นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
พู่กันพรายสีชาดบนผืนผ้าใบไร้เงา
เหนือธรรมชาติ 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-20

พู่กันพรายสีชาดบนผืนผ้าใบไร้เงา

โดย ไอ่เด็กน้อย ไอ้เด็กอ้วน ไอ้ตัวเล็ก
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
3 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของจิตรกรฟื้นฟูภาพวาดเก่าแก่ที่ค้นพบว่าสีที่เขาใช้ไม่ได้มาจากแร่ธาตุทั่วไป แต่มาจากความทรงจำที่ถูกกักขังในอดีต ซึ่งกำลังจะกลืนกินตัวตนของเขาไปทีละน้อย

กลิ่นน้ำมันสนฉุนกึกผสมกับไอจางๆ ของฝุ่นผงโบราณอบอวลอยู่ในห้องทำงานแคบๆ บนชั้นดาดฟ้าของอาคารพาณิชย์เก่าแก่ 'ธันวา' จรดปลายพู่กันขนกระรอกลงบนรอยแตกของภาพวาดรูปหญิงสาวในชุดกิโมโนสีหม่น มือของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสีแดงสดที่เพิ่งผสมขึ้นเองจากผงแร่ลึกลับดูเหมือนจะขยับเขยื้อนได้เองบนผืนผ้าใบ มันไม่ได้ซึมลึกลงไปในเนื้อผ้าเหมือนสีน้ำมันทั่วไป แต่มันกลับเต้นเร่าเหมือนเส้นเลือดที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในซากปรักหักพัง

เขาถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อสำรวจผลงาน จังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มไม่สัมพันธ์กับความเงียบงันรอบข้าง เสียงลมหวีดหวิวลอดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิทฟังดูคล้ายเสียงกระซิบของหญิงสาวในภาพ ธันวากำพู่กันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาเป็นนักฟื้นฟูภาพวาดที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานศิลปะชิ้นนี้จากตระกูลเก่าแก่ที่กำลังจะล่มสลาย แต่ยิ่งเขาลงมือซ่อมแซมมากเท่าไร เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงเข้าไปในกระแสธารของความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเอง

แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะวูบไหวราวกับมีใครมาเป่ามันให้ดับลง แต่ภายในห้องนี้ไม่มีใครนอกจากเขา ธันวาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากผืนผ้าใบ มันไม่ใช่ความเย็นของอุณหภูมิห้อง แต่เป็นความเย็นที่แทรกซึมผ่านผิวหนังเข้าไปถึงกระดูก เขาพยายามวางพู่กันลงแต่ปลายนิ้วกลับติดหนึบอยู่กับด้ามไม้เหมือนมีแรงแม่เหล็กบางอย่างดึงดูดไว้

“เจ้าไม่ใช่คนแรกที่พยายามจะกักขังข้าไว้ในกรอบไม้นี้” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ธันวาหมุนตัวกลับไปมองอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่พบเห็นกลับมีเพียงเงาของขาตั้งภาพที่ทอดตัวยาวเหยียดบนผนังปูนเปลือย เขาหอบหายใจถี่ สายตาเหลือบกลับไปมองที่ภาพวาดอีกครั้ง หญิงสาวในภาพไม่ได้หันหน้าตรงเหมือนเดิม แต่บัดนี้เธอกำลังเหลียวมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้น

การทำงานของธันวาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขาดวิ่น เขาได้รับจ้างจากชายสูงวัยท่าทางลึกลับนามว่า 'คุณอรรถ' ให้มาบูรณะภาพเขียนชิ้นนี้โดยเฉพาะ คุณอรรถย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามใช้สารเคมีสมัยใหม่เด็ดขาด ให้ใช้เพียงสีที่ถูกส่งมาในขวดแก้วสีชาเท่านั้น ซึ่งธันวาก็ทำตามอย่างเคร่งครัดโดยไม่สงสัยในที่มาของมัน

