แรงดันมหาศาลจากภายนอกโดมแก้วส่งเสียงครวญครางเหมือนสัตว์ร้ายที่หิวโหย 'ธาดา' ขยับนิ้วที่สวมถุงมือหนาเตอะอย่างชำนาญเพื่อคีบแผ่นกระดาษปาปิรัสที่เปราะบางออกจากน้ำยาเคลือบสารกันน้ำ เขาต้องระมัดระวังไม่ให้ความชื้นที่เล็ดลอดผ่านระบบกรองอากาศเข้ามาสัมผัสกับหมึกโบราณที่เหลือเพียงจางๆ บนแผ่นกระดาษเก่าแก่
หยดเหงื่อไหลซึมผ่านหน้าผากลงมายังคิ้วของชายหนุ่มผู้เป็นภัณฑารักษ์แห่งหอสมุดใต้น้ำแห่งสุดท้ายของโลก เขารู้ดีว่าหากพลาดเพียงนิดเดียว ความลับของอาณาจักรที่จมหายไปนับพันปีจะสูญสิ้นไปตลอดกาล ทว่าเสียงสัญญาณเตือนภัยระดับต่ำที่ดังมาจากด้านนอกห้องทำงานทำให้มือของเขาชะงักไปครู่หนึ่ง มันไม่ใช่เสียงการทำงานปกติของเครื่องกรองน้ำ แต่เป็นเสียงจังหวะของโซนาร์ที่พยายามจะแทรกผ่านกำแพงหินปูนเข้ามา
เขาละสายตาจากแผ่นปาปิรัสแล้วมองออกไปนอกโดมที่มืดมิด เห็นเพียงแสงไฟสลัวจากหุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็กที่กำลังร่อนวนอยู่รอบฐานรากของหอสมุด 'ใครกันที่กล้าลงมาลึกขนาดนี้' ธาดารำพึงกับตัวเองพร้อมกับเก็บอุปกรณ์ลงกล่องเหล็กอย่างรวดเร็ว ในใจเริ่มประเมินสถานการณ์ว่าความเงียบสงบที่เขารักษามาตลอดชีวิตกำลังจะถูกทำลาย
ชายหนุ่มเดินไปยังแผงควบคุมหลัก แสงสีฟ้าจากหน้าจอโฮโลแกรมส่องกระทบใบหน้าที่เคร่งเครียดของเขา เขาไม่ได้เป็นแค่นักอนุรักษ์ แต่เขายังเป็นผู้กุมรหัสผ่านของระบบป้องกันภัยที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นหินใต้มหาสมุทรนี้ด้วย หากคนภายนอกต้องการเข้ามา พวกเขาต้องผ่านการพิสูจน์ที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ แต่ทว่าเสียงสัญญาณเตือนเริ่มเปลี่ยนเป็นโทนสีแดงฉานที่บ่งบอกถึงการบุกรุก
ธาดารีบคว้าอุปกรณ์บันทึกข้อมูลส่วนตัวและซ่อนมันไว้ในช่องลับใต้พื้นโต๊ะทำงาน เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาเพิ่งค้นพบในแผ่นปาปิรัสเมื่อสักครู่ไม่ใช่แค่บทกวีธรรมดา แต่มันคือแผนผังการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าในเปลือกโลกที่สามารถเร่งให้เกิดแผ่นดินไหวในระดับทำลายล้างได้ เขาไม่อาจยอมให้ข้อมูลนี้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ใช้โซนาร์นำทางได้อย่างเด็ดขาด
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นมาจากทางเข้าหลักของหอสมุด ธาดาสูดหายใจลึกเพื่อเรียกสติก่อนจะหยิบเครื่องมือสื่อสารฉุกเฉินขึ้นมาตรวจสอบตำแหน่งของกลุ่มผู้บุกรุก เขาต้องนำพวกเขาออกไปจากพื้นที่เก็บรักษาคลังความรู้โดยไม่ให้เกิดความเสียหาย แม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่เขาต้องยอมสละชีวิตในฐานะผู้เฝ้าดูหอสมุดแห่งนี้ไปพร้อมกับกำแพงน้ำหนักมหาศาลที่กั้นระหว่างเขากับโลกภายนอก
