สายฝนสีเงินโปรยปรายลงมาบนผืนดินที่แห้งแล้งราวกับเศษแก้วแตกละเอียด อลิสแตร์ยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของมหานครที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองด้วยเทคโนโลยีเหนือระดับ กลิ่นโอโซนจางๆ ผสมกับกลิ่นสนิมเหล็กอบอวลอยู่ในอากาศหนาวเหน็บ เขาสวมเสื้อโค้ทตัวหนาที่เปื้อนคราบฝุ่นสีเทา ดวงตาสีฟ้าหม่นของเขากวาดมองไปรอบตัวด้วยความรู้สึกว่างเปล่าที่กัดกินหัวใจมานานนับปี
ในมือของเขาถืออุปกรณ์ทรงกลมที่ส่องแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ มันคือเข็มทิศวัดแรงโน้มถ่วงที่พังเสียหายไปเกินครึ่ง แสงจากมันกะพริบถี่ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นผิดจังหวะท่ามกลางความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว อลิสแตร์สูดลมหายใจลึกๆ สัมผัสถึงความเย็นที่บาดลึกเข้าไปในปอด ราวกับว่าอากาศที่นี่กำลังพยายามจะแช่แข็งทุกความรู้สึกที่เขามีเหลืออยู่
เบื้องหน้าของเขาคือประตูมิติที่เปิดค้างไว้เหมือนรอยแยกบนผืนผ้าใบที่ฉีกขาด แสงสีทองรำไรเล็ดลอดออกมาจากรอยแยกนั้น ส่องสว่างกระทบกับใบหน้าซูบตอบของชายหนุ่ม เขาไม่ใช่ผู้มาเยือนคนแรกที่เดินทางมาถึงจุดนี้ แต่น่าจะเป็นคนสุดท้ายที่ยังคงถือครองความหวังอันริบหรี่ว่าเขาจะสามารถกู้คืนความทรงจำที่หายไปได้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง อลิสแตร์ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เขารู้ดีว่าเป็นใคร เอเลน่าหญิงสาวผู้มีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตาซ้ายยืนหอบหายใจอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เธอคือเพื่อนร่วมทางเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่หลังจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อสามปีก่อน เธอกำชับปืนพกกระบอกเก่าในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"เราต้องไปเดี๋ยวนี้ แรงกดดันของมิติกำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า" เอเลน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด เธอเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ดูขัดกับสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายรอบข้างเหลือเกิน อลิสแตร์มองเธอด้วยสายตาที่ซับซ้อน ความผูกพันที่พวกเขามีต่อกันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความเป็นความตาย แต่มันคือพันธนาการของความผิดบาปที่ไม่มีใครอยากจดจำ
อลิสแตร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "ถ้าเราเข้าไปตอนนี้ เราอาจจะไม่ได้กลับออกมาอีกเลย ความจริงที่เธอตามหาอยู่หลังรอยแยกนั่นมันอาจจะฆ่าเราทั้งคู่" เขาขยับตัวเข้าใกล้จนระยะห่างระหว่างกันลดน้อยลง สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเธอท่ามกลางอากาศเย็นจัด
เอเลน่าแค่นยิ้มที่มุมปาก แววตาของเธอสั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว "ความตายไม่ใช่สิ่งที่ฉันกลัว อลิสแตร์ สิ่งที่ฉันกลัวคือการใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ ในโลกที่ไม่มีใครจำได้ว่าเราเป็นใครต่างหาก" เธอละมือจากปืนแล้วเอื้อมมาแตะที่หน้าอกของเขา สัมผัสที่เย็นเยียบจากถุงมือหนังทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย
ความขัดแย้งในใจของอลิสแตร์เริ่มก่อตัวเป็นก้อนหน่วงหนัก เขาต้องการช่วยเธอ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้ดีว่าความทรงจำที่เธอโหยหาอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากของจักรวาลที่แตกสลายไปแล้ว เขาถอนหายใจยาวก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินไปยังรอยแยกแห่งนั้นโดยมีเอเลน่าเดินตามมาติดๆ
