แรงสั่นสะเทือนจากค้อนไม้กระแทกเข้ากับสิ่วเหล็กกล้าดังก้องไปทั่วป่าดิบชื้นที่ปกคลุมด้วยไอหมอกหนาทึบ 'ธรณ์' ขยับมือที่สั่นเทาจากการตรากตรำมาตลอดทั้งคืนเพื่อแกะสลักอักขระโบราณลงบนผิวเปลือกไม้ของต้นพญาไม้ยักษ์ที่ยืนต้นตายมานานนับศตวรรษ กลิ่นยางไม้แห้งกรังผสมกับกลิ่นสาบดินตีขึ้นจมูกจนเขารู้สึกมึนงง ทันใดนั้นรอยจารึกที่เขาเพิ่งสลักเสร็จกลับปรากฏรอยปริแตกและมีของเหลวข้นสีแดงฉานไหลซึมออกมาแทนที่น้ำเลี้ยงตามธรรมชาติ
เขากระชากมือกลับทันควันด้วยความตกใจจนสิ่วในมือหลุดร่วงลงสู่พื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้เน่าเสีย ธรณ์จ้องมองนิ้วมือที่เปื้อนคราบเลือดสีเข้มนั้นด้วยแววตาที่สั่นระริก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงร่ำไห้จากพงไพร แต่เป็นครั้งแรกที่พยานแห่งกาลเวลาหยดเลือดออกมาฟ้องร้องถึงความสูญเสียที่กำลังจะมาถึง ความเงียบสงัดรอบตัวถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบาที่พยายามสื่อสารบางอย่างผ่านกระแสลมที่พัดผ่านยอดไม้สูงเสียดฟ้า
ธรณ์พยายามควบคุมสติแล้วหยิบผ้าผืนเก่าขึ้นมาเช็ดรอยเลือดบนผิวไม้ แต่ยิ่งเช็ดคราบสีแดงก็ยิ่งขยายวงกว้างราวกับแผลเปิดที่ไม่มีวันสมาน เขาเป็นเพียงนักแกะสลักรักษารอยจารึกประจำเผ่า ผู้มีหน้าที่สืบทอดความทรงจำผ่านลวดลายบนเปลือกไม้ แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากำลังบ่งบอกว่าป่าผืนนี้ไม่ได้ต้องการการจารึกเรื่องราวอีกต่อไป แต่มันต้องการการชำระล้างด้วยความตายที่เขากำลังเผชิญอยู่
เขามองไปรอบๆ เพื่อหาที่มาของความผิดปกติ แต่มีเพียงเงาของต้นไม้ที่ยืดยาวราวกับแขนขาที่กำลังเอื้อมคว้าอากาศ ธรณ์หยิบสมุดบันทึกหนังแกะขึ้นมาเปิดดูหน้าถัดไปที่ยังว่างเปล่า เขาจำต้องจดบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ก่อนที่พละกำลังจะสูญสิ้นไปตามความเหนื่อยล้าที่กัดกินร่างกายมาหลายวัน การทำงานท่ามกลางอาถรรพ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษสั่งห้าม แต่เขากลับเป็นคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในการสืบทอดหน้าที่นี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้ามาทางด้านหลังทำให้ธรณ์ต้องรีบหันกลับไปมอง 'ขจร' หัวหน้าเผ่าผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์ยืนถือคบเพลิงส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด ชายชราจ้องมองแผลบนต้นไม้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความวิตกแต่กลับไม่มีความประหลาดใจแฝงอยู่แม้แต่น้อย เขาเดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือหยาบกร้านลงบนไหล่ของธรณ์เบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลมให้คนหนุ่มได้ตั้งสติ
ขจรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่าเขารู้ว่าสักวันเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้น เพราะสัญญาที่คนรุ่นหลังลืมเลือนไปกำลังจะขาดสะบั้นลง ธรณ์ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าเหตุใดเขาจึงไม่เคยได้รับคำเตือนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน แต่นักสลักอักษรหนุ่มกลับได้รับเพียงความเงียบเป็นคำตอบ ขจรเพียงแค่ชี้ให้เห็นว่ารอยจารึกที่ธรณ์ทำไว้นั้นมันเบี้ยวและผิดเพี้ยนไปจากวิถีเดิมที่บรรพบุรุษเคยกำหนดไว้
