นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
บันทึกสุดท้ายภายใต้ละอองดาวที่มอดดับ
สืบสวนสอบสวน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-05-31

บันทึกสุดท้ายภายใต้ละอองดาวที่มอดดับ

โดย แอดมิน
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
4 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักดาราศาสตร์ผู้โดดเดี่ยวที่พยายามสื่อสารกับอดีตผ่านคลื่นสัญญาณที่เหลือเพียงเศษซาก ท่ามกลางความเวิ้งว้างของสถานีวิจัยร้างที่ความจริงเริ่มบิดเบี้ยว

สถานีวิจัยดาราศาสตร์ดาราสถิตตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาสูงชันที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะตลอดทั้งปี เสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านรอยแยกของโครงสร้างเหล็กกล้าดูคล้ายกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ไร้ที่ไป ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าไร้เมฆหมอก แสงดาวนับล้านดวงส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรเม็ดงามที่ถูกโรยไว้บนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท ทว่าสำหรับเอเลียส ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีใบหน้าซูบตอบและดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยคล้ำจากการอดนอน แสงเหล่านั้นกลับเป็นเพียงพยานเงียบที่เฝ้ามองความล้มเหลวของเขามาตลอดหลายทศวรรษ

ภายในห้องควบคุมที่เต็มไปด้วยจอภาพเก่าคร่ำครึ กลิ่นของโอโซนและฝุ่นผงที่เกาะตัวหนาอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงฮัมเบาๆ จากเครื่องปั่นไฟที่ทำงานอย่างเชื่องช้าสร้างจังหวะที่น่าหงุดหงิดให้กับความเงียบงัน เอเลียสนั่งอยู่บนเก้าอี้หนังที่ขาดวิ่น นิ้วมือที่หยาบกร้านของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะเลื่อนปรับจูนคลื่นความถี่บนเครื่องรับสัญญาณอนาล็อกรุ่นโบราณ เขากำลังตามหาเสียงที่หายไป เสียงที่เขาสัญญาว่าจะต้องได้ยินอีกครั้งก่อนที่พลังงานสำรองก้อนสุดท้ายของสถานีจะหมดลงไปพร้อมกับลมหายใจของเขา

เอเลียสหยิบแก้วกาแฟเย็นชืดขึ้นมาจิบพลางกวาดสายตามองหน้าจอที่แสดงกราฟคลื่นสัญญาณที่ราบเรียบดุจเส้นตายของคนไข้ในห้องฉุกเฉิน เสื้อโค้ทตัวหนาที่เขาใส่อยู่ไม่อาจกันความหนาวเหน็บที่ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกได้ แต่เขาก็ไม่คิดที่จะขยับตัวไปจุดเตาผิง ความพยายามในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์หรือภารกิจกู้ชาติ แต่มันคือพันธสัญญาแห่งความรักที่เขายึดเหนี่ยวไว้แม้ในยามที่โลกทั้งใบหันหลังให้เขาแล้วก็ตาม

บนผนังห้องมีภาพถ่ายใบหนึ่งที่ซีดจางติดอยู่ด้วยเทปกาวที่หลุดลุ่ย เป็นภาพของหญิงสาวที่มีรอยยิ้มสดใสยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้สีเหลืองทอง เอเลียสมองภาพนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหา ทุกครั้งที่เขามองเห็นแววตาในรูปถ่าย เขามักจะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เคยครอบครอง แต่มันก็นำพาความเจ็บปวดที่คมกริบราวกับมีดกรีดลงบนหัวใจ ทุกความทรงจำที่เขามีคืออาวุธที่คอยทิ่มแทงให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้ความผิดพลาดในอดีต

เขาจำได้ดีถึงวันที่ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา วันที่ความทะเยอทะยานของเขาเหนือกว่าความปลอดภัยของคนรอบข้าง เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องยังคงหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาททุกครั้งที่เขาหลับตาลง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาเลือกมาอยู่ที่นี่ สถานที่แห่งนี้คือจุดสุดท้ายที่คลื่นสัญญาณจากหอคอยสื่อสารของเธอส่งมาถึงก่อนที่จะถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่าของห้วงอวกาศ เอเลียสไม่ได้แค่เฝ้ารอคอยดาวเคราะห์ แต่เขากำลังรอคอย 'บางอย่าง' ที่อาจเป็นโอกาสแก้ตัวเพียงหนึ่งเดียว