เขาจำได้ว่าตอนเริ่มงานครั้งแรก เขามีความทะเยอทะยานที่จะทำให้งานชิ้นนี้กลับมาสมบูรณ์ที่สุดเพื่อสร้างชื่อเสียงในวงการนักบูรณะ แต่ตอนนี้ความต้องการเหล่านั้นกลับมลายหายไป เหลือเพียงความกลัวที่หยั่งรากลึก ธันวามักจะตื่นขึ้นมากลางดึกพร้อมกับคราบสีแดงที่เปรอะเปื้อนตามมือราวกับว่าเขาเป็นคนวาดภาพนั้นเองในยามหลับใหล หรือบางทีเขาอาจจะกำลังถูกครอบงำโดยเจตจำนงของใครบางคนที่ตายไปนานแล้ว

“คุณอรรถครับ ผมคิดว่าผมทำต่อไม่ไหวแล้ว” ธันวาพูดกับโทรศัพท์มือถือในเช้าวันถัดมา เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงหัวเราะเย็นเยียบลอดออกมา “การฟื้นฟูความทรงจำต้องใช้ราคาที่เหมาะสมเสมอ ธันวา คุณได้รับสิทธิพิเศษในการเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น อย่าได้คิดถอยหลังเพียงเพราะกลัวความจริงที่ปรากฏบนผืนผ้า”

การสนทนาจบลงด้วยเสียงสัญญาณตัดสายทิ้ง ธันวาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าด้วยความสิ้นหวัง เขาสำรวจรอยแผลที่ปลายนิ้วตนเองซึ่งเกิดจากการถูกปลายพู่กันบาด รอยแผลนั้นไม่ได้มีเลือดสีแดงสดไหลออกมา แต่มันกลับเป็นสีเดียวกับสีแดงที่เขาใช้ซ่อมแซมภาพวาด ความสงสัยเริ่มเปลี่ยนเป็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัวว่าตัวเขาเองกำลังถูกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะชิ้นนี้

เขาลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะวางอุปกรณ์อีกครั้ง พยายามจะเก็บพู่กันและสีทั้งหมดใส่กล่องเพื่อหนีไปจากที่นี่ แต่เมื่อเขาสัมผัสขวดสีแก้วสีชา ขวดนั้นกลับร้อนจัดจนเขาต้องชักมือออก แสงไฟในห้องดับลงโดยสิ้นเชิงเหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างลงมาตกกระทบที่ภาพวาด หญิงสาวในชุดกิโมโนไม่ได้อยู่ในกรอบไม้อีกต่อไป เธอมายืนอยู่ข้างหลังเขาในความมืดมิด

“ถ้าเจ้าอยากเป็นอิสระ เจ้าต้องวาดทางออกให้ข้า” เสียงของเธอไม่ได้ดังมาจากหู แต่ดังมาจากภายในความคิด ธันวาสัมผัสได้ถึงมือที่เย็นเฉียบวางลงบนไหล่ของเขา มันเป็นสัมผัสที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยพลังงานที่เขาไม่สามารถต้านทานได้ เขาถูกบังคับให้เดินกลับไปที่โต๊ะวาดรูปเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกดึงด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น

เขาหยิบพู่กันขึ้นมาอีกครั้ง มือของเขากลายเป็นเครื่องมือของวิญญาณหญิงสาว ผืนผ้าใบว่างเปล่าแผ่นใหม่ถูกวางลงบนขาตั้งแทนที่ภาพเดิม ธันวาเริ่มตวัดพู่กันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เส้นสายที่เขาวาดออกมาไม่ใช่ภาพทิวทัศน์หรือวัตถุใดๆ แต่มันเป็นภาพของประตูมิติที่ดูซับซ้อนและน่าขนลุก ทุกครั้งที่สีแดงแตะลงบนผ้าใบ เขารู้สึกถึงพลังชีวิตของตนเองที่ถูกสูบออกไป

เขากรีดร้องในใจแต่ปากไม่สามารถขยับได้ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความทรงจำค่อยๆ กัดกินสมองของเขา เขาเริ่มลืมชื่อตัวเอง ลืมว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ลืมแม้กระทั่งความรู้สึกรักหรือเกลียด ภาพวาดตรงหน้าเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนดูเหมือนประตูที่เปิดออกสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยทะเลเพลิงสีชาดและเสียงร้องไห้ของผู้ที่ถูกจองจำ

