หยดน้ำยาเคมีเข้มข้นสัมผัสลงบนรอยแยกของสีน้ำมันบนผืนผ้าใบเก่าคร่ำคร่า กลิ่นฉุนของตัวทำละลายอบอวลไปทั่วห้องแล็บใต้ดินของหอศิลป์ประจำเมือง ธารินทร์ขมวดคิ้วแน่นขณะใช้พู่กันขนอ่อนเกลี่ยคราบฝุ่นละอองที่เกาะตัวมานานหลายทศวรรษออกอย่างเบามือ สมาธิของเขาจดจ่ออยู่กับดวงตาของภาพวาดหญิงสาวในศตวรรษที่สิบเก้าที่ดูเหมือนจะจ้องมองกลับมาอย่างกดดัน
เสียงฝีเท้าเบาหวิวหยุดลงที่หน้าประตูบานเลื่อนไม้ ธารินทร์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพราะรู้ดีว่าใครคือผู้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิซ้อนผสมผสานกับกลิ่นไม้จันทน์หอมลอยเด่นขึ้นมาเหนือกลิ่นเคมีในห้องทำงาน มันเป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยจนแทบจะแยกส่วนประกอบได้ในใจว่ามีดอกไม้ชนิดไหนบ้าง
"คุณยังไม่เลิกงานอีกหรือคะธารินทร์ นี่มันเลยเที่ยงคืนมานานแล้วนะ" รินรดาเอ่ยขึ้นพลางวางถาดเครื่องดื่มที่มีชาคาโมมายล์อุ่นๆ ไว้บนโต๊ะข้างตัวเขา เธอมองดูชายหนุ่มที่สวมแว่นขยายครอบศีรษะด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย
ธารินทร์วางพู่กันลงช้าๆ แล้วถอดแว่นขยายออกเผยให้เห็นดวงตาที่แดงก่ำจากการใช้สายตาหนักเกินไป เขามองใบหน้าของหญิงสาวที่ดูนุ่มนวลภายใต้แสงไฟสีส้มสลัวของห้องทำงาน ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของตัวเองอย่างชัดเจน เขาอยากจะบอกเธอว่าการทำงานชิ้นนี้ไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ แต่เพราะภาพวาดนี้มีรอยยิ้มที่คล้ายกับเธอในบางมุม
"งานบูรณะภาพวาดไม่เคยรู้จักคำว่าเวลาเลิกงานหรอกครับริน ถ้าผมหยุดมือไปแม้แต่วินาทีเดียว สีที่กำลังลอกออกอาจจะหลุดหายไปตลอดกาล" ธารินทร์ตอบพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ความอุ่นของถ้วยกระเบื้องช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในกล้ามเนื้อไหล่ของเขาได้บ้างเล็กน้อย
รินรดานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่วางอยู่ข้างๆ เธอเป็นนักปรุงน้ำหอมที่มีชื่อเสียงในการสร้างสรรค์กลิ่นที่สามารถดึงความทรงจำที่เลือนหายให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เธอเข้าใจดีว่าความหลงใหลในสิ่งที่เปราะบางนั้นเป็นอย่างไร เพราะงานของเธอก็ต้องอาศัยความอดทนไม่ต่างจากการซ่อมแซมภาพวาดล้ำค่าเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
"คุณเคยคิดไหมว่าทำไมเราถึงต้องพยายามรักษาอดีตเอาไว้ขนาดนี้" รินรดาถามพลางหยิบขวดหัวน้ำหอมขนาดจิ๋วขึ้นมาหมุนเล่นในมือ กลิ่นที่กระจายออกมาจางๆ ช่วยให้บรรยากาศในห้องดูอ่อนหวานขึ้นอย่างประหลาด เธอเฝ้ามองชายหนุ่มด้วยความสงสัยในแรงจูงใจที่ผลักดันให้เขาใช้ชีวิตอยู่กับความเงียบและฝุ่นผงมานานหลายปี
ธารินทร์วางถ้วยชาลงแล้วหันมามองเธออย่างจริงจัง "เพราะอดีตคือรากฐานของตัวตนเราครับริน ถ้าเราปล่อยให้ภาพวาดเหล่านี้เลือนหายไป ก็เหมือนกับเราอนุญาตให้ความทรงจำของใครบางคนถูกลบออกไปจากโลกนี้ด้วย ผมยอมไม่ได้ที่จะให้สิ่งสวยงามเหล่านั้นจางหายไปโดยไม่มีใครจดจำ" เขาพูดพลางเอื้อมมือไปแตะขอบภาพวาดนั้นแผ่วเบา
รินรดาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมของเธอชัดเจนขึ้นจนทำให้ธารินทร์แทบหยุดหายใจ เธอรู้ดีว่าธารินทร์เป็นคนปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่ในแววตาของเขากลับมีความเปราะบางที่เธอมักจะอยากปกป้องอยู่เสมอ "แต่คุณเองก็ควรจะมีช่วงเวลาของปัจจุบันบ้างนะคะ ไม่ใช่เพียงแค่จมอยู่กับเรื่องราวของคนอื่น"
"ปัจจุบันของผมคงจะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย" ธารินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก เขาหันกลับไปหาผืนผ้าใบอีกครั้งแต่คราวนี้เขาไม่ได้ลงมือทำอะไรต่อ เขาแค่จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาที่วางพิงอยู่ข้างๆ มันเป็นเงาของชายหนุ่มที่ดูโดดเดี่ยวเกินไปในสายตาของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ
ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปรียบเสมือนน้ำมันกับน้ำที่พยายามจะผสมผสานกัน ธารินทร์เป็นตัวแทนของความคงทนและเงียบสงบ ส่วนรินรดาคือตัวแทนของกลิ่นไอที่เปลี่ยนแปลงและมีชีวิตชีวา ความขัดแย้งของทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นจากความเกลียดชัง แต่เกิดจากความกลัวที่จะสูญเสียตัวตนของตัวเองหากต้องหันไปพึ่งพาอีกฝ่ายมากจนเกินไป
วันต่อมา ท่ามกลางสวนพฤกษศาสตร์ที่รินรดาใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบในการปรุงน้ำหอม ธารินทร์เดินตามเธอเข้าไปท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน กลิ่นของเกสรดอกไม้ที่ลอยอบอวลทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาไม่เคยออกมาจากห้องแล็บนานขนาดนี้มาก่อน แต่วันนี้เขารู้สึกว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าเขาสามารถมีชีวิตในปัจจุบันได้
"วันนี้อากาศดีมากเลยนะคะ ธารินทร์ลองสูดหายใจลึกๆ ดูสิ กลิ่นของดอกมะลิที่นี่ต่างจากในขวดแก้วที่คุณเคยดมมากเลย" รินรดาเอ่ยพลางยิ้มกว้าง เธอเด็ดดอกไม้ดอกเล็กๆ ดอกหนึ่งแล้วยื่นให้เขา ธารินทร์รับมันมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย เขาไม่คุ้นชินกับการสัมผัสสิ่งของที่ไม่มีความแข็งเกร็งเหมือนเครื่องมือช่าง
เขาสูดดมกลิ่นดอกไม้นั้นแล้วหลับตาลง ภาพของความทรงจำวัยเด็กเริ่มผุดพรายขึ้นมาแทนที่ภาพของสีน้ำมันที่เขาเพิ่งทำความสะอาดไป เขาเริ่มเห็นว่าความงดงามของโลกใบนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่คงทนถาวร แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่เวียนวน "กลิ่นนี้เหมือนกับบ้านเก่าของผมที่ต่างจังหวัดเลยครับ รินรดา... ขอบคุณนะที่พาผมมาที่นี่"
รินรดามองดูใบหน้าของเขาที่ผ่อนคลายลง ความตึงเครียดที่เคยเห็นบนใบหน้าของธารินทร์ดูเหมือนจะมลายหายไปเกือบหมด เธอรู้สึกได้ว่าระยะห่างระหว่างเขากับเธอกำลังลดน้อยลง "ความทรงจำไม่ได้มีไว้เพื่อถูกขังอยู่ในภาพวาดหรอกค่ะ มันมีไว้เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ในวันนี้ได้อย่างมีความหมายต่างหาก"
ธารินทร์หันมาสบตาเธอ แววตาของเขาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่สายตาของนักบูรณะที่มองหาความบกพร่อง แต่เป็นสายตาของคนที่เพิ่งมองเห็นความงดงามของสิ่งที่อยู่ตรงหน้า "ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงหลงใหลในกลิ่นหอมเหล่านี้นัก เพราะมันคือความจริงที่ไม่มีอะไรมาหลอกลวงได้"
ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อธารินทร์ได้รับข้อเสนอให้ไปทำงานบูรณะภาพวาดที่ต่างประเทศเป็นเวลาสามปี งานนี้ถือเป็นจุดสูงสุดในอาชีพของเขา แต่มันหมายถึงการต้องทิ้งรินรดาและสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ไป เขาต้องเลือกระหว่างความสำเร็จที่ใฝ่ฝันมาตลอดชีวิตกับความสุขเล็กๆ ที่เพิ่งจะค้นพบในหัวใจ
เขาเก็บตัวเงียบอยู่ในห้องทำงานตลอดทั้งคืน ภาพวาดหญิงสาวในศตวรรษที่สิบเก้าดูเหมือนจะตำหนิเขาด้วยสายตาที่เย็นชา รินรดามาหาเขาในตอนเช้าตรู่ เธอเห็นใบเสนอราคาจากพิพิธภัณฑ์ระดับโลกวางอยู่บนโต๊ะ เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
"นี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญของชีวิตคุณเลยนะ ธารินทร์ คุณควรจะรับมันไว้" รินรดาพยายามซ่อนความเสียใจเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มที่ฝืนทำ เธอรู้ดีว่าถ้าเขาทิ้งงานนี้ไปเพื่อเธอ วันหนึ่งเขาจะกลับมาโทษเธอที่ทำให้เขาต้องสูญเสียอนาคตที่ควรจะเป็น
