กลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งผ่านพ้นไปอบอวลอยู่ในอากาศของย่านเมืองเก่า สะพานหินโบราณทอดยาวข้ามผ่านคลองสายเล็กที่น้ำนิ่งสนิท ราวกับกาลเวลาในสถานที่แห่งนี้ได้หยุดหมุนลงไปนานแล้ว แสงไฟจากโคมเหล็กดัดสีดำสลัวรางสะท้อนลงบนพื้นถนนอิฐที่เปียกชื้น รินดาในชุดกระโปรงผ้าไหมสีเทาหม่นยืนกอดกล่องไวโอลินไม้เก่าแก่ไว้แนบอก นิ้วเรียวยาวของเธอสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากสายลมยามค่ำคืน
บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่เกาะอยู่ตามขอบหน้าต่างไม้แกะสลักร่วงหล่นลงมาเป็นจังหวะ ราวกับเสียงเคาะของนาฬิกาทรายที่ไม่เคยหยุดทำงาน รินดาเป็นนักไวโอลินที่จมอยู่กับบทเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมานับปี เธอกลัวการเปลี่ยนคีย์และกลัวการก้าวไปข้างหน้า เพราะในทุกท่วงทำนองที่เธอสี เธอรู้สึกเหมือนกำลังดึงเอาความทรงจำของคนรักเก่าที่จากไปให้หวนคืนมาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ของเธอเสมอ
เงาสะท้อนจากกระจกร้านขายของเก่าข้างหลังเธอเผยให้เห็นชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดตา เขายืนพิงกรอบประตูไม้แกะสลักด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตาที่เขามองไปยังฟากฟ้ากลับดูหม่นหมองอย่างประหลาด เขาคือคีตะ ชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ในการมองเห็นความเป็นไปได้ของอนาคตผ่านการฟังเสียงรอบตัว แต่เขากลับเลือกที่จะปิดหูและทำตัวเป็นคนไร้ความรู้สึกเพื่อหนีจากภาพนิมิตที่น่ากลัวเหล่านั้น
คีตะขยับตัวก้าวออกมาจากมุมมืด แสงไฟข้างทางตกกระทบใบหน้าคมสันของเขาเผยให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาไม่ได้มองรินดาโดยตรง แต่เขากลับจ้องมองไปที่กล่องไวโอลินในมือเธออย่างตั้งใจ ความเงียบระหว่างคนทั้งสองดูเหมือนจะหนักอึ้งกว่าปกติ ราวกับว่าต่างฝ่ายต่างรอคอยบางสิ่งที่จะมาทำลายกำแพงที่พวกเขาสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองจากโลกภายนอก
รินดาขยับตัวถอยหลังเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงตัวตนของคนแปลกหน้า แต่เธอก็ไม่ได้เดินหนีไปไหน เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ราวกับมีแรงดึงดูดบางอย่างรั้งเธอไว้ให้เผชิญหน้ากับชายหนุ่มคนนี้ ซึ่งเป็นคนที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนแต่กลับรู้สึกเหมือนเคยพบกันในความฝันที่เลือนรางและแตกสลายไปนานแล้ว เธอหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นดินหลังฝนตกช่วยปลอบประโลมหัวใจที่เต้นรัวของเธอได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
คีตะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทุ้มลึกเหมือนเสียงเชลโล่ในห้องโถงกว้างว่า "คุณเล่นเพลงที่ไม่มีทางจบลงได้ใช่ไหม มันคือเพลงที่วนเวียนอยู่ในกรงขังของความทรงจำของคุณเอง" คำพูดของเขาเหมือนลูกธนูที่พุ่งตรงเข้าปักกลางใจของรินดา ทำให้เธอหันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวง เธอไม่เคยบอกใครเรื่องเพลงที่เธอแต่งเอง แต่เขากลับรู้ดีราวกับว่าเขาเป็นเจ้าของความลับนั้นมาโดยตลอด
รินดากำสายกระเป๋าไวโอลินแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอพยายามควบคุมเสียงสั่นในลำคอขณะตอบกลับว่า "คุณเอาสิทธิ์อะไรมาตัดสินเพลงของฉัน ทั้งที่คุณก็แค่คนแปลกหน้าที่ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดในคืนที่ไม่มีใครมองเห็น" เธอพยายามจะสร้างกำแพงเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวที่เธอหวงแหนที่สุด ความเจ็บปวดจากการสูญเสียยังคงสดใหม่ในใจเธอเสมอไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม
