กลิ่นอายของน้ำมันหล่อลื่นเก่าเก็บและฝุ่นละอองที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศเป็นสิ่งเดียวที่ต้อนรับ 'เอเลียส' ในทุกยามเช้าภายในวิหารนาฬิกาประจำเมืองที่เงียบเชียบ ที่นี่คือสถานที่ซึ่งเสียงติ๊กต่อกของเข็มวินาทีควรจะเป็นจังหวะชีพจรของเมือง แต่นับตั้งแต่วันที่หมอกสีครามเข้าปกคลุมหุบเขา เฟืองกลไกนับพันชิ้นภายในห้องโถงใหญ่กลับนิ่งสนิทราวกับถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้น เอเลียสชายวัยกลางคนที่มีนิ้วมือเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกฟันเฟืองบาดขยับแว่นขยายขอบทองขึ้นสวม เขาจ้องมองไปยังนาฬิกาตั้งพื้นเรือนยักษ์กลางห้องที่เข็มทั้งสามชี้ค้างอยู่ที่เวลาหกโมงสิบห้านาทีมานานกว่าสิบปี
แสงอาทิตย์อ่อนๆ ลอดผ่านหน้าต่างกระจกสีที่แตกร้าวทอดยาวเป็นเงาประหลาดลงบนพื้นไม้โอ๊คที่เริ่มผุกร่อน เอเลียสถอนหายใจยาวพลางวางเครื่องมือโลหะขนาดจิ๋วลงบนโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนซับซ้อน เขาไม่ใช่แค่ช่างซ่อมนาฬิกา แต่เขาคือผู้พิทักษ์บันทึกแห่งกาลเวลาที่ไม่มีใครต้องการอีกต่อไป ภายในวิหารแห่งนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะจมอยู่ในห้วงนิทราที่ไม่มีวันตื่น ทั้งกลิ่นกระดาษเก่าในสมุดบันทึกและเสียงลมหายใจของเขาเองที่ดังสะท้อนก้องในความเงียบงัน
เขาเดินไปยังมุมหนึ่งของห้องที่มีรูปถ่ายใบเล็กๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งวางอยู่ข้างนาฬิกาพกเรือนเงินที่พังยับเยิน เอเลียสสัมผัสกรอบรูปไม้ด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อย ความทรงจำเกี่ยวกับรอยยิ้มของเธอยังคงแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทว่าในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างได้เลือนหายไปพร้อมกับการหยุดเดินของเข็มนาฬิกา เขาพยายามซ่อมแซมหัวใจของตัวเองด้วยการซ่อมแซมกลไกเหล่านั้น แต่ยิ่งทำมากเท่าไหร่ ความโหยหาก็ยิ่งกัดกินจิตใจของเขามากขึ้นเท่านั้น
ชีวิตของเอเลียสไม่ได้มีเพียงแค่การจมอยู่กับอดีต แต่เขายังต้องรับมือกับความโดดเดี่ยวที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวัน เขาไม่ได้พูดคุยกับใครมานานหลายปีนอกจากตุ๊กตากลที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อเลียนแบบเสียงของมนุษย์ แต่นั่นก็เป็นเพียงการหลอกตัวเองเพื่อไม่ให้ลืมว่าการสนทนานั้นเป็นอย่างไร เขามักจะเดินวนเวียนอยู่ในวิหารด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งราวกับถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยความผิดพลาดในอดีตที่เขาไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ แม้ว่าเขาจะมีความสามารถในการซ่อมแซมกลไกที่ซับซ้อนที่สุดในอาณาจักร แต่เขากลับไม่สามารถซ่อมแซมความแตกร้าวในจิตใจของเขาเองได้เลย
วันหนึ่งขณะที่เขากำลังแกะสลักฟันเฟืองชิ้นใหม่ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอย่างแผ่วเบาจากภายนอกประตูไม้บานยักษ์ที่ไม่ได้เปิดออกมากว่าทศวรรษ เอเลียสชะงักมือทันที หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความประหลาดใจและหวาดระแวง เขาหยิบตะเกียงน้ำมันขึ้นมาถือไว้มั่นก่อนจะก้าวเดินไปตามทางเดินยาวที่เต็มไปด้วยฝุ่น เขาก้าวผ่านนาฬิกาเรือนแล้วเรือนเล่าที่ยืนตระหง่านเหมือนทหารที่ไร้ชีวิต ความเงียบรอบข้างดูเหมือนจะกดทับจนเขารู้สึกหายใจไม่ออก