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่บริเวณโถงทางเดินด้านนอก ทำให้เอเลียสชะงักมือจากการปรับจูนสัญญาณ ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมสถานีมานานหลายปี เสียงที่ไม่ได้เกิดจากลมหรือโลหะลั่นย่อมเป็นเรื่องผิดปกติ เขาคว้าไฟฉายกระบอกเก่าขึ้นมาถือไว้ในมือแน่น แรงบีบคั้นในใจทำให้เขารู้สึกเหมือนลมหายใจจะติดขัด ความกลัวที่ไม่ได้สัมผัสมานานกำลังตีรวนขึ้นมาในลำคอ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหวังที่พุ่งพล่านราวกับกระแสไฟฟ้า

ประตูเหล็กที่สนิมเกาะกินถูกผลักออกอย่างช้าๆ เสียงเสียดสีของโลหะฟังดูบาดหูจนเขาต้องขมวดคิ้ว ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายในชุดกันหนาวสีเข้ม ใบหน้าของเขาถูกปิดบังด้วยผ้าพันคอหนาเตอะจนมองไม่เห็นเค้าโครงที่ชัดเจน เอเลียสลุกขึ้นยืนพลางถอยหลังไปพิงโต๊ะเครื่องมือ แรงสั่นสะเทือนจากฝีเท้าของชายแปลกหน้าทำให้ฝุ่นละอองร่วงหล่นลงมาจากเพดาน ราวกับว่าอาคารแห่งนี้กำลังจะหมดความอดทนต่อการมีอยู่ของพวกเขาทั้งสอง

"คุณมาที่นี่ทำไม? ที่นี่ไม่มีอะไรให้คุณนอกจากความตาย" เอเลียสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาของเขายังคงจ้องมองชายแปลกหน้าไม่วางตา มือข้างที่ไม่ได้ถือไฟฉายคว้าประแจเหล็กที่วางอยู่ใกล้ๆ มากำไว้แน่นเพื่อความอุ่นใจ ชายคนนั้นหยุดยืนอยู่กลางห้อง แสงจากไฟฉายของเอเลียสสาดไปกระทบใบหน้าของเขาเล็กน้อยเผยให้เห็นดวงตาสีเทาที่ดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยความลึกลับ

ชายแปลกหน้าไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขากวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เก่าเก็บก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอสีขาวจางๆ "ความตายคือสิ่งเดียวที่เที่ยงธรรมที่สุดในสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่หรือครับ เอเลียส? ผมไม่ได้มาเพื่อขโมยอะไร แต่ผมมาเพื่อบอกว่าสัญญาณที่คุณรออยู่... มันไม่ได้มาจากที่ไกลแสนไกล แต่มันถูกกักขังอยู่ในรอยแยกของช่วงเวลาที่คุณพยายามปฏิเสธมัน"

คำพูดนั้นทำให้เอเลียสรู้สึกเหมือนถูกฟาดด้วยค้อนหนักๆ เขาจำน้ำเสียงนี้ได้แม้จะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด มันคือน้ำเสียงของคนที่มีส่วนรู้เห็นในโครงการทดลองที่เขาเคยทำพลาด ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานพุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอกจนเขาสั่นไปทั้งตัว "คุณโกหก! คุณหายสาบสูญไปพร้อมกับทีมงานคนอื่นๆ ในตอนนั้น คุณไม่มีสิทธิ์มาปรากฏตัวที่นี่แล้วพูดจาเพ้อเจ้อแบบนี้!"

ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าวหนึ่งโดยไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีคุกคามของเอเลียส เขาหยิบอุปกรณ์ทรงกลมขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้ววางมันลงบนโต๊ะกลางห้อง อุปกรณ์นั้นเริ่มส่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมาและมีเสียงเต้นเป็นจังหวะเหมือนหัวใจของสิ่งมีชีวิต เอเลียสจ้องมองวัตถุนั้นด้วยความฉงนงงงวย ความเกลียดชังค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่น่าสะพรึงกลัว

"นี่คือเครื่องบันทึกควอนตัมที่พวกเราแอบสร้างขึ้นก่อนที่ศูนย์วิจัยจะระเบิด" ชายคนนั้นกล่าวพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเอเลียส "มันไม่ได้บันทึกเสียง แต่มันบันทึกเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นและเหตุการณ์ที่ถูกลบเลือนไป หากคุณต้องการแก้ไขสิ่งที่ทำพลาดไป คุณต้องยอมรับความจริงที่ว่าคุณไม่ใช่คนเดียวที่สูญเสีย ทุกคนในทีมต่างก็ติดอยู่ในรอยแยกนี้... ในฐานะพยานที่ไม่มีใครมองเห็น"

เอเลียสวางประแจในมือลง เสียงโลหะกระทบพื้นดังสนั่นไปทั่วห้องเขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง ความจริงที่ชายคนนี้พูดกำลังสั่นคลอนความเชื่อที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต หากสิ่งที่พูดเป็นเรื่องจริง งั้นเขาก็ไม่ใช่ผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว แต่เป็นผู้คุมขังที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังขังตัวเองอยู่ในกรงแห่งความรู้สึกผิดที่ไม่มีทางออก

