นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
รอยถลอกบนหน้าปัดสุริยะของนักล่าแสงเหนือ
สืบสวนสอบสวน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-16

รอยถลอกบนหน้าปัดสุริยะของนักล่าแสงเหนือ

โดย ใบข้าว ใบนา
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
1 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่เดินทางสู่ดินแดนน้ำแข็งเพื่อไขปริศนาสัญญาณลึกลับจากดวงดาว โดยต้องแลกกับการสูญเสียความทรงจำส่วนตัวในทุกครั้งที่แสงเหนือปรากฏขึ้น

เกล็ดน้ำแข็งคมกริบปลิวว่อนเข้าปะทะใบหน้าของ ธีร์ธัช ขณะที่เขาพยายามยึดขาตั้งกล้องโทรทรรศน์ไว้กับพื้นหิมะที่สั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงหวีดหวิวของลมพายุในเขตอาร์กติกดังราวกับเสียงกรีดร้องของสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหย ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงสีเขียวจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้าเบื้องบน เขากัดฟันแน่น มือที่สวมถุงมือหนาเตอะสั่นเทาขณะหมุนปรับค่าความถี่ของเครื่องรับสัญญาณให้ตรงกับพิกัดที่เขาสังเกตเห็นเมื่อชั่วโมงก่อน

เขามองผ่านเลนส์ขยายเห็นภาพความผิดปกติของชั้นบรรยากาศที่บิดเบี้ยวคล้ายกับแก้วที่กำลังร้าว ธีร์ธัชพึมพำกับตัวเองว่าสัญญาณนั่นไม่ได้มาจากดาวดวงไหน แต่มันกำลังตอบโต้กลับมาในจังหวะเดียวกับชีพจรของเขา เสียงแหลมสูงจากเครื่องตรวจวัดดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทจนเขาต้องยกมือขึ้นปิดหูด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ทุกอย่างจะตัดเข้าสู่ความเงียบงันอย่างกะทันหันราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาเอาไว้

แสงเหนือที่เคยเป็นเพียงเส้นสายสีเขียวจางๆ บัดนี้กลับระเบิดออกเป็นสีม่วงเข้มและทองสว่างจ้าจนแทบจะกลืนกินเขาทั้งร่าง ธีร์ธัชพยายามจะถอยหลังแต่ขาทั้งสองข้างกลับถูกตรึงไว้กับผืนน้ำแข็งราวกับมีแรงแม่เหล็กมหาศาลดึงดูดเอาไว้ เขาเห็นภาพเงาเลือนรางของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร ชายคนนั้นมีรูปร่างคล้ายเขา แต่สวมใส่ชุดกันหนาวรุ่นเก่าที่เขาเคยเห็นในรูปถ่ายของพ่อเมื่อยี่สิบปีก่อน

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาตามหาไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่มันคือช่องโหว่ของกาลเวลาที่เขาสร้างขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว ธีร์ธัชพยายามเอื้อมมือไปหาเงานั้นแต่ทว่าอากาศรอบตัวกลับร้อนระอุขึ้นจนละอองหิมะรอบตัวระเหยกลายเป็นไอสีขาวขุ่น เขาตะโกนเรียกเงาร่างนั้นด้วยความหวังว่าคำตอบที่ค้างคาใจจะถูกเฉลยออกมา แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนกลับมามีเพียงเสียงก้องสะท้อนของชื่อตนเองที่ดังวนเวียนอยู่ในหูจนน่าเวียนหัว

พายุสงบลงทันทีที่แสงสว่างวาบนั้นดับวูบลง ธีร์ธัชล้มลงไปกองกับพื้นน้ำแข็งที่แตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุผลที่เขามาที่นี่เริ่มเลือนหายไปเหมือนรอยเท้าบนหิมะที่ถูกลมพัดกลบ เขาพยายามนึกว่าเขากำลังถืออะไรอยู่ในมือ แต่สิ่งที่พบกลับเป็นเพียงเศษโลหะชิ้นหนึ่งที่มีรอยถลอกเป็นรูปสัญลักษณ์แปลกประหลาดซึ่งเขามั่นใจว่าเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อนในชีวิตนี้