ธรณ์พยายามโต้แย้งว่าเขาทำตามตำราอย่างเคร่งครัดทุกประการ ไม่มีทางที่รอยจารึกจะผิดพลาดไปได้แม้แต่เพียงมิลลิเมตรเดียว แต่ขจรกลับส่ายหน้าช้าๆ แล้วบอกว่าหัวใจของคนจารึกต่างหากที่บิดเบี้ยวไปตามความโลภที่อยากจะครอบครองป่าผืนนี้ไว้เพียงลำพัง ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นในใจของธรณ์เมื่อเขาตระหนักว่าขจรอาจกำลังปกปิดความจริงบางอย่างเกี่ยวกับพิธีกรรมที่เขากำลังทำอยู่
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางไอหมอกที่เริ่มหนาแน่นขึ้นจนมองแทบไม่เห็นทางเดิน ขจรพยายามโน้มน้าวให้ธรณ์หยุดมือและทิ้งสิ่วเหล็กเล่มนั้นลงเสีย แต่ธรณ์กลับรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกผูกมัดด้วยภาระหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ความกดดันจากความคาดหวังของคนในเผ่าที่รอคอยคำพยากรณ์จากรอยจารึกบนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ทำให้เขาไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว เขาเชื่อว่าหากไม่จารึกให้เสร็จ หายนะจะมาเยือนหมู่บ้านในทันที
ขจรตัดสินใจยื่นมือเข้ามาแย่งสิ่วเหล็กในมือธรณ์จนเกิดการยื้อยุดกันไปมา เสียงเหล็กกระทบกับเปลือกไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะที่ไม่เป็นระเบียบ ธรณ์รู้สึกถึงแรงฮึดที่มาจากความโกรธแค้น เขาผลักขจรออกไปจนชายชราเสียหลักล้มลงกับพื้นดินที่เปียกชื้น ทั้งคู่หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางความเงียบของป่าที่ดูเหมือนจะกำลังจับจ้องมองความเขลาของมนุษย์ทั้งสองด้วยความสมเพช
ธรณ์หันกลับไปหาต้นไม้ใหญ่หมายจะจารึกอักขระตัวสุดท้ายให้จบสิ้น เพื่อพิสูจน์ว่าเขามีสิทธิ์และอำนาจในการกำหนดชะตาของป่าผืนนี้ แต่เมื่อเขาง้างมือขึ้นหมายจะปักสิ่วลงไป รอยเลือดสีแดงกลับพุ่งกระจายออกมาเหมือนสายน้ำที่ถูกกั้นไว้ด้วยเขื่อนจนเขารู้สึกเปียกชื้นไปทั้งตัว แรงอัดมหาศาลจากภายในต้นไม้ผลักให้เขากระเด็นออกมาจนหลังกระแทกกับรากไม้ใหญ่จนจุกแน่น
ขจรพยายามพยุงตัวขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เขาตะโกนบอกให้ธรณ์หยุดก่อนที่จะทำลายทุกอย่างจนไม่เหลือชิ้นดี แต่ธรณ์ในตอนนี้หูอื้อจนไม่ได้ยินเสียงของใครอีกต่อไป เขาลุกขึ้นยืนด้วยความมุ่งมั่นที่ผิดที่ผิดทาง มือคว้าสิ่วที่ตกอยู่บนพื้นแล้วพุ่งเข้าหาต้นไม้ด้วยความบ้าคลั่ง ความมืดที่รายล้อมดูเหมือนจะบีบคั้นให้เขาสูญเสียตัวตนไปทีละน้อยจนกระทั่งเหลือเพียงความว่างเปล่า
รอยจารึกที่เขาพยายามสร้างกลายเป็นรอยแผลที่ลึกขึ้นและยาวขึ้นจนต้นไม้อ่อนยวบลงราวกับเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย ธรณ์เห็นภาพนิมิตของคนในเผ่าที่กำลังล้มตายลงทีละคนจากการที่เขาไปรบกวนสมดุลของธรรมชาติ นี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่มีวันแก้ไขได้ด้วยสิ่วหรือค้อนเหล็กเล่มใดในโลก ธรณ์ทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าสิ่งที่เขาสร้างขึ้น ความรู้สึกผิดเริ่มกัดกินหัวใจอย่างหนักหน่วง
ขจรเดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือบนไหล่ของธรณ์อีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ห้ามปราม แต่กลับทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วเริ่มสวดมนต์บทที่สาบสูญไปพร้อมกับเสียงสะอื้น ธรณ์มองเห็นรอยจารึกที่ตนเองทำไว้ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับชีวิตของต้นไม้ใหญ่ที่กำลังยืนต้นตายอย่างช้าๆ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองเริ่มทำร้ายเขามากกว่าแผลที่เพิ่งได้รับมา
