นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
พู่กันเลือดเหนือผืนผ้าใบแห่งความพินาศ
แอ็กชัน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-15

พู่กันเลือดเหนือผืนผ้าใบแห่งความพินาศ

โดย ปลายหมึก เงาจันทร์
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของจิตรกรบูรณะภาพเขียนโบราณที่ค้นพบความลับอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อสีบนภาพวาดเริ่มขยับเขยื้อนและเรียกร้องชีวิตเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

กลิ่นน้ำมันสนฉุนกึกผสมกับกลิ่นอับชื้นของห้องใต้ดินในพิพิธภัณฑ์จมูกของ ‘ศิลา’ จนแทบจะไม่ได้กลิ่นอื่น แสงจากหลอดไฟนีออนกะพริบถี่ๆ สะท้อนกับใบมีดผ่าตัดขนาดเล็กในมือที่เขากำลังใช้สะกิดคราบสีน้ำตาลเข้มออกจากมุมล่างของภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่ดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งมานานนับศตวรรษ

ทันใดนั้น ปลายมีดของเขาก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งและเย็นเยียบไม่ใช่ผืนผ้าใบหรือชั้นสีตามปกติ ศิลาขมวดคิ้วแน่นก่อนจะใช้แปรงขนสัตว์ปัดฝุ่นละอองออกเบาๆ เผยให้เห็นรอยจารึกที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นใด มันเป็นอักขระโบราณที่ดูเหมือนจะสั่นไหวได้เมื่อต้องแสงไฟสลัวๆ ราวกับว่าหมึกนั้นยังไม่แห้งสนิทดี

เขารู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากภาพวาดจนเส้นขนแขนลุกชันโดยไม่ทราบสาเหตุ ศิลาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงานต่อเนื่องมาสิบสองชั่วโมง แต่เมื่อเขากะพริบตาอีกครั้ง เงาในภาพวาดนั้นกลับขยับเปลี่ยนมุมมองไปจากเดิมราวกับมีชีวิต เขารีบถอยกรูดจนเก้าอี้ไม้ล้มตึงลงกับพื้นเสียงดังสนั่นไปทั่วห้องเก็บของ

“ใครอยู่ตรงนั้น” เขาตะโกนถามท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับ แต่คำตอบที่ได้กลับมีเพียงเสียงหยดน้ำที่รั่วซึมลงมาจากเพดานกระทบถังเหล็กด้านหลัง ศิลามองกลับไปที่ผืนผ้าใบอย่างหวาดหวั่น มือที่ถือมีดผ่าตัดสั่นเทาเล็กน้อยในขณะที่จ้องมองดวงตาของบุคคลในภาพวาดที่ดูเหมือนจะจับจ้องกลับมาที่เขาราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง

ความสงสัยเริ่มเปลี่ยนเป็นความหลงใหลเมื่อเขาสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีแดงสดคล้ายคราบเลือดที่แทรกซึมอยู่ใต้ชั้นแลคเกอร์เก่าๆ ศิลาค่อยๆ เดินกลับเข้าไปใกล้ภาพวาดอีกครั้งพร้อมกับขยายเลนส์ในมือเพื่อตรวจดูให้แน่ชัดว่าสีแดงเหล่านั้นคือเม็ดสีจากแร่ธาตุธรรมชาติหรือบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นกันแน่

ศิลาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบูรณะงานศิลปะที่ได้รับความไว้วางใจให้จัดการกับภาพวาดลึกลับชิ้นนี้เพียงลำพัง เขาเป็นคนเงียบขรึมและหมกมุ่นอยู่กับการไขปริศนาทางประวัติศาสตร์มากกว่าการเข้าสังคม แรงจูงใจเดียวของเขาคือการทิ้งร่องรอยไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ผ่านการกู้คืนสิ่งที่ผู้คนหลงลืมไปแล้ว แต่ทว่าความลึกลับของภาพวาดนี้กำลังสั่นคลอนความศรัทธาในวิชาชีพของเขาอย่างรุนแรง

‘มินตรา’ หัวหน้าภัณฑารักษ์เดินเข้ามาในห้องด้วยจังหวะที่ศิลากำลังจ้องภาพวาดอย่างไม่วางตา เธอเห็นเขายืนแข็งทื่อเหมือนรูปปั้นจึงเอ่ยปากทักด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “คุณศิลาคะ ทางสถาบันต้องการทราบความคืบหน้าของงานบูรณะภาพวาดชิ้นนี้ภายในวันพรุ่งนี้ คุณพบอะไรที่ผิดปกติบ้างไหม”

ศิลาสะดุ้งสุดตัวก่อนจะหันกลับมามองมินตราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม “คุณมินตราครับ ภาพวาดนี้... ใครเป็นคนนำมาส่งที่นี่ และทำไมถึงไม่มีบันทึกการครอบครองที่ชัดเจนเลยในทะเบียนรับมอบงาน” มินตรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเธอเรียบเฉยจนน่ากลัวก่อนจะตอบกลับมาว่า “บางอย่างก็ไม่ควรถูกรื้อฟื้นขึ้นมาหรอกค่ะ แต่หน้าที่ของคุณคือทำให้มันสมบูรณ์ที่สุด ไม่ใช่ตั้งคำถาม”

เขารู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในคำพูดของเธอ ศิลาแอบหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาจดข้อมูลที่เขาพบเห็นเมื่อครู่ลงไปอย่างเร่งรีบ มินตราเดินเข้ามาใกล้ภาพวาดมากขึ้นจนเกือบจะชิดผืนผ้าใบ เธอใช้ปลายนิ้วสัมผัสขอบเฟรมไม้เก่าๆ อย่างแผ่วเบา ศิลาสังเกตเห็นว่าเธอไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกันเธอดูเหมือนคนที่กำลังทำพิธีกรรมบางอย่างอยู่

