กลิ่นน้ำมันสนฉุนกึกอบอวลอยู่ในห้องใต้ดินแคบๆ ขณะที่ปลายพู่กันขนสัตว์ค่อยๆ ปัดฝุ่นละอองที่เกาะตัวหนาบนภาพเขียนสีน้ำมันยุคเรอเนสซองซ์ แสงไฟนีออนสลัวๆ จากเพดานกะพริบถี่จนเกิดเสียงหึ่งๆ ที่น่ารำคาญใจ แต่ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขากำลังจดจ่ออยู่กับการคัดลอกรอยแตกของเนื้อสีที่ดูเหมือนจะผิดธรรมชาติไปจากจุดอื่นของภาพ
หยดเหงื่อไหลซึมลงมาตามขมับของเอเลียสเมื่อเขาพบว่าใต้ชั้นสีน้ำตาลเข้มของภาพทิวทัศน์ธรรมดา มีร่องรอยของลายเส้นสีทองที่เขียนทับไว้อย่างประณีตบรรจง ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังมาจากด้านบนของเพดานห้องสตูดิโอ เขาชะงักมือที่กำลังถือมีดผ่าตัดขนาดจิ๋วเอาไว้แน่น
เสียงฝีเท้าหยุดลงที่หน้าประตูเหล็กบานหนาของห้องเก็บของใต้ดิน ก่อนที่เคาะจังหวะสามครั้งจะดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะที่ดูเป็นระเบียบจนน่ากลัว เอเลียสไม่ได้ตอบรับ แต่เขากลับคว้าเอาผ้าผืนใหญ่มาคลุมภาพวาดตรงหน้าไว้อย่างรวดเร็วพลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอาการมือสั่น
ประตูบานนั้นเปิดออกพร้อมกับเสียงสนิมเหล็กเสียดสีกันจนน่าหวาดเสียว ชายในชุดสูทสีเทาเข้มเดินเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมของโคโลญราคาแพงที่ดูขัดกับความอับชื้นของสถานที่แห่งนี้ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยความเรียบเฉยก่อนจะหยุดสายตาลงที่ผ้าคลุมผืนใหญ่บนโต๊ะทำงาน
สายตาของชายแปลกหน้าคนนั้นไม่ได้มีความเป็นมิตรแม้แต่น้อย เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า งานซ่อมแซมชิ้นสำคัญของตระกูลวอล์คเกอร์คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เอเลียสทำเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แทนคำตอบ โดยไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขัดขวางความเงียบที่กำลังกดทับห้องนี้อยู่
ทว่าลึกๆ ในใจของเขากลับรู้ดีว่า ภาพวาดที่เขากำลังซ่อมแซมอยู่นี้ไม่ใช่แค่สมบัติล้ำค่าตามที่ได้รับว่าจ้างมา แต่มันคือแผนที่สู่ห้องนิรภัยที่สูญหายไปนานกว่าศตวรรษ ซึ่งบรรพบุรุษของชายตรงหน้าอาจจะเป็นคนกวาดล้างร่องรอยทั้งหมดทิ้งไปเอง เอเลียสต้องเลือกระหว่างความอยู่รอดกับความจริงที่อาจทำลายทุกอย่างที่เขารัก
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เอเลียสทำงานภายใต้ความกดดันของคำขู่ที่ซ่อนอยู่ในคำพูดสุภาพเรียบร้อย เขาเป็นเพียงนักซ่อมแซมภาพวาดอิสระที่บังเอิญได้รับงานชิ้นนี้ผ่านช่องทางลับ แต่บัดนี้เขารู้สึกเหมือนเป็นนักโทษในกรงขังที่มองเห็นทางออกเพียงทางเดียวคือการเปิดเผยความลับของภาพวาดนี้ให้โลกได้รับรู้
เขามักจะแอบเก็บตัวอย่างสีที่ขูดได้ไปวิเคราะห์ในห้องแล็บเล็กๆ หลังบ้านเสมอ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขามั่นใจว่าสีที่ถูกทาทับไว้ทำมาจากแร่ธาตุหายากที่ไม่มีอยู่จริงในศตวรรษที่สิบเก้า มันคือรหัสทางเคมีที่ใช้ระบุพิกัดทางภูมิศาสตร์ของสถานที่แห่งหนึ่งในหุบเขาทางเหนือ เอเลียสเริ่มวางแผนที่จะหลบหนีพร้อมกับต้นฉบับภาพวาดนี้ทันทีที่มีโอกาส
วันหนึ่งชายในชุดสูทคนเดิมกลับมาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคน พวกเขาเริ่มรื้อค้นเอกสารและอุปกรณ์ทำงานของเอเลียสราวกับกำลังตามหาสิ่งของที่หายไป เอเลียสยืนกอดอกนิ่งอยู่มุมห้อง พยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้แสดงความหวาดกลัวออกมา เขาซ่อนรหัสที่ถอดได้ไว้ในปลอกปากกาโลหะที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อ
