เสียงขูดขีดของผงหินลับละเอียดดังก้องไปทั่วห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง กวินทร์ก้มหน้าก้มตาใช้ผ้าเนื้อหยาบเช็ดคราบสนิมสีเขียวจัดออกจากผิวหน้าของคันฉ่องสำริดทรงกลมขนาดใหญ่ มือของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับรอยร้าวที่พาดผ่านใจกลางเงาของตัวเขาเองในกระจก เงาสะท้อนของกวินทร์ในคันฉ่องไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวของเขาในทันที แต่มันกลับหยุดนิ่งและจ้องมองกลับมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้ง
กวินทร์วางอุปกรณ์ลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่พลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนก เขาไม่ใช่นักลบหลู่ความเชื่อ แต่ในฐานะช่างขัดเงาโบราณวัตถุ เขารู้ดีว่าโลหะที่มีอายุหลายร้อยปีมักเก็บกักร่องรอยของอารมณ์ผู้ครอบครองเดิมเอาไว้เสมอ กลิ่นอายของความเศร้าโศกอบอวลอยู่ในอากาศจนเขารู้สึกได้ถึงความกดอากาศที่ต่ำลงจนหูอื้ออึง เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลัง แม้ในห้องนี้จะมีเพียงเขากับความเงียบงันของคันฉ่องโบราณที่เพิ่งถูกส่งมาซ่อมแซมจากวิหารร้างกลางป่าลึกเท่านั้น
“เจ้าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสะท้อนใบหน้า แต่นี่คือกับดักของกาลเวลาใช่ไหม” กวินทร์พึมพำกับตัวเองขณะหยิบน้ำมันหอมระเหยชนิดพิเศษขึ้นมาแต้มลงบนผิวสำริด เสียงกระซิบแผ่วเบาดังตอบกลับมาจากภายในกระจก ราวกับเป็นเสียงของผู้หญิงที่เขารักและสูญเสียไปเมื่อสามปีก่อน ความหนาวเหน็บแล่นปราดไปตามสันหลังเมื่อเขาเห็นเงาสะท้อนของตัวเองเริ่มยกมือขึ้นช้าๆ โดยที่ตัวจริงของเขายังคงนิ่งงันอยู่กับที่
เขาพยายามถอยห่างจากโต๊ะ แต่มือที่มองไม่เห็นกลับรั้งข้อมือของเขาไว้ด้วยแรงมหาศาล กวินทร์รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติทั่วไป แต่มันคือปรากฏการณ์ทางกายภาพที่เกิดจากการสะท้อนของคลื่นความถี่ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อโลหะมานานนับศตวรรษ เขาต้องหาทางหยุดยั้งพลังงานนี้ก่อนที่มันจะดึงวิญญาณของเขาเข้าไปแทนที่เงาที่โหยหาการมีชีวิตรอด เขาคว้าเหล็กจารึกด้ามยาวขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับการสลักอักขระแก้ทาง ซึ่งเป็นวิชาที่สืบทอดกันมาในตระกูลช่างขัดกระจกหลวงโบราณ
แสงจากตะเกียงน้ำมันวูบไหวรุนแรงราวกับจะดับลงทุกขณะ กวินทร์ตัดสินใจใช้อุปกรณ์ปลายแหลมจดจ้องไปที่รอยแตกของคันฉ่องเพื่อหาจุดสมดุลของแรงสะท้อน เขาต้องลงมือในจังหวะที่เงาสะท้อนสบตาเขาพอดี มิเช่นนั้นโครงสร้างของคันฉ่องอาจแตกละเอียดและปล่อยพลังงานที่กักเก็บไว้ทำลายทุกอย่างในห้องนี้ไปจนหมดสิ้น ลมหายใจของเขาขาดห้วงเมื่อเห็นเงาในกระจกเริ่มแย้มยิ้มออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว พร้อมกับมือที่ยื่นออกมานอกผิวหน้าสำริดเหมือนคนกำลังพยายามว่ายน้ำขึ้นจากใต้น้ำลึก
กวินทร์เริ่มลงมือขีดเขียนลวดลายลงบนขอบคันฉ่องอย่างรวดเร็ว มือของเขาขยับเป็นจังหวะที่ซับซ้อนตามตำราที่จดจำมาตั้งแต่เด็ก ความรู้สึกผิดที่เขาเก็บงำไว้ในใจตลอดสามปีเกี่ยวกับอุบัติเหตุในวันนั้นเริ่มพรั่งพรูออกมาผ่านการสั่นไหวของมือ หากเขาสามารถสลักอักขระแห่งการปลดปล่อยได้สำเร็จ เขาอาจจะได้บอกลาคนที่เขารักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เธอจะจางหายไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น แต่ความขัดแย้งในใจกลับรั้งเขาไว้ เพราะลึกๆ แล้วเขาก็โหยหาการได้เห็นใบหน้านั้นอีกครั้งแม้จะเป็นเพียงเงาสะท้อนก็ตาม
