นิ้วหัวแม่มือของ 'กวินท์' กดลงบนเนื้อไม้พยุงที่แตกร้าวอย่างแผ่วเบา ขณะที่เครื่องดนตรีประเภทพิณทรงประหลาดในมือเขาส่งเสียงครวญครางราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะสิ้นใจ ท่ามกลางห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นขี้ผึ้งและยางไม้ กวินท์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่วิ่งผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระดูกสันหลัง มันไม่ใช่เพียงแค่ไม้ที่ลั่นเปรี๊ยะจากความแห้งกรอบ แต่เป็นจังหวะที่คล้ายกับการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง
เขาถอนหายใจยาว พลางหยิบพู่กันขนสัตว์จุ่มลงในยางสนเหลวเพื่อเริ่มการซ่อมแซมรอยแยกที่ดูเหมือนจะขยายตัวขึ้นทุกครั้งที่เขาหันหลังให้ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบราวกับมีใครแอบเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ทั้งที่ห้องเก็บเสียงแห่งนี้ถูกปิดตายอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันเสียงจากภายนอกเข้ามารบกวนการทำงานที่ต้องใช้สมาธิระดับสูงเช่นนี้
“เจ้าพยายามจะบอกอะไรข้ากันแน่” กวินท์พึมพำกับตัวพิณที่วางอยู่บนแท่นไม้ค้ำ เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยเนื่องจากไม่ได้พูดกับใครมานานหลายวัน ในห้องนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของเขาและเสียงสะท้อนของพิณที่ยังคงดังแว่วออกมาแม้จะไม่ได้ดีดสายแม้แต่เส้นเดียว
ทันใดนั้น สายพิณเส้นหนึ่งที่ทำจากเอ็นสัตว์โบราณก็ดีดตัวขึ้นเองอย่างรุนแรงจนบาดเข้าที่นิ้วชี้ของกวินท์จนเลือดซึมออกมาเป็นทางยาว กลิ่นคาวเลือดสดๆ ตลบอบอวลไปทั่วห้องผสมกับกลิ่นยางไม้ชวนให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะ แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือเลือดของเขาที่หยดลงบนรอยแยกนั้นกลับถูกดูดซับหายไปราวกับเนื้อไม้มีชีวิต
กวินท์รีบคว้าผ้าผืนเก่ามาพันแผลไว้ในขณะที่สายตาไม่ละไปจากเครื่องดนตรีที่เริ่มส่องแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ออกมาจากรอยแตกร้าว มันเป็นการเตือนภัยรูปแบบหนึ่งที่เขาเคยได้ยินจากตำนานของอาจารย์ผู้ล่วงลับ แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอด้วยตนเองในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดอย่างโรงซ่อมนี้ เขาขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ละสายตาจากวัตถุตรงหน้า
ชายหนุ่มผู้เป็นนักซ่อมแซมเครื่องดนตรีโบราณคนสุดท้ายของตระกูล 'วรินทร' รู้ดีว่าการที่เครื่องดนตรีชิ้นนี้ตื่นขึ้นมาหมายถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง เขามองดูคอลเลกชันเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆ ในร้านที่เริ่มสั่นไหวและส่งเสียงครวญครางประสานกันเป็นท่วงทำนองที่ฟังดูโหยหวนและน่าขนลุก นี่ไม่ใช่แค่การซ่อมแซมงานฝีมือทั่วไป แต่มันคือการเผชิญหน้ากับมรดกเลือดที่บรรพบุรุษของเขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองขี้เลื่อยมานานหลายศตวรรษ
เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาที่ทำจากหนังวัวเก่าแก่ขึ้นมาเปิดดูหน้าถัดไปที่ยังว่างเปล่า กวินท์ไม่ได้ต้องการแค่ซ่อมพิณ แต่เขาต้องการหยุดยั้งเสียงสะท้อนที่กำลังจะดึงเอาความทรงจำของเมืองนี้หายไปในความเงียบงัน ทุกครั้งที่เขาขีดเขียนลงบนกระดาษ มือของเขาสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวแต่ก็แฝงด้วยความมุ่งมั่นที่จะรักษาทำนองเพลงที่สูญหายไปให้คงอยู่
“เจ้าต้องการนักดนตรีที่มีชีวิตใช่ไหม” กวินท์เอ่ยถามพร้อมกับขยับเครื่องดนตรีให้เข้าที่ภายใต้แสงตะเกียงที่เริ่มหรี่ลง เขาเป็นเพียงช่างซ่อม แต่ในยามนี้เขารู้ดีว่าตนเองต้องกลายเป็นผู้บรรเลงเพื่อเชื่อมโยงรอยแยกที่กำลังขยายตัวขึ้นทุกขณะ หากเขาพลาดแม้เพียงตัวโน้ตเดียว ความพินาศจะไม่ใช่แค่เครื่องดนตรี แต่รวมถึงตัวเขาเองและทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง
ความขัดแย้งในใจของกวินท์เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเขาตระหนักว่าเสียงที่พิณต้องการนั้นต้องแลกด้วยการสูญเสียความทรงจำส่วนตัวไปทีละส่วน ทุกครั้งที่สายถูกดีด ความเจ็บปวดที่แหลมคมจะพุ่งเข้าสู่สมองแทนที่ด้วยภาพในอดีตที่ค่อยๆ จางหายไป เขาต้องการความสำเร็จในอาชีพนี้ แต่เขาก็เริ่มตั้งคำถามว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะกลายเป็นคนไร้ตัวตนเพื่อแลกกับการรักษาประวัติศาสตร์ของเพลงที่ไม่มีใครจดจำ
เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ กวินท์ก็พบว่าตัวเองไม่สามารถละทิ้งเครื่องดนตรีชิ้นนี้ไปได้ เหมือนกับที่เขาไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ที่สืบทอดมาจากเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาได้เช่นกัน เขาเริ่มบรรเลงเพลงที่เรียนรู้มาจากคำบอกเล่าของปู่ ท่วงทำนองที่เศร้าสร้อยและหนักแน่นดังก้องไปทั่วห้อง เก็บกวาดเอาความกลัวและความลังเลทั้งหมดทิ้งไป เหลือไว้เพียงสมาธิที่แน่วแน่ต่อการประสานรอยร้าวที่ดูเหมือนจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะกลืนกินมือของเขา
ทุกโน้ตที่บรรเลงออกมาทำให้กวินท์รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงจากมิติอื่น ราวกับว่ามีดวงวิญญาณของผู้เล่นพิณคนเก่ากำลังรอคอยที่จะผ่านประตูแห่งเสียงนี้ออกมา เขาต้องใช้กำลังกายทั้งหมดที่มีประคองสายพิณไม่ให้ขาดสะบั้นขณะที่ความร้อนเริ่มแผ่ซ่านออกมาจากเนื้อไม้จนเขารู้สึกถึงกลิ่นไหม้ของปลายนิ้วตัวเอง แต่เขาก็ยังคงดีดต่อไปไม่ยอมหยุดยั้ง
ในจังหวะที่ดนตรีถึงจุดพีค ห้องทำงานทั้งห้องเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง สิ่งของต่างๆ ที่วางอยู่บนชั้นล้มระเนระนาด กวินท์กัดฟันแน่นจนเลือดไหลออกมาที่มุมปาก เขารู้ดีว่าหากเขาปล่อยมือในตอนนี้ พลังงานที่สะสมอยู่ภายในจะระเบิดออกและทำลายทุกอย่างในรัศมีสิบเมตร เขาจึงตัดสินใจทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดลงไปในเสียงดนตรีเพื่อปิดรอยแยกนั้นอย่างถาวร
เสียงดนตรีที่เคยโหยหวนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นท่วงทำนองที่นุ่มนวลและสงบขึ้น แรงสั่นสะเทือนในห้องเริ่มคลี่คลายลงจนเหลือเพียงความเงียบที่น่าอึดอัด กวินท์ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง มือของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยไหม้จากการต้านทานพลังงานมหาศาล เขาหอบหายใจถี่พลางมองไปยังพิณที่วางนิ่งสนิทบนแท่น โดยที่รอยแยกนั้นได้หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
เขานั่งนิ่งอยู่กับพื้นห้องเป็นเวลานาน ความทรงจำเกี่ยวกับวัยเด็กที่เคยแจ่มชัดเริ่มพร่าเลือนไปในสมองแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่เย็นเยียบ เขารู้สึกได้ว่าตนเองได้ทำสิ่งที่ถูกต้องตามหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ได้รับรู้ถึงราคาที่ต้องจ่ายอย่างสาสม เขาไม่ใช่คนเดิมที่เดินเข้ามาในห้องนี้เมื่อหลายชั่วโมงก่อนอีกต่อไป
กวินท์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า เขาเก็บรวบรวมเศษไม้และเครื่องมือที่กระจัดกระจายด้วยความระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวของเขามีความหมายแฝงถึงความพยายามที่จะเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เขาไม่ได้มองหาคำชื่นชมหรือความสำเร็จในชื่อเสียง แต่เขาทำเพื่อรักษาสมดุลที่ใครหลายคนมองข้ามไป
เมื่อเขาก้าวออกจากห้องทำงานเพื่อรับลมเย็นยามค่ำคืน เสียงดนตรีที่เคยได้ยินในหัวก็เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมในความมืด เขาหยิบเครื่องดนตรีชิ้นนั้นออกมาวางไว้บนโต๊ะหน้าบ้านและมองดูมันด้วยสายตาที่ว่างเปล่า การเดินทางครั้งใหม่ของเขาในฐานะนักซ่อมแซมผู้ไร้ความทรงจำเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนที่ไม่มีวันจบสิ้น
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
กรงขังพันธนาการแห่งกาลเวลา
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น