ความสัมพันธ์ของเขากับโลกภายนอกขาดสะบั้นลงตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจรับงานนี้เมื่อสิบปีก่อน ภัณฑารักษ์รุ่นก่อนทิ้งความรับผิดชอบที่หนักอึ้งไว้ให้เขาเพียงลำพัง ท่ามกลางสัตว์ทะเลที่ว่ายผ่านไปมานอกหน้าต่างธาดามักจะรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวที่สวยงาม แต่ในยามนี้ความโดดเดี่ยวกลับกลายเป็นกับดักที่ปิดตายเขาไว้กับความลับอันตรายที่เขาไม่เคยต้องการครอบครอง
เขามองดูรูปถ่ายของครอบครัวที่วางอยู่ในกรอบกระจกเล็กๆ บนโต๊ะไม้เก่า มันคือสิ่งเดียวที่เตือนให้เขารู้ว่าเขายังคงมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ แม้ว่าร่างกายจะถูกปรับให้ทนต่อแรงดันสูงและออกซิเจนที่ต้องสังเคราะห์ขึ้นใหม่ตลอดเวลา เขาไม่เคยบอกใครว่าเขากำลังรอคอยใครบางคนกลับมาหา แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีใครกล้าลงมาลึกขนาดนี้เพื่อตามหาชายที่หายสาบสูญไปในประวัติศาสตร์
ความโกรธแค้นเริ่มก่อตัวขึ้นในอกเมื่อเขานึกถึงกลุ่มคนที่พยายามจะเข้ามาช่วงชิงสมบัติทางปัญญาไปเปลี่ยนเป็นอาวุธสงคราม ธาดาไม่ได้เป็นคนรักความรุนแรง แต่เขาเป็นคนที่รักความจริงยิ่งกว่าชีวิตตนเอง หากใครก็ตามที่เข้ามาในที่แห่งนี้หวังเพียงเพื่อทำลาย เขาจะเป็นคนแรกที่จะทำให้พวกเขารู้ว่าความเงียบสงบใต้ท้องทะเลนั้นมีคมดาบที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่
เขาเริ่มพิมพ์รหัสลับลงบนแป้นสัมผัสเพื่อเปิดใช้งานระบบ 'ฟลัดเกต' ซึ่งจะปล่อยมวลน้ำมหาศาลเข้าไปในโถงทางเดินเพื่อชะลอการบุกรุก แต่นั่นหมายความว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของหอสมุดจะถูกน้ำท่วมขังและเสียหาย ธาดาหลับตาลงนึกถึงชั้นวางหนังสือไม้โอ๊กที่บรรจุบันทึกของนักปราชญ์สมัยโบราณที่จะต้องจมอยู่ใต้น้ำอีกครั้งหลังจากที่เขาใช้เวลาหลายปีในการกู้คืนมันขึ้นมา
'ขอโทษทีนะ เพื่อนเก่า' เขากระซิบเบาๆ กับห้องสมุดที่ไร้เสียงตอบรับ มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะที่กดปุ่มยืนยันคำสั่งสุดท้าย หากเขาสามารถสกัดกั้นผู้บุกรุกได้สำเร็จ เขาอาจจะมีเวลาพอที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดขึ้นไปยังสถานีวิจัยลอยน้ำที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไปหลายพันเมตร ก่อนที่เขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของซากปรักหักพังนี้ตลอดกาล
เสียงกลไกเหล็กในผนังเริ่มเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แรงสั่นสะเทือนทำให้น้ำในอ่างทดลองกระเพื่อมจนล้นออกมา ธาดารีบคว้าแฟ้มเอกสารสำคัญและวิ่งออกไปยังห้องโถงกลาง แสงไฟกะพริบถี่เป็นจังหวะเหมือนจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของเขา เขาต้องไปถึงห้องควบคุมแรงดันหลักก่อนที่กลุ่มผู้บุกรุกจะเจาะผ่านประตูนิรภัยเข้ามาได้
ระหว่างทางเขาเห็นเงาร่างของมนุษย์กบสองคนกำลังใช้เลเซอร์ตัดผ่านประตูเหล็กกล้า ธาดาไม่ได้หยุดดู เขาเพียงแค่หยิบอุปกรณ์ส่งสัญญาณคลื่นความถี่สูงออกมาแล้วโยนเข้าไปในท่อระบายอากาศ แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงหวีดหวิวที่ดังจนทำลายการทรงตัวของผู้บุกรุกทั้งสองคน ทั้งคู่ทรุดลงกับพื้นด้วยอาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง นี่คืออาวุธป้องกันตนเองชิ้นเดียวที่เขามี ซึ่งมันทำงานโดยใช้ความถี่เดียวกับที่ปลาวาฬใช้สื่อสารในระยะใกล้