เขากลับไปยังสถานีวิจัยเล็กๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางทุ่งหิมะกว้างใหญ่ ที่นั่นเขาได้พบกับ รินลดา หญิงสาวนักธรณีวิทยาที่คอยดูแลบันทึกการสังเกตการณ์ของเขามาตลอดหลายเดือน รินลดามองหน้าเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลขณะยื่นแก้วชาอุ่นๆ ให้ เขาจำชื่อเธอได้ แต่ความรู้สึกผูกพันที่มีต่อเธอกลับดูแปลกปลอมเหมือนหน้ากระดาษที่ถูกฉีกออกจากสมุดจดบันทึกของคนอื่น

รินลดาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เขาพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าครั้งนี้เขาเสียอะไรไปอีกหรือเปล่า ธีร์ธัชได้แต่ส่ายหน้าช้าๆ เขาไม่กล้าบอกเธอว่าเขาไม่ได้แค่เสียความทรงจำเรื่องงานวิจัย แต่มันเหมือนกับส่วนหนึ่งของตัวตนที่เป็นมนุษย์กำลังถูกกัดกินไปทีละน้อยทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้พิกัดของแสงเหนือ เขาใช้ชีวิตอยู่ในสถานีแห่งนี้เพื่อเฝ้ารอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในคืนถัดไป แม้จะรู้ดีว่าความจริงที่เขาค้นพบอาจจะไม่มีที่เหลือให้เขาได้ใช้ชีวิตต่อไปในฐานะตัวเขาเองอีกแล้ว

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรินลดาไม่ได้เป็นไปอย่างปกติสุขนัก เพราะทุกๆ ครั้งที่แสงเหนือปรากฏขึ้น ธีร์ธัชจะกลายเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธออีกครั้ง เขามักจะตั้งคำถามกับเธอราวกับเป็นนักวิจัยที่เพิ่งพบกันครั้งแรก รินลดาต้องใช้ความอดทนอย่างยิ่งในการเรียบเรียงอดีตของพวกเขาผ่านรูปถ่ายและบันทึกที่เขาทิ้งเอาไว้ให้ตัวเองอ่านในทุกเช้าที่ตื่นมา เธอรู้ดีว่าเธอรักเขา แต่ความรักของเธอก็กลายเป็นเหมือนพันธนาการที่ทำให้เขาต้องจมอยู่กับวัฏจักรที่ไม่มีวันจบสิ้น

ในคืนต่อมา ธีร์ธัชตัดสินใจเปิดบันทึกเก่าที่เขาเขียนด้วยลายมือของตัวเองเมื่อหนึ่งปีก่อน ข้อความบนนั้นเขียนไว้ว่าจงหยุดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป แต่คำเตือนนั้นกลับดูไร้ความหมายเมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีอีกครั้ง ความกระหายใคร่รู้ในฐานะนักวิทยาศาสตร์มีอำนาจเหนือกว่าความหวาดกลัวต่อความว่างเปล่าที่จะเกิดขึ้นในหัวสมองของเขา เขาคว้ากล้องถ่ายภาพแล้ววิ่งออกไปสู่ความหนาวเย็นโดยไม่สนเสียงทัดทานของรินลดาที่ตะโกนเรียกเขาจากด้านหลัง

