ฝุ่นสีแดงจัดปลิวว่อนเข้าตาจน 'รินรดา' ต้องยกแขนเสื้อขึ้นป้องใบหน้า ขณะที่เครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนในมือส่งเสียงร้องแหลมสูงเป็นจังหวะถี่รัว แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของเธอกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่นักธรณีวิทยาอย่างเธอไม่เคยพบเห็นมาก่อนในพื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้ มันไม่ใช่การสั่นสะเทือนของแผ่นเปลือกโลกตามธรรมชาติ แต่เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอราวกับหัวใจของยักษ์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นหินศิลาแลง
เธอรีบวางเครื่องมือลงบนพื้นดินที่แตกเป็นรอยแยกรูปหกเหลี่ยม ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าเพื่อใช้แว่นขยายส่องสำรวจลึกลงไปในรอยแยกนั้น กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยขึ้นมาเตะจมูกพร้อมกับความร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากเบื้องล่าง รินรดารู้สึกได้ถึงความผิดปกติของอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทั่วไป
"ริน อย่าได้ขุดลึกลงไปกว่านั้นเชียว นี่คือเขตต้องห้ามที่บรรพบุรุษสั่งเสียไว้" เสียงแหบพร่าของ 'พ่อเฒ่าสมหมาย' ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เขายืนถือไม้เท้าหัวกะโหลกแกะสลักมองดูเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดหวั่นมากกว่าความโกรธเคือง ซึ่งนั่นทำให้รินรดารู้สึกถึงบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเรื่องเล่าปรัมปราที่เธอเคยได้ยิน
รินรดาหันกลับไปมองชายชราด้วยความนิ่งสงบ แม้ในใจจะเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นทางวิชาการ เธอยันตัวลุกขึ้นยืนพรางปัดฝุ่นออกจากกางเกงลุยป่า "พ่อเฒ่าคะ วิทยาศาสตร์ไม่ได้มาเพื่อทำลายความเชื่อของใคร แต่มันมาเพื่ออธิบายว่าทำไมดินที่นี่ถึงกำลังเต้นเป็นจังหวะ ถ้าเราไม่หาสาเหตุ หมู่บ้านนี้อาจจะกลายเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า"
พ่อเฒ่าสมหมายส่ายหัวช้าๆ พลางเคาะไม้เท้ากับพื้นดินจนเกิดเสียงดังกังวานผิดธรรมชาติ "จังหวะที่เจ้าได้ยินไม่ใช่หายนะ แต่มันคือการคืนชีพของบางสิ่งที่เราเคยปิดผนึกไว้ด้วยคำสาป เมื่อรอยร้าวนี้ขยายกว้างออกไปจนถึงรากของต้นไทรโบราณ ทุกคนจะต้องรับรู้ถึงความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้เถ้าถ่าน"
รินรดามองลึกลงไปในรอยแยกอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจหยิบกล้องบันทึกภาพความละเอียดสูงขึ้นมา เธอรู้ดีว่าการขัดแย้งกับคนในพื้นที่ไม่ใช่ทางออก แต่การปล่อยให้หมู่บ้านนี้พินาศเพราะความไม่รู้ก็ไม่ใช่ทางเลือกของนักวิทยาศาสตร์เช่นกัน เธอเริ่มบันทึกค่าพิกัดและระดับพลังงานที่วัดได้ ขณะที่บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไป ลมร้อนเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวอยู่รอบตัวเธอราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังพยายามผลักดันเธอออกไป
ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อเฒ่าสมหมายเริ่มตึงเครียดขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน รินรดามักจะใช้เวลาช่วงค่ำคืนในกระท่อมหลังเก่าที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการชั่วคราว เธอพยายามวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากการสั่นสะเทือนแต่ละครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้ความจริง เสียงกระซิบของพ่อเฒ่าสมหมายมักจะดังขึ้นเสมอในความฝันหรือความนึกคิดของเธอ
"เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังค้นหาอะไรกันแน่รินรดา ความจริง หรือเพียงแค่ต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองเหนือกว่าตำนาน" พ่อเฒ่าสมหมายปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูในคืนหนึ่ง เขาถือตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสีส้มสลัว ส่องให้เห็นใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นราวกับแผนที่เส้นทางที่เธอพยายามไขปริศนา
รินรดาเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา ดวงตาของเธอเหนื่อยล้าจากการอดนอน "ฉันแค่ต้องการปกป้องชีวิตผู้คน พ่อเฒ่ารู้ดีว่าการสั่นสะเทือนนี้จะทำลายทุกอย่าง ทำไมพ่อเฒ่าถึงไม่ยอมให้ฉันเข้าถึงจุดศูนย์กลางของพลังงานนั้นเสียทีล่ะ"
พ่อเฒ่าสมหมายก้าวเข้ามาในห้อง วางตะเกียงลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยแผนที่รอยแยก "เพราะจุดศูนย์กลางนั้นไม่ใช่เครื่องจักรหรือแร่ธาตุใดๆ มันคือห้องเก็บความทรงจำของบรรพบุรุษ หากเจ้าเปิดมันด้วยเครื่องมือพวกนั้น ความทรงจำที่เจ็บปวดจะไหลทะลักออกมาทำลายจิตใจของคนทั้งหมู่บ้าน"
รินรดาขมวดคิ้ว เธอหยิบเครื่องวัดความถี่ขึ้นมาวางตรงหน้าเขา "นี่คือหลักฐานทางกายภาพ มันไม่มีความทรงจำอะไรนอกจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ พ่อเฒ่ากำลังหลอกตัวเองและคนอื่นเพื่อรักษาความลึกลับของหมู่บ้านนี้เอาไว้ ซึ่งมันอาจจะทำให้ทุกคนต้องตาย"
คำพูดของเธอทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือก พ่อเฒ่าสมหมายไม่ตอบโต้ แต่เขากลับยื่นมือที่สั่นเทามาแตะที่หน้าจอเครื่องวัดความถี่ ทันทีที่นิ้วของเขาสัมผัส ตัวเลขบนจอที่เคยวิ่งเป็นกราฟปกติก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ประหลาดที่ดูคล้ายอักขระโบราณ รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจและพยายามคว้าเครื่องมือกลับมา แต่หน้าจอก็ดับวูบลงพร้อมกับเสียงกระซิบที่ดังออกมาจากลำโพงเครื่องตรวจวัด
เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อแผ่นดินเริ่มแยกตัวเป็นวงกว้างในเช้าวันรุ่งขึ้น รินรดาต้องวิ่งออกจากฐานปฏิบัติการเพื่อสำรวจความเสียหาย เธอมองเห็นรอยแยกพาดผ่านกลางหมู่บ้าน บ้านเรือนหลายหลังเริ่มเอียงตัวลงตามแนวแตกของดิน ชาวบ้านต่างพากันอพยพด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องไห้ระงมไปทั่วบริเวณ
รินรดาคว้าอุปกรณ์จำเป็นแล้ววิ่งมุ่งหน้าไปยังจุดศูนย์กลางที่เธอคำนวณไว้ก่อนหน้านี้ เธอพบว่าต้นไทรโบราณที่พ่อเฒ่าเคยกล่าวถึงกำลังถูกกลืนกินโดยรอยแยกขนาดใหญ่ เปลือกไม้ของมันกำลังส่งเสียงแตกดังลั่นราวกับกระดูกที่หักออกจากกัน
เธอพยายามติดตั้งเครื่องยึดเกาะพื้นดินเพื่อชะลอการพังทลาย แต่แรงดึงดูดจากใต้ดินกลับแรงกว่าที่เธอคาดไว้มาก มันราวกับมีสนามแม่เหล็กมหาศาลกำลังดึงเอาทุกอย่างลงไปสู่เบื้องล่าง รินรดาพยายามทรงตัวท่ามกลางพื้นดินที่สั่นไหวอย่างรุนแรง
"รินรดา หยุดเถอะ! เจ้ากำลังทำลายสมดุลที่ถูกรักษาไว้มานับร้อยปี" พ่อเฒ่าสมหมายตะโกนฝ่าเสียงลมกรรโชก เขาพยายามวิ่งเข้ามาหาเธอ แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อแผ่นดินตรงหน้าเขาแยกตัวออกจากกันอย่างฉับพลัน
"ถ้าไม่หยุดมันตอนนี้ หมู่บ้านนี้จะหายไปทั้งหมู่บ้าน พ่อเฒ่าต้องช่วยฉัน!" รินรดาตะโกนตอบ เธอพยายามเชื่อมต่อสายเคเบิลเข้ากับเสาเข็มที่เธอนำมา แต่ทุกครั้งที่เธอปักเสาลงไป พื้นดินกลับพ่นไอความร้อนออกมาจนเธอต้องถอยร่น
พ่อเฒ่าสมหมายตัดสินใจก้าวข้ามรอยแยกนั้นมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าคนชรา เขาคว้ามือของรินรดาไว้แน่น "เจ้าต้องวางเครื่องมือลง แล้วใช้หัวใจสัมผัส ไม่ใช่ใช้เครื่องวัดที่ไร้วิญญาณเหล่านั้น ความร้อนที่เจ้าเห็นคือน้ำตาของผืนดินที่ถูกกักขัง!"