เมื่อข้ามผ่านรอยแยกเข้าไป โลกทั้งใบก็สั่นสะเทือน เสียงกึกก้องเหมือนโลหะเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทุกทิศทาง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มและมีเกล็ดหิมะสีดำร่วงหล่นลงมาราวกับหยาดน้ำตาจากเบื้องบน อลิสแตร์รู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังถูกฉีกกระชากออกเป็นส่วนๆ ตามแรงดึงดูดที่แปรปรวน
เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแยกตัวออกเป็นเหวขนาดใหญ่ อลิสแตร์คว้าแขนเอเลน่าไว้ได้ทันก่อนที่เธอจะร่วงลงไปในความมืดมิด เสียงกรีดร้องของเธอหายไปในพายุที่โหมกระหน่ำ เขาพยายามดึงเธอกลับมาด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี แม้ว่าความเจ็บปวดจากการดึงรั้งจะทำให้แขนของเขาแทบขาด
"ยึดมือฉันไว้แน่นๆ อย่าปล่อยเด็ดขาด!" อลิสแตร์ตะโกนแข่งกับเสียงลมพายุที่พัดผ่านจนหูอื้อ เอเลน่าพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด ในวินาทีนั้นเขารู้สึกได้ว่าพันธนาการระหว่างพวกเขากำลังจะขาดสะบั้นลง หากเขายังลังเลที่จะยอมรับความจริงที่อยู่ตรงหน้า
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อกองทัพเงาปรากฏตัวขึ้นจากกลุ่มก้อนหมอกหนา พวกมันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน เป็นเพียงเงาสีดำสนิทที่ขยับเขยื้อนตามจังหวะของการเต้นของหัวใจอลิสแตร์ พวกมันเริ่มรุกคืบเข้ามาใกล้พร้อมกับเสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เอเลน่าชักปืนขึ้นยิงใส่กลุ่มเงา แต่กระสุนเพียงแค่ทะลุผ่านไปโดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ
"กระสุนไม่มีความหมายในที่แห่งนี้ เราต้องใช้จิตใจในการต่อสู้" อลิสแตร์กล่าวพลางหลับตาลงรวบรวมสมาธิ เขาเริ่มนึกถึงภาพความทรงจำที่ชัดเจนที่สุด ภาพของบ้านหลังเก่าที่มีกลิ่นอบเชยและเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว พลังงานสีขาวสว่างวาบออกมาจากตัวเขา ผลักดันให้กลุ่มเงาถอยร่นไปราวกับโดนเปลวไฟแผดเผา
เหตุการณ์ที่สามคือการปรากฏตัวของร่างเงาของตัวเขาเองในอดีต ร่างนั้นยืนถือเข็มทิศเล่มเดียวกันและมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เยือกเย็น อดีตกับปัจจุบันปะทะกันกลางอากาศ แสงสีฟ้าและสีขาวสลับกันไปมาจนกลายเป็นสีทองที่น่าหลงใหล เอเลน่ามองภาพนั้นด้วยความทึ่ง เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอลิสแตร์ถึงกลัวการเดินทางครั้งนี้
"ถ้าคุณชนะตัวคุณเองไม่ได้ คุณก็จะติดอยู่ในวังวนนี้ตลอดไป" เสียงกระซิบของเอเลน่าดังขึ้นข้างหูของเขา อลิสแตร์กัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าร่างเงานั้นคือตัวตนที่ยังยึดติดกับอดีต ความเสียใจ และความผิดพลาดที่เขายังไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ เขาต้องทำลายกำแพงนั้นทิ้งเสียก่อนที่จะสายเกินไป
เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดพุ่งเข้าหาร่างเงานั้น ทั้งสองประทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกขนาดใหญ่ อลิสแตร์ไม่ได้ใช้กำลังกาย แต่เขาใช้ความเข้าใจและการยอมรับ เขาพึมพำคำขอโทษต่อตัวเองในอดีตอย่างแผ่วเบา ร่างเงานั้นเริ่มแตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองและหลอมรวมเข้ากับร่างของเขาในที่สุด