เมื่อเขาไปถึงประตูและแง้มมันออกเพียงเล็กน้อย เขาพบร่างของหญิงสาวคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีเทาเปียกปอนยืนอยู่ท่ามกลางหมอกหนา เธอมองเขาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้าที่ลึกซึ้ง "ฉันได้ยินเสียงเพลงจากที่นี่" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งราวกับไม่ได้พูดมานานหลายปี เอเลียสขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะวิหารแห่งนี้ไม่มีเสียงเพลงมานานมากแล้ว เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติในอากาศรอบตัวเธอ ราวกับว่าตัวตนของเธอไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาเดียวกับเขา
เอเลียสเปิดประตูออกกว้างขึ้นเพื่อให้แสงตะเกียงส่องกระทบใบหน้าของหญิงสาวคนนั้น "ที่นี่ไม่มีเพลงอะไรทั้งนั้น นอกจากเสียงเฟืองที่ตายแล้ว" เขาตอบพลางหลบสายตา หญิงสาวก้าวเข้ามาข้างในอย่างแผ่วเบา ทันทีที่เท้าของเธอแตะพื้นไม้ เสียงกลไกบางอย่างในห้องโถงใหญ่ก็เริ่มสั่นไหวเบาๆ ราวกับเครื่องจักรที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนาน เอเลียสรู้สึกประหลาดใจจนมือที่ถือตะเกียงสั่นไหว เขาไม่เคยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่ที่เวลาหยุดนิ่ง
เธอมองไปรอบๆ ด้วยความโหยหา "เวลาที่นี่ไม่ได้หยุดเพราะมันพัง แต่มันหยุดเพราะรอคอยคนที่จะไขลานด้วยความหวังที่แท้จริง" เธอพูดพลางเดินเข้าไปใกล้กลางห้องโถง เอเลียสมองตามเธอไปอย่างไม่วางตา ความสงสัยเริ่มเปลี่ยนเป็นความหวังที่ริบหรี่ในใจ เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใครหรือมาจากไหน แต่การปรากฏตัวของเธอกำลังทำให้กลไกที่เขาพยายามซ่อมแซมมานับสิบปีเริ่มหมุนวนอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงพลังงานประหลาดที่ไหลเวียนผ่านอากาศ
ในขณะที่หญิงสาวเดินไปถึงกลางห้อง นาฬิกาเรือนยักษ์ที่เคยหยุดนิ่งมานานกลับส่งเสียงสั่นสะเทือนดังสนั่นไปทั่ววิหาร เฟืองทองเหลืองขนาดใหญ่เริ่มขยับเขยื้อนเสียงดังครืดคราดจนฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่ว เอเลียสรีบวิ่งตามเธอไป "ระวัง! มันอาจจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อถ้ากลไกมันทำงานผิดปกติ" เขาร้องเตือนด้วยความเป็นห่วง แต่หญิงสาวกลับยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรก รอยยิ้มนั้นทำให้เขานึกถึงหญิงสาวในรูปถ่ายใบเก่าของเขาอย่างน่าประหลาดใจ
เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อนาฬิกาบนผนังทุกเรือนเริ่มตีระฆังพร้อมกัน เสียงระฆังดังกังวานไปทั่วทั้งเมืองที่เงียบเชียบ เอเลียสพยายามควบคุมสถานการณ์โดยการคว้าเครื่องมือเข้าจัดการกับเฟืองหลักที่กำลังหมุนด้วยความเร็วสูงจนเกิดประกายไฟสีฟ้าพุ่งออกมา เขาต้องออกแรงกดฟันเฟืองให้เข้าที่ในขณะที่แรงสั่นสะเทือนทำเอาพื้นไม้ใต้เท้าสั่นคลอนอย่างรุนแรง หญิงสาวได้แต่ยืนดูอยู่ข้างๆ พร้อมกับท่องบทสวดที่ฟังดูไม่คุ้นเคยแต่กลับทำให้เขารู้สึกสงบลงอย่างประหลาด
ทันใดนั้น นาฬิกาพกเรือนเงินในกระเป๋าเสื้อของเอเลียสก็ร้อนจัดจนเขาต้องรีบหยิบมันออกมา มันเริ่มหมุนเข็มย้อนกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูด เขาเข้าใจทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การซ่อมนาฬิกา แต่มันคือการย้อนคืนช่วงเวลาที่เขาเคยทำผิดพลาด หญิงสาวคนนั้นเอื้อมมือมาแตะไหล่ของเขา "ยอมปล่อยวางอดีตเสียเถอะ เอเลียส ถ้าคุณต้องการให้เวลาเดินต่อไปข้างหน้า คุณต้องเลิกยึดติดกับเข็มนาฬิกาที่หยุดนิ่งในใจคุณ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น
เอเลียสรู้สึกถึงแรงกระชากของเวลาที่พยายามดึงเขาเข้าสู่อดีต ภาพเหตุการณ์ในวันที่เขาตัดสินใจทิ้งคนรักไปเพื่อตามหาความสำเร็จที่ไม่มีอยู่จริงวนเวียนเข้ามาในหัวของเขาอย่างเจ็บปวด เขาเห็นตัวเองในวันนั้น วันที่ความหยิ่งยโสพรากทุกอย่างไปจากเขาจนต้องมาจบลงที่วิหารร้างแห่งนี้ เขาหลับตาแน่นพร้อมกับกำนาฬิกาพกไว้ในมือจนแน่นจนขอบโลหะบาดเข้าที่ฝ่ามือ เลือดหยดลงบนเฟืองนาฬิกาที่กำลังหมุนวน ก่อให้เกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วห้องโถง