คีตะไม่ได้โกรธเคืองกับการตอบโต้ที่ดุดันของเธอ เขากลับเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่งจนรินดาได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เหมือนกลิ่นไม้สนในฤดูหนาว "ผมไม่ได้ตัดสิน แต่ผมได้ยินมัน เสียงเพลงของคุณมันแผดร้องด้วยความโหยหาที่ไม่มีวันเติมเต็ม ผมเห็นอนาคตที่ไม่มีวันมาถึงในทุกครั้งที่คุณขยับคันชักนั่น มันช่างเป็นท่วงทำนองที่ทรมานใจเหลือเกิน" เขากล่าวพร้อมกับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชา
ความขัดแย้งในใจของรินดาเพิ่มพูนขึ้น เธอโหยหาใครสักคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของเธอ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็หวาดกลัวที่จะถูกมองเห็นตัวตนที่แท้จริง "ถ้าคุณเก่งนัก ทำไมคุณถึงไม่ลองเปลี่ยนอนาคตที่คุณเห็นล่ะ ทำไมถึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามชะตากรรมที่น่าเบื่อหน่ายนั้น" เธอท้าทายเขากลับด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งน้อยใจ และอยากจะร้องไห้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคีตะเพียงแค่ยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนล้าและไร้คำตอบ
ท่ามกลางความตึงเครียด คีตะหยิบฮาร์โมนิก้าไม้เก่าออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาเริ่มเป่าทำนองที่สอดประสานกับเสียงฝนที่เริ่มตกปรอยลงมาอีกครั้ง เสียงดนตรีของเขามีความเหงาแต่ก็แฝงไว้ด้วยความหวังที่ริบหรี่ รินดานิ่งงันไปเมื่อได้ยินท่วงทำนองที่คุ้นเคย มันคือทำนองเดียวกับที่เธอเล่นในใจเสมอมาแต่เธอไม่เคยกล้าที่จะบรรเลงมันออกมาให้ใครฟังอย่างสมบูรณ์
รินดารู้สึกถึงแรงกระตุ้นในหัวใจ เธอค่อยๆ เปิดกล่องไวโอลินออก หยิบเครื่องดนตรีคู่กายขึ้นมาแล้ววางมันไว้บนบ่า เสียงเสียดสีของสายไวโอลินแผ่วเบาในตอนแรกก่อนจะเริ่มดังขึ้นและประสานเข้ากับเสียงฮาร์โมนิก้าของคีตะได้อย่างน่าประหลาดใจ ราวกับว่านี่คือจังหวะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ให้พวกเขาทั้งสองมาพบกันเพื่อปลดปล่อยความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ภายใน
เหตุการณ์แรกที่เปลี่ยนความสัมพันธ์คือการที่ทั้งสองเริ่มสื่อสารผ่านดนตรีโดยไม่ใช้คำพูด รินดาสีเพลงที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยของวันวาน ขณะที่คีตะเป่าทำนองที่สดใสกว่าเดิมเพื่อกลบเกลื่อนความหม่นหมองนั้น พวกเขาเล่นไปพร้อมกันท่ามกลางสายฝนที่เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นพายุย่อมๆ ที่พัดผ่านย่านเมืองเก่าแห่งนี้ไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นนอกจากพวกเขา
เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นเมื่อสายฝนชะล้างโคลนจากพื้นถนนจนทำให้รินดาลื่นล้มลงไปบนพื้นหินเปียกชื้น คีตะรีบทิ้งฮาร์โมนิก้าไว้ข้างตัวแล้วพุ่งเข้าไปประคองเธอไว้แน่น เขาใช้ร่างกายของเขาบังสายฝนให้กับเธอ "คุณบ้าไปแล้วหรือไง ทำไมถึงไม่หยุดเล่น" เขาดุเธอด้วยความเป็นห่วงที่ปิดไม่มิด รินดาเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาที่น้ำตาคลอเบ้า เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเขาที่เข้ามาแทนที่ความเย็นเยียบในใจเธอ
เหตุการณ์ที่สามคือการที่คีตะตัดสินใจเล่าความลับเรื่องนิมิตของเขาให้รินดาฟังในขณะที่พวกเขาหลบฝนใต้หลังคาตึกแถวเก่า "ผมเห็นภาพคุณเดินจากไปในทุกๆ อนาคตที่ผมมองเห็น เพราะฉะนั้นผมถึงได้ปิดหูและทำตัวห่างเหินจากทุกคน ผมไม่อยากเห็นจุดจบที่ไม่มีคุณอยู่ในนั้น" คำสารภาพของเขาสั่นคลอนความรู้สึกของรินดาอย่างรุนแรง เธอเพิ่งเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องทำตัวห่างเหินมาตลอดเพราะเขาหวาดกลัวที่จะต้องสูญเสีย
รินดากุมมือเขาไว้แน่นแล้วกล่าวว่า "ถ้าอนาคตเป็นสิ่งที่กำหนดไว้แล้ว งั้นเรามาลองแต่งเพลงใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมดูไหมล่ะ แม้จะเป็นแค่เสี้ยววินาทีเดียวที่เรามีอยู่ตรงนี้ แต่มันก็เป็นของเราสองคน" เธอเริ่มต้นบรรเลงเพลงใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เป็นเพลงที่ไม่มีในตำราและไม่มีในความทรงจำเดิม เป็นเพลงที่สร้างขึ้นจากความหวังที่พวกเขาสองคนสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงเวลาที่หยุดหมุนนี้