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดเมื่อหนึ่งในลูกน้องของชายชุดสูทหยิบภาพวาดใบหนึ่งขึ้นมาดูแล้วส่งเสียงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน มันไม่ใช่ภาพที่เขากำลังซ่อมอยู่ แต่เป็นภาพสเก็ตช์ที่เขาแอบวาดพิกัดลับไว้ในช่วงกลางคืน ชายชุดสูทเดินเข้ามาหาเอเลียสแล้วกระซิบข้างหูว่า ความจริงเป็นสิ่งที่อันตรายเกินกว่าคนธรรมดาจะแบกรับได้
เอเลียสพยายามเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการอ้างว่ามันเป็นเพียงภาพร่างสำหรับการซ่อมแซมสีพื้นหลัง แต่ชายชุดสูทกลับไม่หลงเชื่อ เขาคว้าแขนเอเลียสไว้แน่นจนเกิดรอยแดง ก่อนจะออกคำสั่งให้ลูกน้องยึดอุปกรณ์ทุกอย่างและพาตัวเขากลับไปสอบสวนที่คฤหาสน์ของตระกูล เอเลียสรู้ดีว่านี่คือจุดจบหากเขาไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง
ในจังหวะที่ลูกน้องคนหนึ่งเผลอ เอเลียสใช้ขวดน้ำมันสนที่วางอยู่บนโต๊ะปัดลงพื้นจนแตกกระจาย กลิ่นฉุนฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนทุกคนต้องชะงักและใช้มือปิดจมูก เอเลียสไม่รอช้าเขาคว้าไฟแช็กที่พกติดตัวออกมาแล้วจุดเข้ากับเศษผ้าที่เปื้อนน้ำมันทันที เปลวไฟลุกโชนขึ้นขวางกั้นระหว่างเขากับกลุ่มคนเหล่านั้น
ความโกลาหลเกิดขึ้นในห้องใต้ดินที่แคบและอับชื้น เอเลียสฉวยจังหวะนี้คว้าภาพวาดต้นฉบับที่คลุมไว้ใต้ผ้าวิ่งพุ่งออกไปทางประตูหนีไฟที่เขาแอบทำสัญลักษณ์ไว้ เขาไม่หันหลังกลับไปมองแม้แต่จะเห็นเงาของชายชุดสูทพยายามฝ่ากองเพลิงออกมา เสียงตะโกนสาปแช่งไล่หลังเขามาเป็นระยะท่ามกลางเสียงระเบิดของสารเคมีบางอย่างที่เก็บไว้ในห้อง
เขาโผล่ออกมายังตรอกมืดๆ ด้านหลังอาคารท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ความเย็นเยียบปะทะใบหน้าทำให้เขาได้สติ เอเลียสวิ่งไปตามตรอกแคบๆ โดยมีภาพวาดแนบชิดติดตัวแน่น เขาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่แค่การขโมยงานศิลปะ แต่มันคือการเปิดโปงอาชญากรรมทางประวัติศาสตร์ที่ตระกูลวอล์คเกอร์พยายามซุกซ่อนไว้ใต้สีน้ำมัน
การไล่ล่าดำเนินไปอย่างดุเดือดกลางมหานครที่เต็มไปด้วยแสงสี เอเลียสใช้ความคุ้นเคยกับตรอกซอกซอยและการลัดเลาะผ่านตึกแถวเก่าแก่เพื่อหนีจากรถยนต์สีดำที่วิ่งตามมา เขาจำใจต้องทิ้งรอยเท้าไว้บนกองขยะเพื่อล่อหลอกให้พวกมันหลงทางไปอีกทิศทางหนึ่ง ขณะที่ตัวเขาเองมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจกลางเมือง
เมื่อถึงหน้าสถานีเอเลียสเกือบจะหมดแรง ทว่าเขากลับพบว่าที่นี่เองก็อาจจะไม่ปลอดภัย เพราะเขารู้ดีว่าอิทธิพลของตระกูลวอล์คเกอร์นั้นแผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า เขาตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายไปที่สำนักข่าวท้องถิ่นที่อยู่ห่างออกไปอีกสามบล็อกตึก ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินร่างกายจนเขารู้สึกเหมือนภาพรอบตัวเริ่มพร่าเลือน
เขากัดฟันวิ่งต่อไปจนถึงประตูหน้าของสำนักข่าวที่ยังคงเปิดไฟสว่างไสว เอเลียสผลักประตูเข้าไปพร้อมกับภาพวาดในมือที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน บรรณาธิการข่าวสาวคนหนึ่งหันมามองด้วยความตกใจก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานเมื่อเห็นสภาพที่สะบักสะบอมของเขา เอเลียสยื่นภาพวาดให้เธอพร้อมกับกระซิบว่า นี่คือหลักฐานทั้งหมดของความตายที่ถูกซ่อนไว้