ความโกลาหลในห้องโถงถึงขีดสุดเมื่อเสียงเฟืองนาฬิกาที่ขัดข้องเริ่มประสานกันเป็นท่วงทำนองเพลงที่ไพเราะและโศกเศร้าในเวลาเดียวกัน เอเลียสตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่เขากักเก็บไว้มานานหลายปี เขาไม่ได้ร้องไห้เพื่อตัวเอง แต่ร้องไห้เพื่อโอกาสที่เขาเคยทิ้งไป หญิงสาวไม่ได้หายไปไหน เธอยังคงยืนอยู่ข้างเขา คอยประคองมือที่เปื้อนเลือดของเขาไว้เพื่อช่วยให้เขาสามารถไขลานเฟืองหลักได้จนสุดกำลังแรง
ประกายไฟสีฟ้าสว่างวาบจนมองไม่เห็นสิ่งใดก่อนที่ความเงียบงันจะกลับคืนมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่ากลัว เอเลียสลืมตาขึ้นและพบว่านาฬิกาเรือนยักษ์กลางห้องได้เริ่มเดินเป็นจังหวะที่มั่นคงอีกครั้ง เสียงติ๊กต่อกที่เขารอคอยมาตลอดสิบปีดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและแผ่วเบา เขามองไปรอบๆ พบว่าวิหารแห่งนี้ดูสดใสขึ้น แสงแดดที่ส่องเข้ามาดูมีชีวิตชีวาและกลิ่นอายของฝุ่นจางหายไปแทนที่ด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่พัดมากับสายลมจากภายนอก
หญิงสาวคนนั้นค่อยๆ เลือนหายไปในแสงแดดที่ทอดลงมากลางห้อง ราวกับว่าเธอคือวิญญาณหรือภาพสะท้อนของความหวังที่เขาเคยลืมเลือนไป เอเลียสทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เขามองดูนาฬิกาพกในมือที่ตอนนี้เข็มนาฬิกากลับมาเดินตามปกติแล้ว เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งภายในใจ ความขมขื่นที่เคยเกาะกินจิตใจค่อยๆ เจือจางไป เหลือเพียงความเข้าใจที่ว่ากาลเวลาไม่เคยรอคอยใคร แต่มันพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่เสมอหากเรากล้าพอที่จะเปิดใจ
เอเลียสลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกที่เบาสบายกว่าเดิม เขาเดินออกไปที่ประตูวิหารและพบว่าหมอกสีครามภายนอกได้สลายตัวไปแล้ว เมืองที่เคยหลับใหลกำลังตื่นขึ้นจากความเงียบ ผู้คนเริ่มออกมาเดินบนถนนและเสียงหัวเราะเริ่มกลับมาแทนที่ความว่างเปล่า เขาไม่ได้เป็นเพียงคนซ่อมนาฬิกาที่จมอยู่ในอดีตอีกต่อไป แต่เขาคือคนที่จะเริ่มต้นนับเวลาใหม่ไปพร้อมกับทุกคนในเมืองแห่งนี้ เขาเก็บเครื่องมือของเขาเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ พร้อมที่จะเผชิญกับวันพรุ่งนี้ที่กำลังจะมาถึง
เขากลับเข้าไปในวิหารและเริ่มดูแลนาฬิกาเรือนต่างๆ ให้กลับมาเดินได้อย่างสมบูรณ์ ทุกรอยยิ้มที่เขาส่งให้ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาซ่อมนาฬิกาหลังจากนั้นคือเครื่องยืนยันว่าเขาได้ก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว เอเลียสรู้ดีว่าอดีตยังคงอยู่ตรงนั้น แต่เขาก็รู้ว่ามันไม่ได้สำคัญเท่ากับจังหวะชีวิตที่กำลังดำเนินไปในปัจจุบัน เขายังคงเก็บรูปถ่ายใบนั้นไว้ แต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเศร้าอีกต่อไป มันเป็นเพียงเครื่องเตือนใจถึงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่
แสงอาทิตย์ยามเย็นทอดผ่านหน้าต่างกระจกสีที่ได้รับการซ่อมแซมจนงดงามดังเดิม เอเลียสนั่งลงบนเก้าอี้ตัวโปรดพร้อมกับถ้วยชาอุ่นๆ ในมือ เขามองดูเข็มนาฬิกาที่ขยับเคลื่อนไปข้างหน้าทีละวินาทีด้วยรอยยิ้มจางๆ ภายนอกวิหาร ชีวิตยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และในวิหารแห่งนี้ เวลาที่เคยหยุดนิ่งก็ได้เริ่มจังหวะชีวิตใหม่ที่เต็มไปด้วยความหวังและความรักที่เขาพร้อมจะไขลานให้กับมันทุกวันตลอดไป
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น