ่ายลงกับพื้น

เขามองเข้าไปในดวงตาของเพื่อนเก่า เห็นความหวาดกลัวที่ปิดบังไว้ไม่อยู่ เอเลียสตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นว่าเขาจะไม่เป็นผู้สังหารเพื่อนเก่าด้วยมือของตัวเอง หากแต่เขาใช้ด้ามปืนฟาดลงไปที่ขมับจนอีกฝ่ายหมดสติไป การต่อสู้ยุติลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางความเงียบงันที่กลับมาปกคลุมโกดังอีกครั้ง เอเลียสยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เลือดที่ไหลซึมจากหัวไหล่ย้อมเสื้อแจ็กเก็ตของเขาจนกลายเป็นสีเข้ม

ความตึงเครียดที่เคยมีค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับการที่เขาสามารถคลี่คลายสถานการณ์ลงได้ เอเลียสเดินไปหยิบรูปถ่ายที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่น เขาไม่ได้รู้สึกภูมิใจกับชัยชนะในครั้งนี้ เพราะมันเป็นเพียงการยื้อเวลาเท่านั้น เขาหันหลังกลับและเดินออกจากโกดังไป ทิ้งให้เพื่อนเก่าที่หมดสติและศัตรูที่พ่ายแพ้ไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางหมอกหนาที่เริ่มปกคลุมเมืองท่าจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า

ร่างกายของเอเลียสเริ่มอ่อนแรงลงจากอาการบาดเจ็บ เขาเดินเซไปตามตรอกซอกซอยที่มืดมิด กลิ่นของทะเลยังคงตามติดมาด้วย ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณเขาไปแล้ว เขาพยายามหาที่พักพิงใหม่ที่ไม่มีใครสามารถตามหาเขาเจอได้อีกครั้ง ชีวิตของเขายังคงต้องดำเนินต่อไปในวิถีที่เขาเลือก แม้ว่ามันจะเป็นเส้นทางที่โดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยความขมขื่นเพียงใดก็ตาม

เขารู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนใหม่ แต่ทำให้เขาเข้าใจถึงขีดจำกัดของตัวเองมากขึ้น เขาไม่ได้เป็นมือสังหารที่เลือดเย็นเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่เขาก็ยังไม่ใช่คนดีที่สังคมยอมรับ การยอมรับความจริงในข้อนี้ทำให้เขาสามารถก้าวต่อไปได้โดยไม่ต้องแบกรับความคาดหวังจากใคร ความรู้สึกอิสระที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดกลายเป็นเพื่อนแท้เพียงคนเดียวในค่ำคืนที่แสนยาวนาน

แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันที่ปลายถนนส่องกระทบใบหน้าของเขาอีกครั้ง เอเลียสหยุดยืนมองท้องฟ้าที่ไม่มีดวงดาวปรากฏให้เห็น มีเพียงความมืดมิดที่โอบล้อมทุกสิ่งเอาไว้ เขาเก็บรูปถ่ายไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุดในใจ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในม่านหมอกที่หนาทึบ ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ หายไปในความเงียบงันของเมืองท่าที่หลับใหล

เบื้องหลังของเขามีเพียงเงาที่ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา ไม่มีใครรู้ว่าเอเลียสจะไปที่ไหนต่อ หรือเขาจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหลืออยู่ แต่ในใจของเขานั้นมีความสงบสุขเล็กๆ ที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อน แม้จะต้องแลกมาด้วยบาดแผลที่ไม่มีวันหาย แต่เขาก็ยอมรับมันด้วยความเต็มใจ ความลับที่เขารักษาไว้จะยังคงอยู่ตรงนั้น ตลอดไปในซอกหลืบของความทรงจำที่ไม่มีใครเข้าถึงได้

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น