แรงสั่นสะเทือนจากพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าทำให้เข็มทองเหลืองในมือสั่นไหวราวกับมีชีวิต คีรินทร์พยายามประคองสติท่ามกลางเสียงกรีดร้องของโลหะที่บิดเบี้ยวจากแรงดันอากาศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เขากดปลายนิ้วลงบนแผ่นหนังแกะที่เปียกชื้นด้วยหมึกสีคราม ก่อนจะลากเส้นนำทางที่ดูเหมือนเส้นเลือดบนผิวหนังของมนุษย์ลงไปบนนั้นโดยไม่ลังเล แม้จะรู้ดีว่าทุกครั้งที่หมึกสัมผัสกับแผ่นหนัง ความทรงจำเรื่องบ้านเกิดของเขาจะจางหายไปเหมือนถูกลบด้วยยางลบที่มองไม่เห็น
บรรยากาศภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอับของน้ำมันเครื่องและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมานานนับปี คีรินทร์เหลือบมองโคมไฟตะเกียงที่เริ่มหรี่แสงลงจนเกือบดับสนิท เขารู้ดีว่าหากแสงนี้หายไป เส้นทางที่เขากำลังรังสรรค์เพื่อนำพาทุกคนหนีจากพายุทรายแห่งดวงดาวจะพังทลายลงทันที เขาหยิบขวดหมึกสีเลือดขึ้นมาหยดลงบนแผนที่ ความเจ็บปวดแล่นแปลบเข้าสู่ขมับจนเขาสะดุ้งสุดตัว
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกัปตันวรุตม์ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้ที่ถลอกปอกเปิก ก่อนที่ชายร่างใหญ่จะผลักเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน “คีรินทร์! เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงก่อนที่กระแสลมจะเปลี่ยนทิศทางไปทางหุบเหวไร้ก้นบึ้งนั่น นายทำเสร็จหรือยัง” กัปตันถามพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยเศษกระดาษที่ถูกขยำทิ้ง กองกระดาษเหล่านั้นสั่นไหวไปมาเหมือนมีชีวิตภายใต้อิทธิพลของแรงดึงดูดที่ผิดเพี้ยน
คีรินทร์ไม่ตอบแต่เพียงแค่เงยหน้าขึ้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำจากการใช้พลังสมาธิอย่างหนักเกินขีดจำกัด “ถ้าผมทำเสร็จ เรือลำนี้จะรอด แต่ผมอาจจะไม่เหลือแม้แต่ชื่อของตัวเองให้จดจำกัปตัน” เขากล่าวเสียงเรียบขณะที่มือยังคงเขียนอักขระดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนลงไปบนแผนที่อย่างรวดเร็ว กัปตันวรุตม์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว “ไม่มีใครในที่นี้จดจำอะไรได้นานหรอกคีรินทร์ หน้าที่ของเราคือการไปให้ถึงฝั่งฝัน ไม่ใช่การสะสมความทรงจำที่ไร้ค่า”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโดยสารอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวจากภายนอกที่ปะทะกับตัวเรือจนเกิดเสียงแหลมสูง คีรินทร์นึกย้อนไปถึงวัยเด็กที่เขามักจะนั่งมองดวงดาวกับแม่ แต่น่าแปลกที่ใบหน้าของแม่กลับพร่าเลือนจนเหลือเพียงสีขาวโพลนในความคิด เขารู้สึกถึงความว่างเปล่าที่ค่อยๆ กัดกินหัวใจราวกับมดปลวกที่กัดกินไม้ผุพัง ทุกเส้นทางที่เขาวาดลงบนแผนที่คือการแลกเปลี่ยนด้วยชิ้นส่วนของชีวิตที่เขาเคยมี
คีรินทร์กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน เขาพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับชื่อเล่นที่พ่อเคยเรียกเพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้จิตใจแตกสลายไปก่อนงานจะเสร็จ “กัปตัน หากผมลืมทุกอย่างไปจริงๆ โปรดบอกผมด้วยว่าผมเคยเป็นใคร” เขากระซิบเบาๆ ในขณะที่ปลายปากกาเขียนเส้นสุดท้ายลงบนพิกัดที่ระบุตำแหน่งของดวงดาวดวงใหม่ที่ไม่มีใครเคยสำรวจมาก่อน
