เกล็ดน้ำแข็งแหลมคมบาดผิวแก้มของทาชิจนเลือดซิบขณะที่เขาเอื้อมมือสั่นเทาไปปรับจูนคริสตัลนำสัญญาณที่สั่นไหวอย่างบ้าคลั่งในช่องรับพลังงาน เสียงครางกระหึ่มของลมพายุที่บดขยี้อยู่รอบตัวเขาทำให้การสื่อสารผ่านวิทยุกลายเป็นเพียงเสียงซ่าที่ไร้ความหมาย มือที่สวมถุงมือหนังหนาของเขาต้องพยายามหมุนแป้นโลหะที่เย็นเยือกจนแทบจะติดหนึบกับผิวหนังเพื่อรักษาค่าความถี่ให้คงที่ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลง
เบื้องล่างของเขาคือเหวลึกที่ปกคลุมด้วยเมฆหมอกสีส้มอิฐของทุ่งรวงทองลอยฟ้า พืชพรรณล้ำค่าเหล่านั้นกำลังสั่นไหวตามจังหวะการสั่นสะเทือนที่ผิดปกติซึ่งส่งมาจากหอคอยส่งสัญญาณหลัก ทาชิรู้ดีว่าหากเขาไม่สามารถกดค่าความถี่ให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติได้ภายในสามนาที รากของพวกมันจะสลัดตัวออกจากดินลอยฟ้าและร่วงหล่นสู่ก้นบึ้งที่ไม่มีใครเคยกลับขึ้นมาได้
"ทาชิ ได้ยินไหม! ค่าความต้านทานที่ฐานเครื่องกำลังพุ่งสูงขึ้นเกินขีดจำกัดแล้ว!" เสียงตะโกนของยังเชนดังลอดออกมาจากลำโพงที่ติดอยู่ตรงคอเสื้อของเขา ทาชิกัดฟันกรอดพลางมองดูเข็มมิเตอร์ที่สั่นระริกอยู่เหนือเส้นสีแดงเข้มที่บ่งบอกถึงอันตรายระดับสูงสุด
เขาพยายามเพ่งมองผ่านหน้ากากกันลมที่เริ่มมีฝ้าเกาะหนาขึ้นเรื่อยๆ เห็นแสงสีฟ้าสลัวที่วาบขึ้นมาจากแกนกลางของเครื่องส่งสัญญาณที่กำลังโอเวอร์โหลด ลมหายใจของเขาหอบถี่และกลายเป็นไอสีขาวขุ่นที่บดบังทัศนวิสัยจนแทบมองไม่เห็นนิ้วมือของตัวเองที่กำลังต่อสู้กับกลไกที่ดื้อรั้น
ทาชิเอื้อมมือไปหยิบประแจโลหะขนาดใหญ่จากสายคาดเอวแล้วฟาดลงไปที่ขอบของโครงสร้างเหล็กที่บิดเบี้ยวเพื่อหวังจะให้เฟืองที่ค้างอยู่กลับมาทำงานอีกครั้ง แรงสะเทือนจากการกระแทกส่งผ่านแขนของเขาไปจนถึงหัวไหล่ทำให้เขารู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากเครื่องจักรที่กำลังจะระเบิด
"ฉันจะลองสลับไปใช้ระบบแมนนวล ยังเชน เตรียมปล่อยประจุสำรองเมื่อฉันให้สัญญาณ!" ทาชิตะโกนกลับไปพร้อมกับปลดเซฟตี้ล็อกที่ยึดเขาไว้กับราวเหล็กออกเพื่อให้สามารถขยับตัวได้คล่องแคล่วขึ้นท่ามกลางพายุที่พร้อมจะพัดเขากระเด็นออกไปจากหอคอยทุกวินาที
เขาสอดเท้าเข้ากับร่องเหล็กที่พื้นเพื่อยึดเหนี่ยวร่างกายไว้กับโครงสร้างที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กลิ่นโอโซนและน้ำมันเครื่องที่ร้อนจัดอบอวลอยู่ในอากาศจนทำให้เขารู้สึกพะอืดพะอม แต่สายตาของเขายังคงจ้องเขม็งไปที่รอยร้าวบนพื้นผิวคริสตัลที่เริ่มขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ เหมือนใยแมงมุมที่กระหายเลือด
ความเงียบงันชั่วขณะหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรหยุดชะงักไปดื้อๆ ก่อนที่เสียงระเบิดต่ำๆ จะดังขึ้นจากห้องเครื่องเบื้องล่างส่งแรงสั่นสะเทือนจนทาชิเกือบเสียหลักตกลงไปในความมืดมิด ทาชิรีบคว้าคานเหล็กไว้ได้ทันท่วงทีขณะที่เศษโลหะและสะเก็ดไฟกระเด็นผ่านหน้าเขาไปเพียงไม่กี่นิ้ว