ทันใดนั้น ไฟฟ้าในสถานีก็ดับลงพร้อมกันทั้งหมด เหลือเพียงแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์บนโต๊ะที่สว่างวาบขึ้นมาจนแสบตา เสียงหวีดหวิวจากลมภายนอกหยุดลงอย่างกะทันหัน ราวกับว่าโลกภายนอกถูกตัดขาดออกจากความเป็นจริงไปชั่วขณะ เอเลียสรู้สึกถึงแรงดึงมหาศาลที่ฉุดรั้งร่างกายของเขาให้ลอยขึ้นจากพื้น ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากจากภายในพุ่งเข้ามาจนเขาต้องกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มฉายซ้ำเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกเร่งความเร็ว เขาเห็นห้องทดลองที่กำลังลุกไหม้ เห็นเพื่อนร่วมงานที่กำลังวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว และภาพของหญิงสาวคนนั้นที่กำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม เอเลียสพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าเธอไว้ แต่ร่างของเขากลับทะลุผ่านทุกอย่างไปเหมือนหมอกควัน นี่คือความจริงที่เขาพยายามปฏิเสธ... เขาไม่ได้เป็นคนช่วยเหลือใครเลย แต่เขาคือคนที่ตัดสินใจปิดประตูนิรภัยเพื่อรักษาข้อมูลทดลองไว้โดยแลกกับชีวิตของทุกคน

"เห็นไหมเอเลียส? นี่คือราคาของความทะเยอทะยานที่ไร้การยับยั้งชั่งใจ" เสียงของชายแปลกหน้าดังก้องอยู่ในหัวของเขา แต่มองไม่เห็นตัวตนแล้วในตอนนี้ เอเลียสพยายามตะเกียกตะกายท่ามกลางกระแสกาลเวลาที่บิดเบี้ยว เขารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตวิญญาณ ความผิดพลาดที่เขาก่อขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกในหน้ากระดาษ แต่มันคือแผลเป็นที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างของจักรวาล

ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความสำนึกผิดที่ท่วมท้นจนเขาแทบหายใจไม่ออก เขาตระหนักได้ว่าความพยายามที่จะดึงเธอกลับมาผ่านคลื่นสัญญาณนั้นเป็นเพียงการเห็นแก่ตัวของเขาคนเดียว เขาไม่เคยปล่อยให้เธอไปสู่สุคติ เพราะเขาต้องการให้เธออยู่เป็นเพื่อนในความโดดเดี่ยวของเขา เอเลียสตัดสินใจรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าใส่อุปกรณ์บันทึกควอนตัมที่กำลังสั่นสะเทือนด้วยพลังงานมหาศาล

"ถ้ามันคือทางออกของทุกคน... ฉันก็จะยอมรับมัน" เขาคำรามด้วยเสียงที่สั่นเครือ มือของเขากดลงไปบนตัวเครื่องพร้อมกับกระแสพลังงานที่แผ่ออกมาคลุมร่างของเขาไว้ในแสงสีขาวโพลน ทุกความทรงจำที่ทรมานถูกดึงออกจากหัวใจของเขาอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความว่างเปล่าที่แสนสงบ เขาเห็นภาพของสถานีวิจัยค่อยๆ สลายกลายเป็นผุยผงท่ามกลางแสงดาวที่ดับมืดลงไปทีละดวง

เมื่อทุกอย่างสงบลง สถานีวิจัยที่เคยตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาก็เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ถูกหิมะถมทับจนมิด ไม่มีเสียงเครื่องจักร ไม่มีความทรงจำที่คอยตามหลอกหลอน และไม่มีชายผู้โศกเศร้าที่เฝ้ารอคอยสัญญาณจากดาวเคราะห์อีกต่อไป ท้องฟ้ายามค่ำคืนยังคงสวยงามและเย็นชาเหมือนเดิม ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์โดยไร้ร่องรอย

เหลือเพียงละอองดาวที่ร่วงหล่นลงมาบนหิมะสีขาวสะอาดราวกับเกล็ดหิมะที่ไม่มีวันละลาย ความเงียบงันกลับมาครองพื้นที่อีกครั้ง แต่ในความเงียบนั้นไม่มีความเศร้าหลงเหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์และอิสระอย่างที่ใครสักคนเคยปรารถนาไว้มาเนิ่นนาน ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ไม่มีวันได้รับคำตอบในห้วงเหวแห่งกาลเวลาที่สาบสูญไปตลอดกาล

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น