“ฉันทำไม่ได้… ฉันยอมให้เธอไปจากฉันไม่ได้อีกแล้ว” กวินทร์ตะโกนก้องในขณะที่น้ำตาไหลอาบแก้ม มือที่ถือเหล็กจารึกสั่นเทาจนเกือบจะทำพลาดไปโดนจุดสำคัญ แต่แล้วเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูเขาอย่างชัดเจนว่าเป็นเสียงของหญิงคนรักที่บอกให้เขาปล่อยวาง เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าความรักไม่ใช่การกักขัง แต่คือการยอมรับความจริงที่ไม่อาจแก้ไขได้ เขาตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีและเริ่มสลักอักขระใหม่ด้วยความแน่วแน่กว่าเดิม
เสียงเหล็กกระทบโลหะดังกังวานไปทั่วห้องราวกับเสียงระฆังวัดในยามค่ำคืน ทุกครั้งที่ปลายเหล็กขีดลงไป แสงสีฟ้าหม่นก็วาบขึ้นจากรอยร้าวของคันฉ่อง เงาสะท้อนที่เคยพยายามยื่นมือออกมาเริ่มหดกลับเข้าไปในเนื้อสำริดด้วยท่าทางสงบนิ่ง กวินทร์กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเพื่อวาดเส้นสุดท้ายปิดวงจรพลังงานที่บิดเบี้ยวนี้ให้จบสิ้นลงเสียที
แรงกระแทกมหาศาลผลักร่างของกวินทร์กระเด็นไปกระแทกกับผนังห้องจนเขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ต้นคอ แต่เขาก็ฝืนลุกขึ้นยืนเพื่อดูผลงานของตัวเอง คันฉ่องที่เคยหมองมัวและมีรอยร้าวขนาดใหญ่บัดนี้กลับมาส่องประกายวาววับราวกับเพิ่งหล่อเสร็จใหม่ๆ เงาสะท้อนในกระจกไม่มีความผิดปกติใดๆ อีกต่อไป มันเป็นเพียงภาพของชายหนุ่มผู้เหนื่อยล้าที่กำลังมองดูตัวเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและรอยแผลเป็นที่เพิ่งได้รับมา
เขาเดินเข้าไปใกล้คันฉ่องอีกครั้งเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยของรอยจารึกที่เขาเพิ่งสร้างขึ้น รอยแตกเดิมหายไปเหลือเพียงลวดลายอักขระที่ดูคล้ายกับกิ่งไม้ที่หยั่งรากลึกลงไปในเนื้อสำริด มันดูงดงามและสงบเงียบอย่างที่ควรจะเป็นมาตลอด กวินทร์ยื่นมือไปสัมผัสผิวหน้ากระจกอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีความหนาวเหน็บ ไม่มีความรู้สึกดึงรั้ง มีเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากโลหะที่เขาเพิ่งขัดมันจนเงางาม
เขารู้ดีว่าตั้งแต่นี้ต่อไป ชีวิตของเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก ความโดดเดี่ยวที่เคยกัดกินหัวใจถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจในวิถีแห่งการคงอยู่และการดับสูญ กวินทร์เก็บอุปกรณ์ช่างทั้งหมดลงในกล่องไม้เบาๆ ก่อนจะปิดประตูห้องโถงทิ้งไว้เบื้องหลัง ทิ้งความทรงจำที่บิดเบี้ยวไว้ให้กลายเป็นเพียงรอยจารึกในประวัติศาสตร์ของวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้ความลับของมัน
ในความเงียบยามค่ำคืน แสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาตกกระทบที่คันฉ่องสำริดเพียงเสี้ยวเดียว เกิดเป็นภาพสะท้อนที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว กวินทร์เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ทิ้งไว้เพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงหัวใจที่เพิ่งได้เริ่มเต้นใหม่อีกครั้งหลังจากหยุดนิ่งมานานนับปี ความเงียบงันกลับมาครอบงำห้องโถงนั้นอีกครั้ง พร้อมกับความสงบที่แท้จริงที่เขาเพิ่งมอบให้แก่ทั้งตนเองและกระจกโบราณบานนั้น
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
รอยร้าวในกระจกเงาสะท้อนบาป
วิหารแห่งหยาดน้ำค้างนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น