ย้อนกลับไปในห้องควบคุมที่อยู่ลึกลงไปในโถงถ้ำหิน ยังเชนจ้องมองหน้าจอเรดาร์ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดขณะที่เส้นกราฟแสดงคลื่นความถี่กลายเป็นเส้นตรงที่ราบเรียบอย่างไร้ชีวิตชีวา เธอรีบกดปุ่มสื่อสารซ้ำๆ พลางมองภาพจากกล้องวงจรปิดที่สั่นไหวจนแทบดูไม่ออกว่าร่างที่เกาะอยู่บนหอคอยนั้นยังคงมีลมหายใจอยู่หรือไม่
"ทาชิ ตอบด้วย! ระบบสำรองไม่ทำงาน พลังงานทั้งหมดกำลังตีกลับไปที่จุดเชื่อมต่อ!" ยังเชนตะโกนใส่ไมโครโฟนด้วยความตื่นตระหนก มือของเธอสั่นเทาขณะที่พยายามป้อนชุดคำสั่งใหม่ลงในคอมพิวเตอร์โบราณที่ส่งเสียงครางครืดคราดเหมือนคนใกล้ตาย
ทาชิที่นอนแผ่อยู่บนตะแกรงเหล็กพยายามพยุงตัวขึ้นอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดแลบแปลบไปทั่วแผ่นหลังของเขาจากการกระแทกเมื่อครู่ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาคลานเข้าไปหาแผงวงจรที่เปิดอ้าอยู่และเริ่มดึงสายไฟที่ไหม้เกรียมออกมาด้วยมือเปล่าโดยไม่สนความร้อนที่แผดเผาผิวหนัง
เขาหยิบหลอดสุญญากาศสำรองที่เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อข้างซ้ายออกมาอย่างระมัดระวัง มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อของเขาทิ้งไว้ให้ก่อนจะหายสาบสูญไปในพายุเมฆาสีชาดเมื่อสิบปีก่อน หลอดแก้วขนาดเล็กนั้นบรรจุไว้ด้วยมวลสารหายากที่สามารถรักษาความถี่ให้คงที่ได้แม้ในสภาวะที่เลวร้ายที่สุด
"ถ้าอันนี้ใช้ไม่ได้ ทุกอย่างก็จบกัน" ทาชิพึมพำกับตัวเองขณะที่เสียบหลอดสุญญากาศลงไปในช่องเสียบที่ยังคงมีควันกรุ่นๆ ลอยออกมา เขาหลับตาลงและเริ่มฮัมเพลงที่มีท่วงทำนองต่ำลึกซึ่งเป็นเทคนิคการจูนเสียงด้วยความรู้สึกที่เขาร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก
แรงสั่นสะเทือนจากคอของเขาซึมซาบลงสู่ปลายนิ้วและส่งผ่านไปยังตัวเครื่องจักร ราวกับว่าโลหะเหล่านั้นกำลังขานรับเสียงเรียกของเขา แสงสีเขียวอ่อนๆ เริ่มสว่างขึ้นภายในหลอดสุญญากาศและแผ่กระจายไปตามเส้นลวดนำสัญญาณอย่างช้าๆ
ยังเชนที่เฝ้าดูหน้าจออยู่ถึงกับกลั้นหายใจเมื่อเห็นเส้นกราฟเริ่มขยับขึ้นลงอีกครั้งในจังหวะที่สม่ำเสมอและนุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน "นายทำได้ยังไงน่ะทาชิ? ค่าความถี่มันเสถียรยิ่งกว่าตอนที่ระบบไฟฟ้าทำงานปกติเสียอีก"
ทาชิไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที เขาเพียงแต่นั่งพิงโครงเหล็กและมองดูพายุที่เริ่มสงบลงอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ เมฆสีส้มที่เคยปั่นป่วนเริ่มคลี่ตัวออกเผยให้เห็นทุ่งรวงทองลอยฟ้าที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ลอดผ่านรอยแยกของเมฆออกมา
ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่เขาจนเกือบจะหมดสติ แต่เขาก็ยังคงพยายามประคองลมหายใจให้เป็นจังหวะเดียวกับการสั่นสะเทือนของหอคอย ความลับของศาสตร์แห่งเสียงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือการเชื่อมต่อระหว่างจิตวิญญาณของผู้ควบคุมกับธรรมชาติที่เอาแต่ใจ
หลายชั่วโมงผ่านไป ทาชิกลับลงมาที่ห้องควบคุมด้วยสภาพที่สะบักสะบอม เสื้อผ้าฉีกขาดและมีรอยไหม้หลายแห่ง ยังเชนรีบวิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกับกล่องปฐมพยาบาลและน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามในทันที
"รวงทองพวกนั้นเป็นยังไงบ้าง?" ทาชิถามด้วยเสียงที่แหบพร่าขณะที่เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ตั้งอยู่กลางห้องควบคุมที่เต็มไปด้วยเศษซากของอุปกรณ์ที่เสียหาย
ยังเชนพยักหน้าพลางยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก "พวกมันปลอดภัยดี คลื่นความถี่ที่นายส่งไปช่วยกระตุ้นการดูดซึมสารอาหารได้ดีกว่าเดิมเสียอีก ปีนี้เราน่าจะได้ผลผลิตมากกว่าที่คาดไว้มากเลยล่ะ"
เธอเริ่มทำแผลให้เขาอย่างเบามือ ความเงียบปกคลุมห้องควบคุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ทาชิจะหยิบหลอดสุญญากาศที่ตอนนี้กลายเป็นสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าและวางมันลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน
"มันเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเรา" ทาชิกล่าวเบาๆ พลางมองดูเศษแก้วที่แตกร้าวอยู่ภายในหลอดนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงพ่อผู้ที่เชื่อเสมอว่าเครื่องจักรมีหัวใจและเราต้องปฏิบัติกับมันเหมือนเพื่อนร่วมโลก
ยังเชนมองดูหลอดสุญญากาศนั้นด้วยความทึ่ง "ฉันไม่เคยเห็นอุปกรณ์รุ่นนี้มาก่อนเลย มันดูเหมือนงานศิลปะมากกว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ พ่อนายต้องเป็นอัจฉริยะมากแน่ๆ ที่สร้างมันขึ้นมา"
ทาชิส่ายหัวช้าๆ "ท่านไม่ได้สร้างมันขึ้นมาคนเดียวหรอก ท่านบอกว่ามันคือการกลั่นกรองเอาความทรงจำของหุบเขามาใส่ไว้ในแก้ว ทุกครั้งที่มันทำงาน มันคือการเล่าเรื่องราวของบรรพบุรุษผ่านคลื่นความถี่ที่เราได้ยิน"
ความสัมพันธ์ระหว่างทาชิและยังเชนเริ่มแน่นแฟ้นขึ้นนับแต่วันนั้น จากเดิมที่เป็นเพียงเพื่อนร่วมงานที่ต้องเผชิญกับความกดดันในภารกิจที่ยากลำบาก พวกเขาเริ่มแบ่งปันเรื่องราวความฝันและความเชื่อที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาของภูเขาหิมะ
วันต่อมา ทาชิพาคัลซังซึ่งเป็นช่างเครื่องอาวุโสประจำสถานีขึ้นไปตรวจสอบความเสียหายบนหอคอยอีกครั้ง คัลซังเป็นชายร่างใหญ่ที่มีเคราสีเงินยาวและมีดวงตาที่แหลมคมราวกับเหยี่ยว เขาจ้องมองจุดที่ทาชิซ่อมแซมไว้ด้วยความประหลาดใจ
"ข้าอยู่ที่นี่มาสามสิบปี ไม่เคยเห็นใครเชื่อมต่อวงจรด้วยการใช้การฮัมเพลงมาก่อน" คัลซังเอ่ยพลางลูบเคราตัวเองเบาๆ "เจ้าทำได้ยังไงกันแน่? หรือว่าตระกูลของเจ้ามีความลับที่พวกเราไม่รู้?"
ทาชิหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "ไม่มีความลับอะไรหรอกครับท่านคัลซัง แค่ต้องฟังเสียงของลมให้ดีกว่าเสียงของเครื่องจักรเท่านั้นเอง ถ้าเราพยายามจะเอาชนะธรรมชาติด้วยความรุนแรง เราก็จะถูกมันบดขยี้กลับมาเสมอ"
คัลซังพยักหน้าช้าๆ อย่างเห็นด้วยพลางยื่นมือไปแตะที่คานเหล็ก "ข้าสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนไป หอคอยนี้ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่แค่ก้อนเหล็กที่ยืนต้านลมอีกต่อไป"
ทันใดนั้น สัญญาณเตือนภัยที่ข้อมือของทาชิก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่สัญญาณแจ้งเหตุร้าย มันคือสัญญาณแจ้งว่ามีการตรวจพบวัตถุแปลกปลอมที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาทุ่งรวงทองลอยฟ้าจากทางทิศเหนือ
ทาชิรีบส่องกล้องทางไกลไปในทิศทางนั้นและพบกับฝูงโดรนเก็บเกี่ยวเถื่อนที่กำลังมุ่งหน้ามายังพื้นที่เกษตรกรรมของหมู่บ้าน พวกมันคือกลุ่มโจรสลัดอากาศที่มักจะฉวยโอกาสในช่วงหลังพายุสงบเพื่อเข้ามาขโมยรวงทองลอยฟ้าไปขายในตลาดมืด
"พวกมันมากันเป็นฝูงเลย ยังเชน เตรียมระบบป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดี๋ยวนี้!" ทาชิตะโกนสั่งการผ่านวิทยุพลางหันไปมองคัลซังที่เริ่มหยิบอาวุธประจำกายที่เป็นปืนยิงข่ายประจุไฟฟ้าออกมาเตรียมพร้อม
พายุเพิ่งจะผ่านพ้นไป แต่ศึกครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทาชิรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาไม่อาจใช้เพียงเสียงเพลงเพื่อสันติได้อีกต่อไป เขาต้องใช้ความรู้ทั้งหมดที่มีเพื่อปกป้องลมหายใจของหมู่บ้านนี้ไว้ให้ได้
โดรนลำแรกพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงและพยายามจะใช้กรงเล็บโลหะเกี่ยวดึงต้นรวงทองออกจากดิน ทาชิไม่รอช้า เขาปรับจูนคลื่นความถี่จากเครื่องส่งสัญญาณที่เพิ่งซ่อมเสร็จให้กลายเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรงและยิงตรงไปยังกลุ่มโดรนเหล่านั้น
เสียงหวีดหวิวที่ดังจนแสบแก้วหูดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา โดรนหลายลำเริ่มเสียการทรงตัวและชนกันเองกลางอากาศจนร่วงหล่นลงสู่เหวเบื้องล่าง แต่พวกที่เหลือยังคงพยายามฝ่าวงล้อมคลื่นเสียงเข้ามาอย่างไม่ลดละ
"พวกมันอัปเกรดระบบนำทางมาใหม่ คลื่นเสียงปกติทำอะไรมันไม่ได้มากนัก!" ยังเชนรายงานจากห้องควบคุมด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน "เราต้องใช้การรบกวนสัญญาณในระดับที่ลึกกว่านี้ ทาชิ นายต้องส่งสัญญาณจากยอดหอคอยโดยตรง!"
