นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
พิกัดหยาดน้ำตาบนหน้าปัดสุริยะ
แอ็กชัน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-06

พิกัดหยาดน้ำตาบนหน้าปัดสุริยะ

โดย แอดมิน
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
2 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของช่างซ่อมนาฬิกาดาราศาสตร์ในเมืองกลางทะเลทรายที่ต้องเลือกระหว่างการรักษาความลับของกลไกโบราณหรือการช่วยชีวิตผู้คนจากพายุทรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ทรายหยาบสีส้มจัดปลิวเข้าปะทะกระจกหน้าต่างร้านซ่อมนาฬิกาจนเกิดเสียงดังครืดคราดเหมือนกระดาษทรายขัดผิวโลหะ 'กวิน' ชะงักมือที่กำลังคีบฟันเฟืองทองเหลืองขนาดจิ๋ววางลงบนผ้ากำมะหยี่สีเข้ม เขาสูดหายใจเข้าลึกได้กลิ่นไอความร้อนและสนิมเหล็กจางๆ ลอยมากับกระแสลมที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของขอบวงกบไม้เก่าคร่ำคร่า

แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ สาดส่องผ่านเลนส์แว่นขยายตัวหนาที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน ทำให้เกิดจุดรวมแสงสว่างจ้าบนแผ่นกระดาษแผนผังดวงดาวที่กางทิ้งไว้ กวินกวาดสายตามองหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์เรือนยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง มันไม่ได้ส่งเสียงติ๊กต็อกเหมือนเครื่องบอกเวลาทั่วไป แต่มันส่งเสียงครางต่ำคล้ายสัตว์ป่าที่กำลังทรมานจากการถูกพันธนาการด้วยกลไกฟันเฟืองที่บิดเบี้ยว

เขารีบคว้าคีมปากจิ้งจกขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะขยับเข้าใกล้แกนกลางของเครื่องจักรโบราณที่สั่นระริก แรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มรุนแรงขึ้นจนขวดแก้วบรรจุหยอดน้ำมันล้มกลิ้ง กวินรู้ดีว่าถ้าตัวปรับค่าความดันในเฟืองตัวที่ห้าไม่ยอมทำงานก่อนที่พายุทรายลูกใหญ่จะพัดถึงกำแพงเมือง นาฬิกาเรือนนี้ที่ทำหน้าที่ควบคุมเกราะป้องกันพายุของเมืองจะพังทลายลงอย่างถาวร

หยดเหงื่อใสๆ ไหลลงมาตามกรอบหน้าของกวินจนหยดลงบนเฟืองเหล็กที่ขึ้นสนิมเขรอะ เขาไม่ได้เช็ดมันออกเพราะมือทั้งสองข้างยังคงต้องประคองคานเหล็กรับน้ำหนักเอาไว้ให้มั่นคงที่สุด หัวใจของเขาเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงกลไกที่ติดขัด หากเครื่องจักรนี้หยุดเดิน เมืองทั้งเมืองที่ตั้งอยู่บนหุบเขากลางทะเลทรายแห่งนี้จะถูกฝังกลบด้วยทรายร้อนในชั่วข้ามคืน

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'อิงฟ้า' ผู้ดูแลหอคอยดังก้องขึ้นที่บันไดไม้ชั้นล่างตามด้วยเสียงทุบประตูรัวเร็ว กวินขบกรามแน่นก่อนจะตะโกนตอบกลับไปโดยไม่ละสายตาจากกลไกที่กำลังจะแตกสลาย "ฉันยังทำไม่ได้! ออกไปให้ห่างจากเขตหอคอยเดี๋ยวนี้ แรงกดอากาศรอบตัวเครื่องมันกำลังจะพุ่งขึ้นถึงขีดอันตรายแล้ว!"

