เปลวไฟสีส้มสั่นไหวอยู่บนปลายตะเกียงน้ำมันขณะที่ 'เอเลียส' ใช้นิ้วที่สวมถุงมือหนังเนื้อบางสัมผัสไปตามร่องรอยการแตกรานของแผ่นไม้จันทน์หอมชิ้นสุดท้ายจากยุคบรรพกาล กลิ่นอายของไม้ที่ผ่านกาลเวลานับพันปีโชยออกมาปะทะจมูกเป็นกลิ่นฉุนที่เจือด้วยความหวานลึกราวกับความทรงจำที่กำลังจะสลายตัวลงในอากาศ เขากำลังพยายามสะกดรอยกลิ่นของกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ถูกบันทึกไว้เพียงในจดหมายเหตุที่ไร้ตัวอักษร
มือของเขาชะงักเมื่อเห็นรอยไหม้ที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นแล็กเกอร์สีซีดจาง มันไม่ใช่รอยไหม้จากอุบัติเหตุทั่วไปแต่มันคือรอยจารึกอักขระที่ดูคล้ายกับเส้นเลือดที่กำลังสูบฉีดความร้อนออกมา เอเลียสสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามควบคุมอาการสั่นของมือขณะหยิบขวดแก้วบรรจุเรซินพิเศษขึ้นมาเพื่อเตรียมอุดรอยแยกที่ดูเหมือนจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจเขาเอง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากทางเดินหินด้านหลังทำให้เขาต้องปิดฝาขวดแก้วอย่างรวดเร็วและหันไปมองผ่านเงาสะท้อนของกระจกเงาเก่าคร่ำบนโต๊ะทำงาน ชายร่างสูงในชุดคลุมสีเทาเข้มกำลังก้าวเข้ามาในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมสกัดเข้มข้นจนทำให้บรรยากาศภายในห้องดูหนาแน่นไปด้วยไอระเหยที่มองไม่เห็น
"เจ้ายังไม่เลิกหมกมุ่นอยู่กับแผ่นไม้ที่ไม่มีใครต้องการอีกหรือเอเลียส" ชายชุดเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความกดดันที่ทำให้เอเลียสรู้สึกถึงความเย็นเยือกที่แล่นผ่านสันหลัง เอเลียสไม่ได้หันกลับไปตอบในทันทีแต่เขายังคงจ้องมองไปที่รอยแยกบนแผ่นไม้ที่ดูเหมือนจะส่งเสียงกระซิบเบาๆ ออกมาในความเงียบงัน
"ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่ใครต้องการหรือไม่ต้องการ แต่เป็นสิ่งที่ต้องอยู่รอดแม้ในยามที่โลกหลงลืมมันไปแล้ว" เอเลียสตอบกลับเบาๆ ขณะที่เขายังคงพยายามใช้อุปกรณ์เงินชิ้นเล็กค่อยๆ เกลี่ยเรซินลงในรอยอักขระอย่างใจเย็น มือของเขามั่นคงขึ้นกว่าเดิมแม้จะรู้ดีว่าการกระทำนี้อาจนำไปสู่การปลดปล่อยบางสิ่งที่ถูกผนึกไว้ในกลิ่นหอมนับพันปี
ผู้มาเยือนเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไอความเย็นจากตัวเขาที่ตัดกับกลิ่นกำยานร้อนระอุในห้องอย่างรุนแรง เขาโน้มตัวลงมามองแผ่นไม้บนโต๊ะก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นรอยอักขระที่เริ่มเรืองแสงสีทองสลัวๆ ขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดของหอจดหมายเหตุที่ไร้แสงตะวัน
เอเลียสรู้ดีว่าความขัดแย้งระหว่างเขากับผู้ดูแลหอจดหมายเหตุอย่าง 'อาเธอร์' ไม่ได้มีแค่เรื่องของวิธีการบูรณะ แต่เป็นเรื่องของความลับที่ถูกเก็บงำไว้ในเนื้อไม้ อาเธอร์ต้องการให้ทุกอย่างถูกทำลายเพื่อความสงบสุขของอาณาจักรที่กำลังสั่นคลอน ในขณะที่เอเลียสกลับมองว่าการทำลายหลักฐานคือการทำลายตัวตนของบรรพบุรุษที่เคยมีชีวิตอยู่จริง
"หากเจ้ายังดื้อรั้นเช่นนี้ พลังงานที่สะสมอยู่ในไม้นี้จะกัดกินเจ้าจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของวิญญาณ" อาเธอร์กล่าวเตือนพร้อมกับวางมือลงบนไหล่ของเอเลียส แรงกดนั้นหนักหน่วงและแฝงไปด้วยพลังงานที่แปลกประหลาดจนทำให้เอเลียสต้องกัดฟันแน่นเพื่อข่มความเจ็บปวดที่เริ่มลามไปทั่วร่างกาย