ทาชิปีนขึ้นไปยังจุดสูงสุดของหอคอยอีกครั้งท่ามกลางกระสุนไฟฟ้าที่ศัตรูระดมยิงเข้าใส่ เขาไม่มีเวลาให้กลัวตายอีกต่อไป มือของเขาคว้าคริสตัลนำสัญญาณหลักออกมาและถือมันไว้กลางอากาศเพื่อใช้ร่างกายของเขาเองเป็นเสาอากาศรับพลังงาน
ความเจ็บปวดจากการที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายทำให้ทาชิแทบจะสิ้นสติ แต่เขาเค้นเสียงร้องออกมาด้วยความโกรธแค้นและพลังทั้งหมดที่มี เสียงตะโกนของเขาผสมผสานกับคลื่นความถี่ของคริสตัลกลายเป็นเกราะป้องกันขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั่วทั้งทุ่งรวงทองลอยฟ้า
โดรนของโจรสลัดอากาศที่สัมผัสกับเกราะพลังงานนั้นพากันระเบิดออกเป็นจลาจลกลางเวหา แสงไฟจากการระเบิดสว่างจ้าจนบดบังแสงอาทิตย์ไปชั่วขณะ ก่อนที่พวกที่เหลือจะยอมถอยทัพกลับไปด้วยความหวาดกลัวต่อพลังที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ทาชิร่วงหล่นลงมาบนพื้นดาดฟ้าของหอคอย ร่างกายของเขาสั่นเทาและมีกลิ่นไหม้จางๆ ลอยออกมาจากผิวหนัง ยังเชนและคัลซังรีบขึ้นมาช่วยเขาและพบว่าเขายังคงหายใจอยู่แม้ดวงตาจะปิดสนิท
ในนิมิตที่กึ่งหลับกึ่งตื่น ทาชิเห็นพ่อของเขายืนอยู่ในทุ่งรวงทองที่กว้างใหญ่ไพศาล พ่อยิ้มให้เขาและยื่นมือมาสัมผัสที่หัวไหล่พร้อมกับกระซิบบอกว่าเขาได้ทำหน้าที่ของผู้รักษาคลื่นความถี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
วันเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ ทาชิฟื้นตัวขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บอย่างช้าๆ แม้ร่างกายจะยังไม่แข็งแรงเหมือนเดิมแต่จิตวิญญาณของเขากลับดูแกร่งกล้าขึ้น เขาได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าผู้ปรับจูนคลื่นความถี่คนใหม่ของหมู่บ้านเพื่อสืบทอดตำนานที่เกือบจะเลือนหายไป
ทุ่งรวงทองสีชาดในปีนี้ให้ผลผลิตที่งดงามที่สุดในรอบศตวรรษ แสงสีทองส้มของมันยามต้องแสงอาทิตย์ดูราวกับเป็นพรมวิเศษที่ลอยอยู่เหนือโลกที่วุ่นวาย ทาชิมองดูผลงานของเขาด้วยความภาคภูมิใจขณะที่นั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องทำงานใหม่
ยังเชนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับช่อดอกไม้สีม่วงเล็กๆ ที่หาได้เฉพาะบนยอดเขาที่สูงที่สุด เธอวางมันลงบนโต๊ะและยิ้มให้เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งกว่าคำพูด
"พวกเราเตรียมตัวสำหรับการเก็บเกี่ยวใหญ่ในวันพรุ่งนี้แล้วนะ ทาชิ" เธอกล่าวพลางเอื้อมมือไปกุมมือของเขาที่ยังมีรอยแผลเป็นจากเหตุการณ์ครั้งนั้น "ขอบคุณที่ปกป้องบ้านของเราไว้"
ทาชิบีบมือเธอเบาๆ และมองออกไปที่ขอบฟ้าที่กว้างไกล เขาพอมองเห็นภาพอนาคตที่มนุษย์และธรรมชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนผ่านท่วงทำนองแห่งชีวิตที่ไม่มีวันดับสูญ
บทเพลงแห่งลมและคลื่นความถี่ยังคงบรรเลงต่อไปในหุบเขาแห่งนี้ มันเป็นเครื่องเตือนใจว่าตราบใดที่เรายังมีความหวังและกล้าที่จะเผชิญหน้ากับพายุ เราจะสามารถสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้เสมอจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าความเชื่อมั่น
ทาชิหยิบปากกาขนนกขึ้นมาจารึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นลงในสมุดบันทึกเล่มเก่าของพ่อ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าความลับที่แท้จริงของการอยู่รอดไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่อยู่ที่หัวใจที่สามารถฟังเสียงของโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้งที่สุด
แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงเงาสลัวของหอคอยส่งสัญญาณที่ยังคงสั่นไหวเบาๆ ในจังหวะที่สม่ำเสมอ เป็นสัญญาใจที่จะปกป้องทุ่งรวงทองสีชาดแห่งนี้ไปชั่วนิรันดร์
วิหคเพลิงเถ้าถ่าน ณ ปลายทางแห่งนิรันดร์
รอยจารึกใต้เงาจันทร์ทอแสง
รอยร้าวแห่งศิลาและหยาดน้ำค้าง
โคมลอยเหนือสายน้ำในคืนไร้ดาว
ลำนำสายน้ำเย็นใต้ร่มเงาพฤกษาพันปี
บทเพลงจากเงาไม้ในฤดูหนาวที่ไร้เงา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น