รินรดารู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าบางอย่างไหลผ่านมือของพ่อเฒ่าเข้าสู่ร่างกายเธอ มันไม่ใช่ไฟฟ้า แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่สื่อถึงความเจ็บปวดและความโกรธแค้น เธอเห็นภาพอดีตฉายชัดขึ้นมาในหัว ภาพของคนโบราณที่ถูกฝังทั้งเป็นใต้พื้นที่ตรงนี้เพื่อสร้างผนึกปกป้องความลับบางอย่าง
จุดพีคมาถึงเมื่อรอยแยกใต้ต้นไทรเปิดออกจนกว้างกว่าสามเมตร เสียงคำรามจากใต้ดินดังสนั่นหวั่นไหว รินรดาและพ่อเฒ่าสมหมายกระเด็นไปคนละทิศละทาง รินรดารู้สึกถึงความร้อนที่แผดเผาผิวหนัง แต่เธอก็ตัดสินใจครั้งสุดท้าย เธอคว้าอุปกรณ์ปล่อยคลื่นความถี่ที่เธอสร้างขึ้นเองและปาลงไปในรอยแยกนั้นโดยไม่ได้เปิดใช้งานในโหมดทำลายล้าง แต่เลือกโหมดปรับสมดุลคลื่นความถี่ให้ตรงกับความสั่นสะเทือนของแผ่นดิน
เสียงคำรามนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงฮัมต่ำๆ ที่สงบลง แผ่นดินที่เคยแยกตัวเริ่มขยับเข้าหากันอย่างช้าๆ รินรดานอนหอบหายใจอยู่บนพื้นดินที่เริ่มนิ่งสนิท เธอเห็นพ่อเฒ่าสมหมายลุกขึ้นนั่งพิงต้นไทรที่เหลือเพียงครึ่งต้น ดวงตาของเขาดูสงบลงอย่างประหลาด
ความโกลาหลค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเงียบงันของหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายหนักแต่ไม่ถึงขั้นล่มสลาย รินรดาลุกขึ้นเดินไปหาพ่อเฒ่าสมหมาย เธอพบว่าเขากำลังกุมสร้อยคอรูปทรงอักขระโบราณไว้แน่น มันเป็นสิ่งเดียวกับที่เธอเห็นบนหน้าจอเครื่องวัดความถี่ก่อนหน้านี้
"เจ้าช่วยชีวิตหมู่บ้านไว้ แต่เจ้าก็ได้ทำลายความลับที่ควรถูกฝังไปพร้อมกับกาลเวลา" พ่อเฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา รินรดานั่งลงข้างเขา เธอเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เธอพยายามทำไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาทางธรณีวิทยา แต่มันคือการทำลายกำแพงระหว่างความจริงทางวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม
รินรดามองดูเครื่องวัดความถี่ในมือที่ตอนนี้กลับมาเป็นหน้าจอว่างเปล่า เธอไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ แต่รู้สึกถึงความรับผิดชอบใหม่ที่หนักอึ้งกว่าเดิม เธอมองไปยังรอยแยกที่ค่อยๆ ปิดสนิทลง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของแผ่นดินที่เตือนใจว่าบางสิ่งในโลกนี้อาจไม่ต้องการคำอธิบายด้วยเหตุผลเสมอไป
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องลงบนหมู่บ้านที่เงียบสงัด รินรดาลุกขึ้นยืนและมองออกไปที่เส้นขอบฟ้า เธอรู้ว่าการผจญภัยของเธอที่นี่จบลงแล้ว แต่การเดินทางครั้งใหม่ในการทำความเข้าใจรากเหง้าของผืนดินแห่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
พ่อเฒ่าสมหมายค่อยๆ เดินหายเข้าไปในความมืดของกระท่อม ทิ้งให้รินรดายืนอยู่ท่ามกลางผืนดินที่ยังคงอุ่นระอุ เธอหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค ก่อนจะเก็บข้าวของออกเดินทางจากหมู่บ้านไปตลอดกาล ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนดินที่เพิ่งจะกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้ง
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
กรงขังพันธนาการแห่งกาลเวลา
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น