“ถ้ามันสมบูรณ์แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นครับ” ศิลาถามพลางขยับตัวถอยห่างจากรัศมีของเธอ มินตราหันมามองเขาด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก “โลกที่เห็นด้วยตาเปล่าจะเปลี่ยนไป และความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผืนผ้าใบนี้จะกลายเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่” เธอเดินออกจากห้องไปทิ้งให้ศิลาอยู่กับความหวาดระแวงที่ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง

ตกดึกศิลายังคงไม่สามารถละสายตาจากภาพวาดได้ เขาเริ่มลงมือขูดคราบสีแดงนั้นออกอย่างเบามือที่สุด แต่ยิ่งขูดลึกเท่าไหร่ เขากลับพบว่าสีเหล่านั้นเริ่มซึมออกมาจากผืนผ้าใบราวกับแผลสดที่ไม่มีวันหาย ศิลาพยายามใช้สารละลายเคมีฉีดพ่นลงไปเพื่อยับยั้งปฏิกิริยา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับทำให้ภาพวาดดูแจ่มชัดขึ้นจนน่าขนลุก

ใบหน้าของบุคคลในภาพเริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นใบหน้าของเขาเองที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน ศิลาทำขวดสารละลายตกลงพื้นแตกกระจาย กลิ่นสารเคมีตลบอบอวลไปทั่วห้อง เขารีบคว้าผ้าผืนใหญ่มาคลุมภาพวาดไว้ แต่ผ้าผืนนั้นกลับถูกฉีกขาดออกเป็นริ้วๆ โดยพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเกิดขึ้นรอบตัวห้องทำงานจนข้าวของร่วงหล่นลงมา

เขาพยายามวิ่งไปที่ประตู แต่ประตูกลับถูกล็อคจากด้านนอกด้วยกลไกไฟฟ้าที่ขัดข้อง ศิลาทุบประตูอย่างแรงจนมือแตก แต่ไม่มีใครได้ยินเสียงของเขา ห้องใต้ดินแห่งนี้กลายเป็นกรงขังที่ไม่มีทางออก ในขณะเดียวกันภาพวาดที่ตั้งอยู่บนขาหยั่งก็เริ่มมีสีดำคล้ำไหลทะลักออกมาเหมือนยางไม้ที่ไม่มีวันหมดสิ้น

“คุณต้องการอะไรจากผมกันแน่!” ศิลาตะโกนใส่ภาพวาดพร้อมกับใช้เก้าอี้ทุ่มใส่ แต่มันกลับทะลุผ่านผืนผ้าใบไปราวกับว่าภาพนั้นไม่ได้มีอยู่จริงในเชิงกายภาพ ทว่าเสียงกระซิบที่ดังออกมาจากภาพวาดกลับชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นเสียงของเขาเองที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากอดีตที่เขาเคยลืมเลือนไป

ศิลาจำได้แล้วว่าเขาเคยเป็นจิตรกรฝึกหัดที่พยายามสร้างผลงานชิ้นเอกด้วยการใช้เลือดของตนเองผสมกับสี แต่เขาล้มเหลวและทิ้งภาพวาดนั้นไว้จนกระทั่งวันนี้มันกลับมาทวงคืนส่วนที่ขาดหายไป ภาพวาดไม่ใช่สิ่งของที่เขากำลังบูรณะ แต่มันคือส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่เขาขายไปเพื่อชื่อเสียงในตอนนั้น

เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น กลิ่นเลือดที่คละคลุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ป่าที่เขาเคยชอบในวัยเด็ก ศิลาหลับตาลงปล่อยให้สีดำมืดเหล่านั้นไหลเข้าหาตัวเขาอย่างช้าๆ เขาไม่ได้ขัดขืนอีกต่อไป ความเจ็บปวดที่เคยมีจากการพยายามหนีหายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดที่กัดกินใจมานานหลายปี

มินตรากลับเข้ามาในห้องอีกครั้งในรุ่งเช้า เธอเห็นศิลานั่งอยู่หน้าขาหยั่งที่ว่างเปล่า ไม่มีภาพวาดหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว มีเพียงรอยเปื้อนจางๆ บนพื้นห้องที่ดูเหมือนรอยนิ้วมือของมนุษย์ที่พยายามเอื้อมมือไปคว้าบางสิ่งก่อนจะสูญสลายไป เธอยิ้มออกมาอย่างสมเพชก่อนจะหยิบสมุดบันทึกที่ศิลาทิ้งไว้ขึ้นมาเปิดดู

หน้ากระดาษว่างเปล่าไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว มินตราเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ไม่มีวันจบสิ้น ห้องใต้ดินแห่งนี้ถูกล็อคไว้อีกครั้งพร้อมกับภารกิจบูรณะภาพวาดที่จะถูกส่งต่อให้คนต่อไปที่กล้าเดินเข้ามาในกรงขังแห่งสีสันและกาลเวลานี้ ภาพวาดอาจจะสาบสูญไปจากสายตาผู้คน แต่รอยจารึกแห่งความทรงจำจะยังคงอยู่ตลอดไป

ในพิพิธภัณฑ์ที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเก็บของอีกครั้ง มันเป็นเสียงของคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งที่รอคอยอยู่หลังประตูบานนั้นคือพู่กันที่เปื้อนไปด้วยความพินาศของใครหลายคนที่เคยผ่านเข้ามา ศิลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของผืนผ้าใบนั้นไปแล้ว และเขากำลังรอคอยใครสักคนมาเติมเต็มส่วนที่ยังขาดหายไปให้สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น