กัปตันวรุตม์เดินเข้ามาใกล้และวางมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของคีรินทร์ “นายคือผู้ชี้ทางที่เก่งที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา เราจะจดจำนายในฐานะคนคนนั้นเสมอ ไม่ว่านายจะจำตัวเองได้หรือไม่ก็ตาม” คำพูดของกัปตันไม่ได้ช่วยให้คีรินทร์รู้สึกดีขึ้น แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบที่หนักอึ้งกว่าเดิม ความต้องการที่จะปกป้องทุกคนบนเรือกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเดียวที่หลงเหลืออยู่ในสมองที่ว่างเปล่า
นิสัยของคีรินทร์คือความละเอียดอ่อนและการตั้งคำถามต่อความถูกต้องของดาราศาสตร์ เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่นักทำนายเส้นทาง แต่ยังเป็นนักวิจัยที่หมกมุ่นอยู่กับการหาเหตุผลว่าทำไมจักรวาลถึงต้องการความทรงจำของเขาเป็นการตอบแทน เขาเคยทดลองไม่วาดแผนที่ด้วยหมึกที่ทำจากเลือด แต่ผลลัพธ์คือเรือหลงทางและผู้คนต้องสังเวยชีวิตไปมากกว่าครึ่ง นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนรอดพ้นจากหายนะที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
การโต้เถียงกันของคนบนเรือที่ดังลอดเข้ามาในห้องโดยสารทำให้คีรินทร์ต้องตั้งสมาธิใหม่ เขาเริ่มได้ยินเสียงตะโกนด่าทอเกี่ยวกับอาหารที่ร่อยหรอและน้ำดื่มที่เริ่มปนเปื้อนด้วยฝุ่นละอองจากอวกาศ “เงียบหน่อย!” เขาตะโกนกลับไปโดยไม่หันไปมอง เสียงนั้นเงียบลงทันทีราวกับเวทมนตร์ แต่เขารู้ดีว่ามันคือความกลัวต่ออำนาจของเขาในฐานะคนเดียวที่รู้ตำแหน่งของทิศทางรอดพ้น
คีรินทร์หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา เขาพยายามเขียนบันทึกประจำวันสั้นๆ ทิ้งไว้เผื่อว่าวันหนึ่งเขาจะลืมทุกอย่างไปจริงๆ ‘ผมชื่อคีรินทร์ ผมเกิดที่เมืองริมทะเลที่มองเห็นแสงเหนือได้ตลอดปี’ เขาเขียนลงไปแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหมึกในปากกากลายเป็นสีเทาจางๆ ราวกับถ้อยคำเหล่านั้นถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่าเสียเอง ความเศร้าสร้อยถาโถมเข้ามาในอกอย่างไม่อาจห้ามได้
กัปตันวรุตม์มองดูอาการของคีรินทร์ด้วยความสงสารแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “เราใกล้ถึงแล้วคีรินทร์ อีกแค่สามไมล์ทะเลหมอก เราจะหลุดพ้นจากพายุนี้” เขาพยายามสร้างกำลังใจ แต่คีรินทร์กลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ดีว่าระยะทางสามไมล์นี้ต้องแลกด้วยความทรงจำที่สำคัญที่สุดของเขา นั่นคือความรักเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเคยมีต่อหญิงสาวชื่อรินรดา
ในห้องโดยสารที่สั่นสะเทือน คีรินทร์ตัดสินใจหยิบภาพวาดเก่าๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาจ้องมองใบหน้านั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะใช้ปากกาจุ่มหมึกสีเลือดแล้วลากผ่านใบหน้าของเธอในรูปภาพเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสุดท้ายในการนำทาง แสงสีทองสว่างวาบขึ้นทั่วห้องโดยสาร แผนที่บนโต๊ะเริ่มเปล่งประกายและชี้ไปยังช่องทางลับที่ไม่มีใครมองเห็น
เหตุการณ์ระทึกขวัญเริ่มขึ้นเมื่อเรือพุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางพายุทรายแห่งดวงดาว เศษหินอวกาศปะทะเข้ากับตัวเรือจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว คีรินทร์ตะโกนบอกทิศทางผ่านวิทยุสื่อสารที่ส่งเสียงซ่าไม่ขาดสาย “เลี้ยวซ้ายยี่สิบองศา กัปตัน! อย่าลังเลเด็ดขาด!” เสียงของเขาดูเหมือนจะขาดหายไปในบางจังหวะราวกับสัญญาณวิทยุที่กำลังถูกดูดกลืน
กัปตันวรุตม์หักพวงมาลัยตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว เรือโคลงเคลงอย่างรุนแรงจนข้าวของในห้องโดยสารกระจัดกระจาย คีรินทร์กระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องจนเลือดซึมออกมาจากหน้าผาก แต่เขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวด สิ่งเดียวที่เขารู้สึกคือความทรงจำที่ค่อยๆ ไหลออกจากสมองเหมือนน้ำที่รั่วออกจากถังที่แตกละเอียด “ริน… รินรดา… ชื่อนี้คืออะไรนะ” เขาพึมพำกับตัวเองในความมืดมิดที่เริ่มเข้ามาเยือน
ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดเมื่อใบพัดเรือขัดข้องเพราะเศษฝุ่นอวกาศอุดตัน คีรินทร์รีบวิ่งออกไปที่ดาดฟ้าเรือแม้จะทรงตัวแทบไม่ได้ เขามองเห็นพายุที่หมุนวนอยู่เบื้องหน้าเหมือนปากของสัตว์ร้ายที่รอเขมือบทุกอย่างที่ผ่านเข้าไป เขาคว้าคันโยกควบคุมทิศทางไว้แน่นและดึงมันด้วยแรงทั้งหมดที่มีพร้อมกับใช้พลังเฮือกสุดท้ายกระตุ้นเข็มทิศดาราให้ทำงาน
แสงสีทองสว่างจ้ากระจายไปทั่วท้องฟ้าจนกลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ในม่านหมอก กัปตันวรุตม์ตะโกนสั่งการลูกเรือให้เร่งเครื่องเต็มกำลัง เรือพุ่งผ่านรูโหว่นั้นไปได้ทันท่วงทีในขณะที่พายุเบื้องหลังเริ่มปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว แรงปะทะทำให้ทุกคนบนเรือกระเด็นไปคนละทิศละทาง แต่เรือก็พ้นอันตรายมาอยู่ในน่านน้ำที่สงบเงียบและเต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ
คีรินทร์นอนหอบหายใจอยู่บนพื้นดาดฟ้าที่เปียกชื้นด้วยละอองน้ำจากต่างมิติ เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า กัปตันวรุตม์วิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความตื่นเต้น “เราทำได้! เราผ่านมันมาได้แล้ว คีรินทร์!” กัปตันเขย่าตัวเขา แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงรอยยิ้มที่ไร้ความหมาย คีรินทร์มองหน้ากัปตันเหมือนมองคนแปลกหน้า “คุณเป็นใครหรือครับ แล้วที่นี่ที่ไหน”
ความเงียบเข้าปกคลุมดาดฟ้าเรืออีกครั้ง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา กัปตันวรุตม์ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ คีรินทร์ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจบรรยายได้ เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าชัยชนะที่แลกมาด้วยความทรงจำของผู้ชี้ทางคนหนึ่งมันช่างขมขื่นเพียงใด เรือลอยลำไปในความมืดที่ไร้จุดหมาย แต่คีรินทร์กลับเริ่มขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนฝ่ามือของตัวเองด้วยนิ้วที่สั่นเทา
เขากำลังวาดแผนที่ใหม่ลงบนผิวหนังของตนเอง แม้จะจำไม่ได้ว่ามันคืออะไรหรือทำไปเพื่อใคร แต่สัญชาตญาณของการเป็นผู้ชี้ทางยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตวิญญาณของเขา กัปตันวรุตม์มองดูลายเส้นสีแดงที่เริ่มก่อตัวขึ้นบนผิวหนังของคีรินทร์ด้วยความเศร้าสร้อย เขาไม่ได้ห้ามปรามอีกต่อไป เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตของชายผู้นี้ถูกผูกติดไว้กับการนำทางคนอื่นให้รอดพ้นแม้ตนเองจะต้องหลงทางไปตลอดกาล
แสงจากดวงดาวดาวตกดวงหนึ่งพุ่งผ่านท้องฟ้าไปไกลแสนไกล คีรินทร์ก้มมองรอยแผลที่เขาวาดไว้บนแขนของตัวเอง เขาเห็นตัวอักษรจางๆ ที่เขียนว่า ‘กลับบ้าน’ แต่มันกลับไม่มีความหมายใดๆ ในความจำที่ว่างเปล่าของเขา เขายังคงนั่งอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความเงียบงันของจักรวาล รอคอยให้เรือลำนี้พาเขาไปสู่จุดหมายที่เขาเองก็ไม่อาจนิยามได้
เรือลำน้อยยังคงเคลื่อนที่ต่อไปในความเวิ้งว้างของอวกาศ ทิ้งไว้เพียงเงาของชายผู้สูญเสียทุกอย่างเพื่อแสงสว่างของผู้อื่น ท่ามกลางหมู่ดาวที่ไม่เคยมีใครรู้จัก คีรินทร์หลับตาลงอย่างอ่อนแรง ปล่อยให้เข็มทิศดาราในใจนำพาชีวิตที่ไร้ความทรงจำไปในทิศทางที่โชคชะตากำหนดไว้เพียงผู้เดียว
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น