เขาพุ่งตัวผ่านประตูเหล็กที่เปิดแง้มไว้และปิดล็อคด้วยรหัสผ่านสำรองทันที เสียงทุบประตูดังตามมาเป็นระยะแต่เขาสนใจเพียงแค่แผงควบคุมที่วางอยู่ตรงหน้า ธาดาเริ่มคีย์ข้อมูลลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าหน้าจอเปลี่ยนเป็นสีส้มและขึ้นข้อความ 'รหัสผ่านถูกปฏิเสธ' เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามีใครบางคนในองค์กรของเขาแอบเปลี่ยนรหัสผ่านเพื่อหวังจะยึดครองหอสมุดนี้จากข้างใน
เหตุการณ์กลับพลิกผันเมื่อเสียงวิทยุสื่อสารบนข้อมือของเขาดังขึ้นเป็นเสียงที่คุ้นเคย มันคือ 'ศิรินทร์' เพื่อนร่วมงานที่เขาคิดว่าเสียชีวิตไปในอุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อน 'ธาดา อย่าพยายามฝืนเลย สิ่งที่คุณทำมันไม่มีประโยชน์หรอก ข้อมูลนั้นไม่ใช่ของคุณ แต่มันคือของมนุษยชาติที่พร้อมจะวิวัฒนาการไปสู่อีกขั้น' ศิรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้ธาดารู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
เขาพยายามเรียกชื่อเธอแต่เสียงกลับขาดหายไปเพราะระบบสื่อสารถูกตัดขาด ธาดาเข้าใจแล้วว่าการบุกรุกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือแผนการที่วางไว้ตั้งแต่วันที่เขาถูกส่งมายังที่นี่ ความไว้ใจที่เขามีต่อเพื่อนร่วมงานกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำลายทุกอย่างที่เขาพยายามปกป้องมาตลอดชีวิต เขาต้องตัดสินใจว่าจะทำลายข้อมูลทิ้งไปพร้อมกับตัวเอง หรือจะปล่อยให้มันหลุดรอดไปในมือของผู้ที่เขาเคยไว้ใจที่สุด
เขารีบคว้าแผ่นข้อมูลที่เก็บข้อมูลทั้งหมดและหันไปยังถังกำจัดสารเคมีเข้มข้นที่มุมห้อง หากเขาละลายมันทิ้ง ทุกอย่างจะจบลงที่นี่ แต่ทว่าเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าความรู้มหาศาลนี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ทว่าในมือของคนอย่างศิรินทร์และพวกพ้อง มันอาจกลายเป็นดาบที่ใช้ตัดวงจรชีวิตของมนุษย์นับล้านคน
ประตูห้องถูกกระแทกจนบุบเข้ามาข้างใน เศษเหล็กกระจายไปทั่วพื้นห้อง ธาดายืนอยู่หน้าถังสารเคมี มือข้างหนึ่งถือข้อมูล อีกข้างหนึ่งวางอยู่บนปุ่มกดนิรภัยที่พร้อมจะทำให้ทั้งหอสมุดพังทลายลงสู่ก้นเหวของมหาสมุทร เขามองไปยังประตูที่กำลังจะพังทลายลงมาด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตัวเอง แต่เพื่ออนาคตที่เขาจะไม่มีวันได้เห็น
ศิรินทร์พังประตูเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสามคน พวกเขาทั้งหมดถืออาวุธทันสมัยที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศของหอสมุดที่เก่าแก่ 'เอาข้อมูลนั้นมาให้ฉัน ธาดา แล้วฉันจะรับรองว่าคุณจะได้ออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย' ศิรินทร์กล่าวพลางก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างระมัดระวัง เธอรู้ดีว่าเขามีความสามารถในการทำลายทุกอย่างในพริบตาเดียวหากเขาต้องการ