ในจุดที่พีคที่สุดของความกดดัน เอเลียสถูกดักซุ่มจากชายชุดสูทที่ตามมาทันที่หน้าประตูทางเข้าสำนักข่าว พวกมันพยายามยื้อแย่งภาพวาดจากมือเขาจนเกิดการชุลมุน เอเลียสตัดสินใจเหวี่ยงภาพวาดนั้นไปให้บรรณาธิการข่าวสาวพร้อมตะโกนบอกให้เธอรีบถ่ายรูปและบันทึกไว้ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกทำลาย
ชายชุดสูทควักปืนพกออกมาจ่อไปที่เอเลียส แต่ในวินาทีนั้นเอง แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปของบรรณาธิการสาวก็สว่างวาบขึ้นซ้ำๆ จนทำให้คนร้ายเสียหลัก เอเลียสพุ่งตัวเข้าใส่ชายชุดสูทอย่างไม่คิดชีวิตจนทั้งคู่ล้มลงไปกองกับพื้นหน้าตึก ท่ามกลางสายตาของกลุ่มคนที่เริ่มเดินออกมาจากตึกข้างเคียงด้วยความสนใจ
เสียงไซเรนของตำรวจดังระงมไปทั่วบริเวณในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา รถสายตรวจหลายคันล้อมรอบพื้นที่เกิดเหตุไว้ได้ทันเวลา ชายชุดสูทถูกจับกุมในขณะที่เขายังพยายามดิ้นรนจะคว้าภาพวาดจากมือของบรรณาธิการข่าวสาว เอเลียสนั่งหอบหายใจอยู่บนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบด้วยความรู้สึกที่โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
เช้าวันรุ่งขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งไม่ได้พูดถึงเรื่องโจรผู้ร้ายธรรมดา แต่เป็นการเปิดเผยความลับของภาพวาดสีน้ำตาลที่กลายเป็นหลักฐานสำคัญในการสืบสวนคดีการหายตัวไปของนักวิชาการประวัติศาสตร์เมื่อหลายสิบปีก่อน เอเลียสถูกเรียกตัวไปให้การในฐานะพยานปากเอกและผู้กอบกู้มรดกทางวัฒนธรรมที่เกือบจะสูญหายไป
ชีวิตของเขากลับมาสงบสุขอีกครั้ง แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนที่อยู่อย่างลับๆ เพื่อความปลอดภัย แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป เอเลียสยังคงรับงานซ่อมแซมภาพวาดอยู่ แต่คราวนี้เขาจะตรวจสอบที่มาของทุกผลงานอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะรับมันมาไว้ในความดูแล เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ที่ควรจะถูกบันทึกต้องถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนที่ต้องการปิดบังความจริง
บนผนังห้องสตูดิโอใหม่ของเขา เอเลียสแขวนภาพจำลองของภาพวาดใบนั้นไว้เตือนใจถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา กลิ่นน้ำมันสนยังคงหอมอบอวลเช่นเดิม แต่มันไม่ได้ให้ความรู้สึกอึดอัดเหมือนห้องใต้ดินแห่งนั้นอีกแล้ว เขามองดูรอยแปรงที่เขาสร้างขึ้นใหม่ด้วยความภูมิใจ เพราะเขารู้ดีว่าความจริงไม่เคยหายไปไหน มันเพียงแค่รอเวลาที่จะถูกเปิดเผยด้วยมือของคนที่กล้าหาญพอจะรักษามันไว้
เขายืนมองแสงยามเย็นที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบผืนผ้าใบ แสงนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกมืดมิดหรือน่าสะพรึงกลัวอย่างที่เคย แต่เป็นแสงที่เต็มไปด้วยความหวังสำหรับวันพรุ่งนี้ เอเลียสหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะเริ่มลงสีในงานชิ้นใหม่ที่เขาวาดขึ้นด้วยหัวใจของตัวเอง โดยไม่มีความลับใดๆ ซ่อนอยู่ใต้ชั้นสีเหล่านั้นอีกต่อไป
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น