เอเลียสพยายามสลัดมือของอาเธอร์ออกแล้วลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธที่เริ่มปะทุขึ้นในใจ เขาหยิบขวดแก้วขึ้นมาแล้วก้าวถอยหลังไปจนติดชั้นวางหนังสือโบราณที่มีแต่สมุดบันทึกที่ถูกทิ้งร้าง กลิ่นกำยานเริ่มเข้มข้นขึ้นจนกลายเป็นหมอกควันสีจางๆ ที่ลอยวนอยู่รอบตัวเขาเหมือนกับสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากภวังค์
"เจ้ากลัวอะไรกันแน่อาเธอร์ กลัวว่าความจริงที่เจ้าพยายามฝังไว้จะเปิดเผยว่าบรรพบุรุษของเจ้าไม่ได้เป็นวีรบุรุษอย่างที่หลอกคนทั้งเมืองไว้ใช่ไหม" เอเลียสท้าทายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่แฝงด้วยความมั่นใจ เขาเห็นดวงตาของอาเธอร์วูบไหวด้วยความกังวลชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่ากลัวกว่าเดิม
อาเธอร์ไม่ตอบแต่หยิบกริชเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมออกมา แสงจากตะเกียงสะท้อนกับใบมีดที่คมกริบจนเห็นเป็นประกายสีเงินวับวาว เอเลียสรู้ดีว่าถ้าเขายอมแพ้ในตอนนี้ ทุกอย่างที่เขาทุ่มเทมาตลอดชีวิตจะสูญสิ้นไปพร้อมกับกลิ่นหอมที่กำลังจะกลายเป็นเพียงเถ้าถ่าน
เหตุการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่ออาเธอร์พุ่งตัวเข้ามาหมายจะแย่งแผ่นไม้ในมือเอเลียส เอเลียสหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็วแต่ทว่าความเหนื่อยล้าจากการทำงานมาหลายวันทำให้เขาสะดุดเข้ากับกองสมุดบันทึกจนร่างตกลงไปกระแทกกับพื้น แผ่นไม้ในมือเขากระเด็นไปตกอยู่ในกองไฟที่มอดสนิทในเตาผิงกลางห้อง
ความร้อนจากกองไฟที่จู่ๆ ก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งทำให้ไม้จันทน์หอมส่งกลิ่นที่รุนแรงและลึกซึ้งกว่าเดิมออกมา กลิ่นนั้นไม่ได้มีเพียงความหอมแต่กลับมีความเศร้าโศกและความแค้นที่อัดอั้นอยู่นับพันปีแฝงอยู่ด้วย อาเธอร์ชะงักมือที่กำลังจะคว้าตัวเอเลียสและหันไปมองกองไฟด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
เอเลียสรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นและพุ่งตัวไปยังกองไฟเพื่อพยายามคว้าแผ่นไม้คืนมา แม้เปลวไฟจะเลียผิวหนังจนรู้สึกแสบร้อนเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือจากการพยายามกู้คืนหลักฐานสำคัญนี้ไว้ เสียงร้องโหยหวนดังก้องขึ้นมาจากในเปลวไฟเหมือนกับเสียงของผู้คนที่กำลังถูกเผาทั้งเป็น ซึ่งเป็นเสียงที่สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวของเขาเอง
"เจ้าทำอะไรลงไปเอเลียส! เจ้ากำลังปลุกอดีตที่ควรจะตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้ง!" อาเธอร์ตะโกนแข่งกับเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านเข้ามาในห้องแม้จะไม่มีหน้าต่างเปิดอยู่เลยสักบาน ความมืดเริ่มกลืนกินแสงสว่างจากตะเกียงจนเหลือเพียงสีแดงฉานจากกองไฟที่ดูเหมือนดวงตาของปีศาจ
เอเลียสคว้าแผ่นไม้ขึ้นมาจากกองไฟได้สำเร็จ แม้ผิวหน้าไม้จะไหม้เกรียมไปบางส่วนแต่อักขระที่จารึกไว้นั้นกลับเปล่งแสงสีแดงเข้มออกมาอย่างชัดเจน เขารู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลผ่านแผ่นไม้เข้าสู่ร่างกายของเขา มันเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดแต่มันเป็นความจริงที่เขาต้องแบกรับไว้เพื่อนำไปเปิดเผยต่อโลกภายนอก