ดนตรีของทั้งสองคนเริ่มดังขึ้นจนกลบเสียงพายุภายนอก หัวใจของพวกเขาสอดประสานเข้าหากันในท่วงทำนองที่ร้อนแรงและเปี่ยมไปด้วยความรักและความกล้าหาญ คีตะหลับตาลงและในครั้งนี้เขาไม่ได้มองเห็นอนาคตที่หม่นหมองอีกต่อไป แต่เขากลับเห็นเพียงแค่ภาพของรินดาที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขภายใต้แสงอาทิตย์ที่กำลังจะสาดส่องเข้ามาในวันพรุ่งนี้
นี่คือจุดพีคของเรื่องเมื่อเสียงเพลงถึงจุดสูงสุด รินดากรีดนิ้วลงบนสายไวโอลินด้วยความหนักแน่นและทรงพลัง คีตะเป่าฮาร์โมนิก้าด้วยแรงทั้งหมดที่มี ราวกับต้องการให้ท่วงทำนองนี้ดังกึกก้องไปถึงกาลเวลาที่ยังไม่มาถึง ความรู้สึกที่อัดอั้นมานานนับปีถูกระบายออกมาผ่านเสียงดนตรีจนหมดสิ้น ทั้งสองต่างรู้ดีว่านี่คือวินาทีที่พวกเขาเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเองไปตลอดกาล
เมื่อเสียงเพลงจบลง ความเงียบก็กลับคืนมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัวหรือโดดเดี่ยวอีกต่อไป แสงสีทองของเช้าวันใหม่เริ่มสาดส่องลงมาผ่านกลุ่มเมฆที่แยกตัวออกจากกัน คีตะลืมตาขึ้นมองรินดาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ความเหนื่อยล้าและความกลัวในแววตาของเขาได้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวังที่เต็มเปี่ยมและประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
รินดาค่อยๆ วางไวโอลินลงในกล่องอย่างทะนุถนอม ความรู้สึกผิดและเงาของอดีตที่เคยเกาะกินใจเธอได้ถูกชำระล้างไปพร้อมกับสายฝนแล้ว เธอมองดูมือของตัวเองที่ไม่มีอาการสั่นอีกต่อไป เธอพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ต้องมีเพลงเดิมๆ คอยเหนี่ยวรั้งไว้ เธอหันไปยิ้มให้กับคีตะ ซึ่งตอนนี้เขาก็ยิ้มตอบกลับมาด้วยความจริงใจอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
ความขัดแย้งภายในใจของทั้งคู่ได้รับการคลี่คลายลงเมื่อพวกเขาตัดสินใจยอมรับความไม่แน่นอนของอนาคต คีตะเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันและรินดาก็เรียนรู้ที่จะปล่อยวางอดีต ทั้งสองคนยืนเคียงข้างกันบนสะพานหินที่เปียกชื้น มองดูแสงอาทิตย์ที่เริ่มส่องประกายกระทบกับหยดน้ำที่ค้างอยู่ตามใบไม้และพื้นถนน มันเป็นภาพที่สวยงามและเต็มไปด้วยชีวิตชีวาอย่างที่ไม่เคยปรากฏในนิมิตของคีตะมาก่อนเลย
พวกเขารู้ดีว่าชีวิตหลังจากนี้อาจจะมีอุปสรรคอีกมากมายรออยู่ แต่ตราบใดที่พวกเขายังมีกันและมีท่วงทำนองที่สร้างขึ้นมาด้วยกัน พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกต่อไป รินดายื่นมือไปกุมมือคีตะไว้แน่น ความอบอุ่นที่ไหลผ่านฝ่ามือของกันและกันคือคำสัญญาที่เงียบเชียบว่าพวกเขาจะร่วมกันสร้างอนาคตที่ไม่เคยมีใครกำหนดไว้
พวกเขาเดินเคียงคู่กันไปตามถนนในย่านเมืองเก่าที่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องไปพร้อมกับเสียงนกร้องต้อนรับวันใหม่ ทิ้งไว้เพียงกล่องไวโอลินและฮาร์โมนิก้าที่วางอยู่ข้างกันบนม้านั่งไม้เก่าที่สะพานหิน เป็นหลักฐานของคืนที่กาลเวลาเคยหยุดหมุนและหัวใจสองดวงได้ค้นพบกันอย่างแท้จริง
ภาพสุดท้ายที่ทิ้งไว้คือแผ่นหลังของคนทั้งสองที่ค่อยๆ หายไปในม่านหมอกจางๆ ของเช้าวันใหม่ ทิ้งให้ท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่เป็นพยานถึงจุดเริ่มต้นของบทเพลงบทใหม่ที่กำลังจะถูกบรรเลงขึ้นในอีกไม่ช้า ความเงียบที่ตามมานั้นเปี่ยมไปด้วยความหมายและความหวังที่ใครบางคนอาจจะมาพบเห็นและรับรู้ถึงตำนานความรักที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในเมืองที่กาลเวลาเคยลืมเลือนแห่งนี้
ใต้ดาวที่เราฝัน
จังหวะหัวใจในร้านกาแฟ
รอยจูบที่ปลายฝน
ดอกไม้ของภูผา
นัดพบในเงาจันทร์
รอยถักทอในแสงอาทิตย์อัสดง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น