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันเป็นความเงียบที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ เอเลน่ายืนมองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง เธอรู้ดีว่าอลิสแตร์ได้ผ่านบททดสอบที่ยากที่สุดในชีวิตมาแล้ว ความรู้สึกกดดันที่เคยมีในใจเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความสงบที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
จุดพีคของสถานการณ์มาถึงเมื่อแกนกลางของมิติคู่ขนานเริ่มระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แสงสว่างจ้าจนมองไม่เห็นสิ่งใด อลิสแตร์คว้ามือเอเลน่าไว้แน่น เขาตัดสินใจที่จะไม่หนีอีกต่อไป เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีดึงรั้งมิติที่กำลังแตกสลายเอาไว้ด้วยตัวของเขาเอง เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่นออกมาจากลำคอของเขาในขณะที่ร่างกายเริ่มเลือนหายไปทีละส่วน
"ปล่อยฉันไปเถอะ อลิสแตร์ คุณไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว!" เอเลน่าตะโกนร้องไห้ขณะที่เธอกำลังถูกแรงเหวี่ยงของมิติผลักออกไป อลิสแตร์ส่ายหน้าเบาๆ แววตาของเขามุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว เขาเลือกที่จะสละตัวตนเพื่อรักษาความสมดุลของโลกที่เหลืออยู่ แม้ว่ามันหมายถึงการลบเลือนชื่อของเขาออกจากประวัติศาสตร์ไปตลอดกาล
ความรู้สึกเจ็บปวดมหาศาลถาโถมเข้ามา แต่เขากลับรู้สึกเป็นอิสระอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพความทรงจำทั้งหมดไหลย้อนกลับมาหาเขาเหมือนสายน้ำที่เชี่ยวกราก ทั้งความรัก ความสูญเสีย ความหวัง และความสิ้นหวัง ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงไปพร้อมกับแสงสว่างที่จางหาย
เมื่อทุกอย่างสงบลง เอเลน่าลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอพบว่าตัวเองยืนอยู่บนเนินเขาหญ้าเขียวขจีในโลกใบเดิมที่เธอจากมา แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของเธอให้ความรู้สึกอบอุ่นจนน่าประหลาดใจ แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือในมือของเธอไม่มีปืนพกกระบอกนั้นอีกต่อไป มีเพียงเข็มทิศอันเก่าที่หยุดทำงานไปนานแล้ว
เธอพยายามนึกถึงใบหน้าของคนที่เคยยืนเคียงข้าง แต่ภาพนั้นกลับพร่าเลือนราวกับความฝันที่เพิ่งตื่น เธอจำไม่ได้ว่าเขาเป็นใคร หรือแม้แต่ว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ความโหยหาที่เคยกัดกินหัวใจหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่าที่อบอุ่นอย่างประหลาด เธอเดินลงจากเนินเขาไปตามเส้นทางที่ไร้จุดหมาย
ลมพัดผ่านเบาๆ พาเอาเศษใบไม้สีเหลืองทองปลิวว่อนไปตามอากาศ ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไม่มีร่องรอยของรอยแยกที่เคยฉีกขาด โลกกลับคืนสู่ความปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอเลน่าหยุดยืนนิ่งกลางทุ่งหญ้า เธอหันกลับไปมองทางเดิมที่เธอเดินมาด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับว่ามีใครบางคนเพิ่งจะเดินผ่านไปเมื่อครู่
ไม่มีคำตอบใดๆ หลงเหลืออยู่ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงนกร้องเพลงที่แว่วมาตามลมเบาๆ เอเลน่าก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าจางๆ บนผืนดินที่เริ่มเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลาที่หมุนเวียนไปอย่างไม่มีวันหยุดพัก ทิ้งความทรงจำที่หายสาบสูญไว้ใต้ชั้นธุลีของจักรวาลที่ไม่มีใครได้รับรู้
รหัสลับมนุษย์สุดท้าย
อุบัติการณ์ข้ามพรมแดนเวลา
วิศวกรแห่งความเงียบงัน
พิกัดที่ไร้เงาของเวลา
ผู้บันทึกรอยร้าวบนผืนฟ้า
โครโมโซมแห่งความทรงจำนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น