ฝุ่นเกลือละเอียดสีขาวโพลนฟุ้งกระจายตามจังหวะการย่ำเท้าของ คีริน เขากระชับผ้าพันคอผืนหยาบขึ้นปิดจมูกพลางกวาดสายตามองไปรอบอาณาเขตที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของโรงงานกลั่นน้ำทะเลเก่า เสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องโหว่ของโครงเหล็กสนิมเขรอะฟังดูคล้ายเสียงครวญครางของวิญญาณที่ถูกกักขังอยู่ในความว่างเปล่า เขาหยุดยืนหน้าหน้าปัดสุริยะขนาดใหญ่ที่ทำจากทองเหลืองซึ่งบิดเบี้ยวผิดรูปไปตามกาลเวลา
คีรินใช้นิ้วมือที่สวมถุงมือหนังถูคราบเกลือที่เกาะแน่นอยู่บนหน้าปัดนั้นออกอย่างเบามือ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อชื่นชมงานศิลปะ แต่เขากำลังมองหาร่องรอยของแสงที่ตกกระทบลงบนเข็มทิศทองแดงที่เหลือเพียงซีกเดียว หากเขาคำนวณตำแหน่งของเงาไม่ผิดพลาด ความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินลึกห้าเมตรจะเผยตัวออกมาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าก่อนที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
แสงสีส้มจัดจ้านจากดวงอาทิตย์ยามเย็นอาบไล้ไปทั่วทุ่งเกลือ คีรินรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ส่งผ่านรองเท้าบูทขึ้นมาสู่กระดูกสันหลัง เขาขมวดคิ้วแน่นพลางหยิบเครื่องมือตรวจวัดคลื่นความถี่ขึ้นมาตรวจสอบหน้าจอที่กระพริบถี่ๆ ราวกับจะเตือนภัยบางอย่าง แรงสั่นสะเทือนนี้ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่มันคือจังหวะการเต้นของกลไกบางอย่างที่กำลังถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นจากความหลับใหลที่ยาวนาน
คีรินทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นดินแข็งกระด้าง เขาเริ่มขุดคุ้ยชั้นเกลือที่จับตัวเป็นก้อนหนาด้วยอุปกรณ์ขุดขนาดเล็ก ทุกครั้งที่ปลายเหล็กกระทบกับวัตถุแข็งใต้ดิน เสียงกังวานดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขาที่เงียบงัน ความเครียดเริ่มกัดกินหัวใจของเขาเมื่อเขาสังเกตเห็นว่าคราบเกลือบนแขนเสื้อของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ เหมือนกับว่ามันกำลังดูดกลืนพลังงานชีวิตของเขาไปทีละน้อย
แสงตะวันเริ่มเคลื่อนผ่านหน้าปัดสุริยะจนเกิดเงาทอดยาวเป็นเส้นตรงไปยังตำแหน่งที่เขาเพิ่งขุด คีรินหยุดมือลงทันที เขาเห็นแผ่นโลหะที่มีรอยสลักเป็นรูปดวงตากำลังเปิดออกอย่างเชื่องช้า มันคือกลไกไขลานที่ซับซ้อนเกินกว่าจินตนาการของคนในยุคนี้ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองศึก เพราะเขารู้ดีว่าหากเปิดสิ่งนี้ออก ความทรงจำที่เขาพยายามลืมไปเมื่อสิบปีก่อนจะไหลทะลักกลับเข้ามาเหมือนเขื่อนที่แตกทะลัก
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลังคีรินโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว เขาสะดุ้งสุดตัวและรีบคว้ามีดสั้นข้างเอวออกมาป้องกันตัว ร่างเงาสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นภายใต้แสงสีเลือดของยามเย็น เธอสวมชุดกันลมสีเทาหม่นที่ดูคุ้นตาจนคีรินถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เธอคือ รินดา อดีตคู่หูที่เขาคิดว่าเสียชีวิตไปแล้วในเหตุการณ์ระเบิดโรงงานวิจัยใต้ดิน
คีรินกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นนูน ดวงตาจ้องมองหญิงสาวที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเประหว่างความโกรธและความโล่งใจที่อธิบายไม่ถูก เขาตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าว่าทำไมเธอถึงมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ รินดาไม่ได้ตอบคำถามทันที เธอเพียงแต่ก้าวเข้ามาใกล้แล้ววางมือลงบนไหล่ของเขา สัมผัสที่เย็นเยียบผ่านทะลุเสื้อผ้าหนาเตอะเข้ามาถึงผิวหนังจนเขาขนลุกชัน
เธอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่าความทรงจำที่เขากำลังพยายามขุดค้นขึ้นมานั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรค่าแก่การจดจำ แต่มันเป็นคำสาปที่จะทำให้ทุกอย่างที่เขารักพังทลายลงเหมือนกับเมืองแห่งนี้ คีรินสะบัดมือเธอออกอย่างแรงพลางตะโกนกลับไปว่าเขาไม่สนว่ามันจะเป็นคำสาปหรือพรวิเศษ เพราะตราบใดที่เขายังมีลมหายใจ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนหักหลังพวกเขาในวันนั้น และเหตุใดชื่อของเขาถึงถูกลบออกจากทะเบียนราษฎร์อย่างเงียบเชียบ
รินดายิ้มเยาะที่มุมปากก่อนจะทรุดตัวนั่งลงข้างๆ เขา เธอมองไปยังหน้าปัดสุริยะที่เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว รอยร้าวบนแผ่นโลหะเริ่มขยายตัวออกเผยให้เห็นแสงสีฟ้าสว่างวาบที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนลำแสงแห่งการพิพากษา คีรินรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความทรงจำจู่โจมเข้ามาในหัวสมองของเขาอย่างรุนแรงจนเขาต้องกุมขมับแน่น
เขาเริ่มเห็นภาพเหตุการณ์ในอดีตซ้อนทับกับภาพตรงหน้า ภาพคีรินและรินดาในชุดเครื่องแบบนักวิจัยกำลังวิ่งหนีเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำในห้องแล็บใต้ดิน เสียงระเบิดดังกึกก้องสลับกับเสียงตะโกนสั่งการของชายคนหนึ่งที่เขามองเห็นเพียงแค่เงาตะคุ่มๆ รินดาในตอนนั้นพยายามจะช่วยเขาแต่ถูกแรงอัดอากาศกระแทกจนร่างกระเด็นหายไปในกองเพลิง คีรินสูดหายใจเฮือกใหญ่เมื่อความทรงจำช่วงสุดท้ายปรากฏชัดขึ้น เขาเห็นใบหน้าของชายคนนั้นชัดเจน...มันคืออาจารย์ที่ปรึกษาของเขาเอง
รินดาที่นั่งอยู่ข้างเขาก็เริ่มเลือนรางกลายเป็นละอองเกลือสีขาว คีรินพยายามจะคว้ามือเธอไว้แต่เขากลับจับได้เพียงความว่างเปล่า เขาเข้าใจแล้วว่ารินดาคนนี้ไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็นเพียงภาพจำลองทางจิตที่ถูกสร้างขึ้นจากเครื่องจักรใต้ดินเพื่อคอยเฝ้าระวังความลับนี้เอาไว้ ความเสียใจโถมเข้าใส่เขาจนเขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก น้ำตาของเขาหยดลงบนพื้นเกลือจนเกิดเป็นรอยด่างสีเข้ม
เขาต้องตัดสินใจในเสี้ยววินาทีว่า จะทำลายกลไกนี้เพื่อยุติวงจรความทรงจำที่เจ็บปวด หรือจะยอมรับมันและเดินหน้าแก้แค้นด้วยความรู้ที่ถูกฝังไว้ข้างในนั้น คีรินกำด้ามมีดแน่นจนมือสั่นเทา เขาเหลือบมองหน้าปัดสุริยะที่เริ่มหยุดหมุน กลไกข้างในเผยให้เห็นพิมพ์เขียวของอาวุธชนิดใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของโลกได้ในชั่วข้ามคืน หากเขานำมันออกไป โลกที่เขารู้จักจะเปลี่ยนไปตลอดกาล แต่ถ้าเขาทำลายมัน เขาก็จะไม่มีวันได้รับคำตอบที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดชีวิต
เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคงท่ามกลางพายุเกลือที่เริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ โรงงานร้าง คีรินตัดสินใจหยิบแผ่นบันทึกข้อมูลที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าปัดออกมาแทนที่จะทำลายมัน เขารู้ดีว่าการทำเช่นนี้เท่ากับการประกาศสงครามกับกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลัง แต่ความแค้นที่ฝังลึกอยู่ในใจของเขามีค่ามากกว่าชีวิตที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขาเอง เขาเดินออกมาจากอาคารทิ้งรอยเท้าไว้บนผืนเกลือที่กำลังถูกสายลมกลบหายไปอย่างรวดเร็ว
คีรินเดินไปตามเส้นขอบฟ้าที่มืดสนิทโดยไม่หันกลับไปมองความตายที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เขาไม่ได้เป็นแค่นักสะกดรอยอดีตอีกต่อไป แต่เขากำลังกลายเป็นผู้กุมชะตากรรมของอนาคตเอาไว้ในมือ แสงดาวเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าคล้ายดวงตาที่จับจ้องมองการตัดสินใจครั้งสำคัญของเขา เสียงลมสงบนิ่งลงราวกับจะให้เกียรติแก่ก้าวย่างครั้งใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น เขารู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยกับดักและศัตรูที่มองไม่เห็น แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันทุกรูปแบบ เขาหยิบจี้ห้อยคอที่เป็นรูปเข็มทิศขึ้นมาดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อ คีรินเริ่มก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าสู่เมืองที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่เขาจะทำการชำระแค้นให้สำเร็จ
เมื่อเขาหายลับไปจากสายตา ทุ่งเกลือที่เคยเป็นที่ตั้งของกลไกโบราณก็เหลือเพียงความว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของคน ไม่มีร่องรอยของเครื่องจักร เหลือเพียงแค่รอยคราบเกลือที่เกาะอยู่บนหน้าปัดสุริยะที่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม คีรินจะไม่มีวันลืมความเจ็บปวดที่เขาได้รับ เพราะมันคือเชื้อเพลิงเดียวที่จะพาเขาไปถึงเป้าหมาย
ราตรีนี้ลมหนาวพัดผ่านร่างของเขาท่ามกลางความเวิ้งว้าง คีรินมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวนับล้านดวง ราวกับว่าพวกมันกำลังเป็นพยานให้กับคำปฏิญาณที่เขามีต่อตนเองและดวงวิญญาณของรินดา เขาจะทำให้มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงงานใต้ดินนั้นจะไม่เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่จะเป็นจุดจบของความอยุติธรรมที่ครอบงำผู้คนมาอย่างยาวนาน
เขากระชับเป้สะพายหลังแน่นขึ้นอีกครั้งก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นตามจังหวะชีพจรของตนเอง ในเงาของความมืดมิด เขาเห็นเป้าหมายที่แท้จริงรออยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความแค้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความหวังใหม่ให้แก่ผู้คนที่ถูกลืมเช่นเดียวกับเขา คีรินหายไปในความมืดพร้อมกับความลับที่เขาสามารถเปลี่ยนโลกได้เพียงแค่ปลายปากกา
สุดท้ายแล้วสิ่งที่เหลืออยู่บนผืนโลกแห่งนี้คือบันทึกแห่งการเริ่มต้นครั้งใหม่ ท่ามกลางความเงียบงันของทะเลเกลือ ความจริงที่ถูกฝังไว้นานนับทศวรรษกำลังถูกเปิดเผยผ่านชายผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา คีรินเดินไปบนเส้นทางที่ไม่มีใครกล้าเดิน และในวันพรุ่งนี้ โลกจะได้รับรู้ว่าความลับที่ถูกปิดตายนั้นมีอานุภาพเพียงใดที่จะทำลายหรือสร้างสรรค์สรรพสิ่งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
พันธนาการแห่งเถ้าถ่านสีคราม
รอยร้าวในกระจกเงาสะท้อนบาป
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น