“ขอบคุณที่คืนชีวิตให้ข้า” หญิงสาวกระซิบข้างหูธันวาอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นใบหน้าของเธอสะท้อนผ่านกระจกเงาที่วางอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันกลายเป็นใบหน้าของธันวาเองในวัยชรา และต่อมาก็กลายเป็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน

จุดพีคมาถึงเมื่อเขาวาดเส้นสุดท้ายลงบนผืนผ้าใบ พลังงานมหาศาลระเบิดออกมาจากภาพวาด แรงลมมหาศาลหมุนวนอยู่ในห้องเล็กๆ จนข้าวของกระจัดกระจาย ธันวารู้สึกเหมือนวิญญาณของเขาถูกกระชากออกจากร่าง ผืนผ้าใบที่เขาวาดกลายเป็นหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างเข้าไป รวมถึงร่างของเขาที่กำลังเลือนหายไปกลายเป็นละอองสี

เขามองเห็นร่างของตัวเองยืนค้างอยู่บนเก้าอี้เหมือนรูปปั้นที่ไร้ชีวิต ในขณะที่วิญญาณของเขากำลังถูกผลักให้เข้าไปอยู่ในผืนผ้าใบที่เพิ่งวาดเสร็จ หญิงสาวคนนั้นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินออกไปจากห้องผ่านทางประตูไม้ที่เพิ่งเปิดออก ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความว่างเปล่าที่ไม่มีใครในโลกภายนอกจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาอีกต่อไป

ห้องทำงานกลับสู่สภาพปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ภาพวาดหญิงสาวในชุดกิโมโนหายไป เหลือเพียงผืนผ้าใบเปล่าที่วางอยู่บนขาตั้งไม้ คุณอรรถเดินเข้ามาในห้องช้าๆ สวมถุงมือหนังสีดำ เขาหยิบผืนผ้าใบขึ้นมาสำรวจด้วยความพึงพอใจ ที่มุมล่างของผ้าใบมีรอยจารึกชื่อของธันวาปรากฏขึ้นด้วยสีแดงสด ราวกับเป็นลายเซ็นของศิลปินผู้ยอมสละทุกอย่างเพื่อความเป็นอมตะ

เขาวางผืนผ้าใบลงในหีบไม้บุกำมะหยี่สีเลือด ก่อนจะปิดฝาหีบสนิท เสียงกระซิบของธันวาดังแว่วออกมาจากข้างในหีบ แต่มันเบาจนกลายเป็นเพียงเสียงลมที่ผ่านหูคนทั่วไป คุณอรรถเดินออกจากอาคารไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ทิ้งให้ห้องทำงานแห่งนี้กลายเป็นเพียงสถานที่รกร้างที่รอคอยเหยื่อรายใหม่ให้เข้ามาเติมเต็มคอลเลกชันความทรงจำที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ในเช้าวันรุ่งขึ้น นักบูรณะมือใหม่คนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ตามประกาศรับสมัครงานที่ติดไว้ที่หน้าอาคาร เขาเห็นผืนผ้าใบเปล่าที่วางอยู่บนขาตั้ง และกลิ่นน้ำมันสนที่ยังคงอบอวลอยู่ เขาสงสัยว่าเจ้าของห้องคนก่อนหายไปไหน แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือสีแดงสดที่วางทิ้งไว้ในขวดแก้วสีชาที่ดูเหมือนจะกำลังรอคอยให้ใครบางคนมาใช้มันวาดภาพแห่งโชคชะตาครั้งต่อไป

ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบพู่กันขึ้นมา สัมผัสถึงความเย็นของด้ามไม้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จากเจ้าของคนเก่า เขาเริ่มผสมสีแดงลงบนจานสีโดยไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของวงจรแห่งการจองจำที่ไม่มีวันจบสิ้น เงาสะท้อนในกระจกของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะที่เขากำลังจะจรดพู่กันลงบนผ้าใบ ความทรงจำที่เริ่มเลือนรางของธันวายังคงวนเวียนอยู่ในห้องรอวันที่จะถูกแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ที่กำลังจะถูกกลืนกิน

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น