"ถ้าผมไป... คุณจะรอผมไหม" ธารินทร์ถามโดยไม่มองหน้าเธอ มือของเขากำแน่นจนนิ้วซีดขาว เขากลัวคำตอบที่จะตามมา เพราะเขารู้ว่าเวลาสามปีนั้นยาวนานเกินกว่าจะคาดเดาอนาคตได้ และรินรดาก็ไม่ใช่คนที่ชอบรอคอยอะไรโดยไม่มีจุดหมาย
รินรดานิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้ววางมือลงบนแผ่นหลังของเขา "ความทรงจำไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกกักขังไว้ในเวลา ธารินทร์ ถ้าเรามีความสำคัญต่อกันจริงๆ ระยะทางก็เป็นเพียงแค่กลิ่นหอมที่จางหายไปตามลม แต่จะไม่มีวันลบเลือนไปจากใจ"
ในวันเดินทาง บรรยากาศที่สนามบินเต็มไปด้วยผู้คน แต่สำหรับธารินทร์ โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหมุน เขามองดูรินรดาที่ยืนอยู่ตรงหน้า เธอส่งขวดน้ำหอมขนาดเล็กให้เขาเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย "นี่คือกลิ่นของสวนที่เราเคยไปเดินด้วยกัน กลิ่นของความทรงจำที่จะทำให้คุณนึกถึงปัจจุบันเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน"
ธารินทร์รับขวดน้ำหอมมาถือไว้แน่น เขาจูบลงบนหน้าผากของเธอเบาๆ ความรู้สึกอบอุ่นซ่านไปทั่วหัวใจ นี่ไม่ใช่การจากลา แต่มันคือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตที่เขาไม่ได้เป็นเพียงคนซ่อมแซมความทรงจำ แต่เป็นคนที่พร้อมจะสร้างความทรงจำใหม่ด้วยตัวเอง
เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของมะลิที่ติดอยู่ที่เสื้อเชิ้ตของธารินทร์ เขาเปิดขวดน้ำหอมดม กลิ่นนั้นพาเขากลับไปสู่สวนพฤกษศาสตร์และรอยยิ้มของรินรดา เขารู้แล้วว่าไม่ว่าภาพวาดที่เขากำลังจะไปบูรณะจะเก่าแก่หรือล้ำค่าแค่ไหน ก็ไม่มีสิ่งใดมีค่าไปกว่าความรักที่เขามีอยู่ในใจ
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ธารินทร์กลับมาที่ห้องแล็บที่คุ้นเคย ทุกอย่างดูเหมือนเดิมแต่เขากลับรู้สึกต่างออกไป เขาไม่ได้มาเพื่อจมปลักอยู่กับอดีต แต่มาเพื่อทำความสะอาดภาพวาดชิ้นสุดท้ายก่อนที่เขาจะวางมือจากอาชีพนี้อย่างถาวร เขาได้เรียนรู้ว่างานฝีมือไม่ได้มีไว้เพื่อฉุดรั้งเวลาไว้ แต่มีไว้เพื่อส่งต่อความรักไปสู่อนาคต
เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยดังขึ้นที่หน้าประตู ธารินทร์วางพู่กันลงแล้วหันไปมอง รินรดายืนอยู่ตรงนั้นเหมือนวันแรกที่เขาพบเธอ กลิ่นน้ำหอมของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เป็นกลิ่นที่เขาคุ้นเคยและหลงใหลที่สุดในโลก เธอเดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือลงบนไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนที่เคยทำ
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ" รินรดากระซิบด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด ธารินทร์ลุกขึ้นยืนแล้วโอบกอดเธอไว้แน่น กลิ่นไอของความทรงจำและอนาคตหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในอ้อมกอดนั้น ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่างานที่ยากที่สุดไม่ใช่การซ่อมแซมสีบนผืนผ้าใบ แต่คือการรักษาความรักให้คงอยู่ในทุกจังหวะของลมหายใจ
แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้องทำงาน ส่องกระทบผืนผ้าใบที่เพิ่งบูรณะเสร็จสมบูรณ์ ภาพวาดหญิงสาวดูเหมือนจะยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ธารินทร์และรินรดาเดินออกจากห้องแล็บไปด้วยกัน ทิ้งความเงียบงันไว้เบื้องหลังและก้าวเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของความหวังและวันคืนที่รอคอยอยู่ข้างหน้า
ใต้ดาวที่เราฝัน
รอยจูบที่ปลายฝน
จังหวะหัวใจในร้านกาแฟ
ดอกไม้ของภูผา
นัดพบในเงาจันทร์
รอยถักทอในแสงอาทิตย์อัสดง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น