ธาดายิ้มที่มุมปากอย่างสมเพชให้กับคำสัญญาที่ไร้น้ำหนัก เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่เขากลับค่อยๆ หย่อนแผ่นข้อมูลลงในถังสารเคมีสีเขียวเข้มที่ส่งกลิ่นฉุนรุนแรง เสียงฟู่ดังขึ้นทันทีเมื่อโลหะและพลาสติกเริ่มถูกกัดกร่อนด้วยปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรงจนน่ากลัว ศิรินทร์กรีดร้องออกมาด้วยความโกรธแค้นและพุ่งตัวเข้ามาหาเขา แต่ธาดากลับกดปุ่มบนแผงควบคุมที่อยู่ด้านหลังของเขาทันที
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ระบบระบายอากาศปิดตัวลงและแรงดันน้ำจากภายนอกเริ่มเข้ามากระแทกโดมแก้วจนเกิดรอยร้าวเป็นทางยาว หอสมุดใต้น้ำเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง ศิรินทร์พยายามคว้าแขนเขาไว้แต่ธาดากลับผลักเธอออกไปและวิ่งไปยังห้องนิรภัยชั้นในสุดเพื่อล็อคตัวเองไว้กับระบบควบคุมหลัก เขาไม่ได้ต้องการรอดชีวิต แต่เขาต้องการให้การทำลายล้างครั้งนี้สมบูรณ์แบบที่สุด
น้ำไหลทะลักเข้ามาผ่านรอยร้าวบนผนังแก้วเหมือนคมมีดที่กรีดผ่านความมืดมิด ธาดานั่งลงบนพื้นห้องที่เริ่มเอียงลาด เขาหยิบเครื่องบันทึกเสียงส่วนตัวขึ้นมาและบันทึกข้อความสุดท้ายสำหรับโลกภายนอก บอกเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับหอสมุดและภัยคุกคามที่ถูกกำจัดไปพร้อมกับเขาในวันนี้ ความเย็นของน้ำค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แต่เขากลับรู้สึกถึงความสงบที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
แสงไฟในห้องสมุดดับลงทีละดวง ทิ้งให้ทุกอย่างตกอยู่ในความมืดมิดและเสียงคำรามของท้องทะเลที่รุกคืบเข้ามา ธาดาหลับตาลงนึกถึงภาพของท้องฟ้าสีครามที่เขาไม่ได้เห็นมานานหลายปี ก่อนที่เสียงผนังโดมแก้วจะแตกกระจายออกและมวลน้ำมหาศาลจะถาโถมเข้ามากลืนกินทุกอย่างไว้ภายใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไม่มีใครเข้าถึงได้อีกต่อไป
เหลือเพียงฟองอากาศที่ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายกิโลเมตร ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวของภัณฑารักษ์ผู้รักษาความลับที่กลายเป็นตำนานใต้บาดาล ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นคือความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่หรือคือการปกป้องที่สำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติกันแน่
ท่ามกลางความเงียบงันที่ก้นมหาสมุทร เงาสะท้อนจากเศษซากของหอสมุดยังคงสะท้อนแสงไฟสลัวจากหุ่นยนต์สำรวจที่ไร้คนควบคุม มันวนเวียนอยู่ตรงนั้นเหมือนพยานเงียบที่เฝ้ามองรอยแยกของกาลเวลาที่ไม่มีวันถูกเติมเต็มได้อีกครั้ง
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
พันธนาการแห่งเถ้าถ่านสีคราม
รอยจารึกใต้เงาสัญญาณมรณะ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น