อิงฟ้าไม่ฟังคำสั่งนั้น เธอผลักประตูเข้ามาพร้อมกับผ้าคลุมหน้าที่เปื้อนฝุ่นทรายสีแดงก่ำ ดวงตาของเธอฉายแววตื่นตระหนกขณะมองดูเข็มทิศบนหน้าปัดที่หมุนวนอย่างไร้ทิศทาง "กวิน พายุมาเร็วกว่ากำหนดห้านาที เกราะป้องกันเริ่มร้าวแล้ว! ถ้าคุณไม่ทำอะไรสักอย่าง เราทั้งคู่ต้องถูกแรงอัดของกลไกที่ระเบิดออกฉีกร่างจนไม่เหลือชิ้นดีแน่"

กวินหันไปมองอิงฟ้าเพียงชั่วครู่ แววตาของเขาไม่ได้มีความกลัวต่อความตาย แต่กลับมีความสงสัยในกลไกที่เขาพยายามซ่อมมาตลอดชีวิต "คุณเห็นไหมอิงฟ้า เฟืองตัวนี้มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกันพายุ แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อดึงพายุเข้ามา! มีใครบางคนตั้งค่ามันไว้ล่วงหน้าเพื่อทำลายเมืองนี้ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว"

อิงฟ้าชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้ามาใกล้เครื่องจักร เธอวางมือลงบนแผ่นโลหะที่ร้อนจัดจนเกิดเสียงฉ่าเบาๆ "คุณกำลังจะบอกว่าเมืองนี้ถูกสาปไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างงั้นหรือ? ไม่สิ นั่นมันเป็นไปไม่ได้ พ่อของฉันและบรรพบุรุษของคุณสละชีวิตเพื่อรักษาหอคอยนี้มาตลอดนะ"

กวินพ่นลมหายใจออกมาอย่างขมขื่นขณะขยับคีมเพื่อกดสลักตัวสุดท้ายลงไป "ความจริงมักจะเจ็บปวดเสมออิงฟ้า พวกเขาไม่ได้รักษาหอคอยนี้ไว้เพื่อปกป้องเรา แต่รักษาไว้เพื่อเป็นกรงขังขุมพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรโบราณใต้ดินนี้ต่างหาก ถ้าผมถอดเฟืองนี้ออก พายุจะสงบลงแต่พลังงานที่จ่ายเข้าเมืองก็จะดับวูบลงทันที"

อิงฟ้ามองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิดลงด้วยพายุทรายที่บดบังแสงอาทิตย์จนหมดสิ้น ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานชั่วขณะ มีเพียงเสียงคำรามของพายุที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนน่ากลัว "ถ้าทางเลือกมีแค่การถูกฝังทั้งเป็นกับความมืดมิดตลอดกาล เราจะเลือกอะไรได้บ้างล่ะกวิน? ในเมื่อแสงสว่างที่ไม่มีชีวิตก็ไม่ต่างอะไรกับศพที่ถูกประดับไฟ"

กวินมองนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เริ่มส่งเสียงหวีดแหลมสูงขึ้นเรื่อยๆ มันเหมือนกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในโลหะเย็นเฉียบ เขาตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นโดยการกระชากกลไกตัวควบคุมหลักออกมาด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงฟันเฟืองแตกละเอียดดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่าภายในห้องแคบๆ

อิงฟ้ากรีดร้องพลางยกแขนขึ้นบังหน้าขณะที่เศษเหล็กกระเด็นไปทั่วห้อง แรงระเบิดของพลังงานอัดกระแทกจนทั้งคู่กระเด็นไปกระแทกกับผนังห้อง กวินรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วตัวราวกับเข็มนาฬิกาของชีวิตกำลังหยุดเดินชั่วขณะ ขณะที่เสียงคำรามของพายุภายนอกค่อยๆ แผ่วเบาลงจนเหลือเพียงความเงียบงันที่วังเวง

เมื่อฝุ่นควันจางลง กวินค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน เขามองเห็นหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์ที่นิ่งสนิทไปตลอดกาล ไม่มีเข็มใดขยับ ไม่มีแสงใดส่องประกายจากใจกลางเครื่องจักรอีกต่อไป อิงฟ้าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูผลลัพธ์ของการตัดสินใจที่เปลี่ยนโชคชะตาของเมืองไปตลอดกาล "เราทำอะไรลงไปกวิน... เราเพิ่งดับแสงของคนทั้งเมืองไปแล้วหรือเปล่า"