ต้นพญาไม้ยักษ์ล้มลงสู่พื้นดินด้วยเสียงที่ดังกัมปนาทจนป่าทั้งป่าสั่นสะเทือน ฝุ่นควันและเศษไม้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ธรณ์และขจรต้องกระโจนหลบไปคนละทางเพื่อเอาชีวิตรอด เมื่อเสียงนั้นจางหายไป ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่าในคราวนี้มันเป็นความเงียบที่น่ากลัวกว่าเดิม เพราะไม่มีเสียงกระซิบจากป่าหรือเสียงนกเสียงกาหลงเหลืออยู่อีกเลย
ธรณ์มองดูผลงานของตนที่พังทลายลงพร้อมกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เขาหยิบเศษเปลือกไม้ที่มีรอยจารึกที่ผิดเพี้ยนขึ้นมาดูด้วยน้ำตาที่ไหลพราก ความทะเยอทะยานที่จะเป็นตำนานกลับกลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างความศรัทธาของตนเองและคนในเผ่า ขจรลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ ป่าที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังของธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์
ชายชราเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองธรณ์อีกเลย ทิ้งให้เขาอยู่กับความว่างเปล่าและรอยถลอกบนผิวไม้ที่ไม่มีวันลบเลือนออกไปจากความทรงจำได้อีก ธรณ์พยายามจะรวบรวมเศษไม้เหล่านั้นขึ้นมาต่อกันเหมือนกับที่เขาพยายามต่อชีวิตให้แก่ความเชื่อที่พังทลาย แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร รอยต่อของมันก็ไม่มีวันสนิทสนมได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขานั่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานจนตะวันเริ่มขึ้นเหนือยอดไม้ที่หักโค่น แสงแดดที่สาดส่องลงมาเผยให้เห็นคราบเลือดที่แห้งกรังติดอยู่บนมือของเขาอย่างชัดเจน ธรณ์ตระหนักได้ว่านี่คือรอยจารึกสุดท้ายที่เขาจะได้สร้างขึ้นในชีวิต และมันจะเป็นรอยจารึกที่บันทึกความล้มเหลวของเขาไว้ให้แก่คนรุ่นต่อไปได้เห็นว่า ความเย่อหยิ่งของนักจารึกสามารถทำลายโลกที่เคยสวยงามลงได้อย่างไร
สายลมพัดผ่านซากปรักหักพังนำพาความเย็นเยียบมาสู่ผิวหนังที่สั่นเทา ธรณ์ทิ้งสิ่วเหล็กเล่มนั้นลงในหลุมที่เกิดจากรากไม้ที่ถอนรากถอนโคน เขาตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปยังหมู่บ้านอีกต่อไป แต่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดไปกับการเฝ้ามองต้นกล้าใหม่ที่จะงอกงามขึ้นมาจากซากศพของความผิดพลาดในอดีต หวังเพียงว่าวันหนึ่งมันจะเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพารอยจารึกจากใครอีก
เขามองไปที่ท้องฟ้าสีครามที่ดูเหมือนจะล้อเลียนความทุกข์ระทมที่เขากำลังเผชิญอยู่ ธรณ์สูดลมหายใจลึกเข้าเต็มปอดเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่รู้สึกถึงอิสระจากการถูกพันธนาการด้วยภาระหน้าที่ที่เขาไม่เคยต้องการจริงๆ เขาเดินหันหลังให้แก่รอยจารึกแห่งความตายนั้น โดยไม่สนใจว่าข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้น เพียงแค่รู้ว่าวันนี้เขาได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากโซ่ตรวนของความจำที่เขารักษาไว้จนพังพินาศ
ทิ้งไว้เพียงรอยถลอกบนผิวเปลือกไม้แห่งบรรพกาลที่ยังคงฝังลึกอยู่ในใจของชายหนุ่มผู้ไร้ชื่อเสียงและไร้พันธะ ป่าเริ่มส่งเสียงตอบรับการจากไปของเขาด้วยการร่วงหล่นของใบไม้สีเหลืองทองที่ค่อยๆ ปกคลุมรอยจารึกนั้นจนมิดชิด ความลับของป่าจะถูกเก็บไว้ใต้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ไปอีกชั่วกาลนาน โดยไม่มีใครรู้ว่านักจารึกผู้หนึ่งได้ทิ้งชีวิตเก่าไว้ที่นี่ตลอดกาล
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
พันธนาการแห่งเถ้าถ่านสีคราม
รอยร้าวในกระจกเงาสะท้อนบาป
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น