อาเธอร์พยายามจะเข้ามาหยุดเขาอีกครั้งแต่เขากลับล้มลงกับพื้นเมื่อคลื่นพลังงานจากแผ่นไม้ผลักเขาออกไปอย่างรุนแรง เอเลียสยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันที่มีรูปร่างคล้ายใบหน้าของกษัตริย์องค์เก่าที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความคาดหวัง นี่ไม่ใช่แค่การบูรณะวัตถุอีกต่อไป แต่มันคือการคืนชีพให้แก่ประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือน
ความรู้สึกถึงความรับผิดชอบที่หนักอึ้งกดทับลงบนบ่าของเขา เอเลียสรู้ดีว่าจากนี้ไปเขาจะไม่มีวันกลับไปใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาได้อีก เพราะความจริงที่เขาได้รับมานั้นมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นความเงียบสงบที่เขาเคยมี เขาหยิบแผ่นไม้แนบอกแล้วเดินผ่านอาเธอร์ที่ยังคงนอนจมอยู่ในความกลัวโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย
เขาเดินออกจากหอจดหมายเหตุท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน กลิ่นกำยานที่ติดอยู่บนเสื้อผ้าของเขาดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นและเป็นเสมือนเข็มทิศที่นำทางเขาไปยังสถานที่แห่งความจริงที่กำลังรอคอยการพิสูจน์อยู่เบื้องหน้า สายลมยามค่ำคืนพัดพาความเย็นมาปะทะร่างแต่เขากลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด เพราะไฟที่เขานำออกมาจากหอจดหมายเหตุยังคงส่องสว่างอยู่ในใจของเขา
เมื่อถึงบันไดหน้าหอจดหมายเหตุ เขามองย้อนกลับไปเห็นอาเธอร์กำลังยืนมองเขาจากหน้าต่างชั้นบนด้วยแววตาที่ผสมปนเประหว่างความโกรธและความเสียใจ เอเลียสไม่ได้ตอบโต้เพียงแค่กระชับแผ่นไม้ในมือให้แน่นขึ้นก่อนจะก้าวเดินต่อไปในความมืดที่ไร้ขอบเขต เขาเป็นเพียงช่างบูรณะคนหนึ่งที่มีภารกิจในการจารึกความจริงลงบนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่
แสงตะวันยามเช้าเริ่มทอแสงเหนือยอดไม้ไกลๆ ขณะที่เขาก้าวเท้าออกจากเขตหอจดหมายเหตุไปสู่โลกกว้างที่ยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขานำออกมานั้นคือคำสาปหรือพรจากอดีต แต่ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันด้วยความกล้าหาญที่ได้รับมาจากกลิ่นหอมของอดีตที่ไม่มีวันตาย
ในมือของเขานั้น แผ่นไม้อุ่นขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่ามันมีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับเขา มันเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างช่างบูรณะและวัตถุโบราณที่กาลเวลาไม่อาจพรากจากกันได้ เอเลียสยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีขณะที่เขาเดินหายไปในม่านหมอกสีเทาของเมืองหลวงที่กำลังตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล
ทิ้งไว้เพียงกลิ่นกำยานจางๆ ที่อบอวลอยู่ในอากาศหน้าหอจดหมายเหตุ เป็นร่องรอยเดียวที่บ่งบอกว่ามีบางอย่างที่สำคัญได้ถูกกู้คืนกลับมาจากเถ้าถ่านแห่งกาลเวลาแล้ว ความเงียบสงบที่น่ากลัวกำลังจะจบลงด้วยความจริงที่กำลังจะถูกเปิดเผยต่อสายตาของคนทั้งโลก และเอเลียสคือผู้ที่ถือครองกุญแจนั้นไว้ในกำมือตลอดกาล
รอยจารึกแห่งดวงดาราที่เลือนหาย
เสียงเพรียกจากพงไพรในคืนสุริยคราส
บันทึกอักขระสีเลือดใต้เถ้ากาลเวลา
ปริศนาอาศรมหมอกพันปีเหนือยอดดอยไร้ตะวัน
อาถรรพ์นาฬิกาทรายมรณะแห่งหุบเขาไร้เงา
พายุหิมะสีชาดเหนือยอดเขานักบุญผู้สาบสูญ
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น