กวินมองมือที่สั่นเทาของตัวเองก่อนจะเดินไปเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ทรายหยุดพัดแล้วแต่ท้องฟ้าเบื้องบนกลับมืดสนิทไร้ดาว "เราไม่ได้ดับแสงอิงฟ้า เราแค่หยุดวงจรลวงตาที่กักขังเราไว้ต่างหาก ต่อไปนี้เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความมืดที่แท้จริงและมองหาทางรอดด้วยตาของเราเอง ไม่ใช่อาศัยเครื่องจักรที่มีไว้ล่อหลอกมนุษย์"

เขายื่นมือไปจับมือของอิงฟ้าไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ในโลกที่เพิ่งสูญเสียความเชื่อมั่นเดิมๆ ไปจนหมดสิ้น พายุทรายอาจจะสงบลงแล้ว แต่พายุแห่งความเปลี่ยนแปลงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นบนซากปรักหักพังของกลไกโบราณที่นอนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหลัง

อิงฟ้าไม่ได้ดึงมือกลับ เธอเพียงแต่มองไปรอบห้องที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของตระกูล ตอนนี้มันเหลือเพียงห้องเก็บเศษเหล็กที่ไม่มีใครต้องการ ความหวาดกลัวที่เคยมีค่อยๆ เลือนหายไปแทนที่ด้วยความโล่งใจที่บอกไม่ถูก "ถ้าเราไม่มีแสงจากหอคอยนี้แล้ว พรุ่งนี้เช้าเราจะทำอย่างไรกันต่อ? ทะเลทรายแห่งนี้ไม่ได้ใจดีกับคนที่ไม่รู้ทิศทางหรอกนะ"

กวินหยิบเข็มทิศพกพาที่เขาสร้างขึ้นเองจากเศษชิ้นส่วนนาฬิกาขึ้นมา มันไม่มีความหรูหราเหมือนกลไกเรือนยักษ์ แต่เข็มของมันชี้ตรงไปยังทิศทางที่เขาสัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นที่พัดมาจากเทือกเขาไกลโพ้น "เราจะออกเดินทางอิงฟ้า เมืองนี้ไม่ใช่บ้านของเรามานานแล้ว มันเป็นเพียงกรงทองคำที่รอวันพังทลายลงมาทับเราเท่านั้น"

เขาก้าวเดินนำออกไปทางประตูที่พังเสียหายโดยมีอิงฟ้าก้าวตามไปติดๆ การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่แค่การซ่อมนาฬิกา แต่มันคือการพังทลายพันธนาการที่มองไม่เห็นเพื่อก้าวเข้าสู่โลกกว้างที่ยังไม่ถูกกำหนดเส้นทางด้วยกลไกใดๆ ทั้งสิ้น เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังก้องบนพื้นทรายที่เริ่มเย็นตัวลงยามค่ำคืน

ท่ามกลางความมืดมิดที่แผ่ขยาย กวินเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไร้เงาของหอคอยบังตา ดวงดาวนับล้านดวงปรากฏชัดขึ้นทีละดวงอย่างสวยงามราวกับคำสารภาพของจักรวาลที่รอคอยให้มนุษย์กลับมามองเห็นความจริงด้วยสายตาของตนเองอีกครั้งหนึ่ง

เขากระชับมือของอิงฟ้าแน่นขึ้นอีกนิดในขณะที่ก้าวเดินผ่านประตูเมืองที่ไร้ผู้เฝ้าดู ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนแห่งความเงียบงันของเครื่องจักรที่หยุดเดินและจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ที่ไม่มีใครรู้พิกัดที่แท้จริง แต่หัวใจของพวกเขากลับเต้นจังหวะที่มั่นคงและเปี่ยมไปด้วยความหวังที่ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น