เขาวิ่งไปถึงจุดที่เขาเคยพบเงานั้นเมื่อคืนก่อน ครั้งนี้เขานำอุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นความถี่แม่เหล็กไฟฟ้าติดตัวไปด้วย เมื่อแสงเหนือเริ่มเต้นระบำบนท้องฟ้า เขาก็เปิดเครื่องทำงานทันที เสียงสัญญาณดังต่อเนื่องรัวเร็วราวกับเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะ ธีร์ธัชเห็นรูปร่างของมิติที่ฉีกขาดออกเป็นช่องกว้าง และคราวนี้ไม่ใช่แค่เงาของพ่อ แต่เป็นเขานับสิบๆ คนที่กำลังยืนเรียงรายอยู่ในรอยแยกนั้น แต่ละคนดูเหมือนจะอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันและมีร่องรอยของการสูญเสียความทรงจำที่แตกต่างกันไป

เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นคือแรงดึงดูดมหาศาลจากรอยแยกนั้นฉุดกระชากอุปกรณ์ของเขาลอยขึ้นไปในอากาศ ธีร์ธัชพยายามคว้าสายรัดเอาไว้แต่พลาดท่าล้มลงไปบนพื้นน้ำแข็ง เขาเห็นเครื่องมือของเขาแตกกระจายเหมือนแก้วที่ถูกทุบ แต่สิ่งที่น่าตระหนกกว่าคือเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นเริ่มลอยตัวขึ้นและประกอบร่างใหม่กลายเป็นรูปร่างของนาฬิกาทรายที่ไม่มีทรายอยู่ข้างใน สิ่งนี้กระตุ้นให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำลงไปกำลังบิดเบือนกฎฟิสิกส์ขั้นพื้นฐานของโลกใบนี้อย่างรุนแรง

เหตุการณ์ที่สองคือรินลดาตามเขาออกมาได้ทัน เธอพยายามจะดึงตัวเขาให้ออกห่างจากบริเวณนั้น แต่ทันทีที่มือของเธอสัมผัสตัวเขา ร่างของเธอก็เริ่มโปร่งแสงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความทรงจำของเขากับเธอเริ่มไหลย้อนกลับผ่านสายตาของเขาเหมือนภาพยนตร์ที่ถูกกรอถอยหลัง เขาเห็นวันที่พวกเขาพบกันครั้งแรกในห้องแล็บที่อบอุ่น เห็นวันที่มีความสุขท่ามกลางเสียงหัวเราะ และเห็นรอยน้ำตาของเธอในวันที่เขาเริ่มสูญเสียความเป็นตัวเองไปทีละน้อย รินลดาไม่ได้ร้องขอให้เขาหยุด แต่เธอกลับยิ้มให้เขาพร้อมกับบอกว่าหากนี่คือทางที่เขาเลือก เธอจะอยู่กับเขาจนกว่าจะถึงวินาทีสุดท้าย

เหตุการณ์ที่สามคือรอยแยกนั้นเริ่มขยายตัวจนครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของหุบเขา เสียงดังกึกก้องเหมือนแผ่นดินไหวทำให้เกิดรอยร้าวบนผืนน้ำแข็งเป็นเส้นสายยาวไกล ธีร์ธัชตระหนักได้ว่าหากเขายังดื้อดึงที่จะไขความลับนี้ต่อไป หุบเขาทั้งแห่งจะถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติที่ไม่มีทางออก เขาต้องเลือกระหว่างการได้รับคำตอบที่เขาฝันหามาตลอดชีวิต กับการปกป้องโลกที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนที่มีความหมายต่อเขาอย่างแท้จริง มือของเขาที่สั่นเทาอยู่ตลอดเวลาเริ่มนิ่งลงเมื่อเขาตัดสินใจที่จะทำลายความลับนั้นทิ้งไปตลอดกาล

ณ จุดพีคของเหตุการณ์ แสงสว่างสีขาวพุ่งทะลุผ่านความมืดมิดของท้องฟ้าพุ่งตรงมายังจุดที่เขายืนอยู่ ธีร์ธัชตะโกนก้องสุดเสียงขณะที่เขากระแทกเครื่องส่งสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าลงกับพื้นน้ำแข็งสุดแรงเกิด เสียงโลหะปะทะน้ำแข็งดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกนั้นทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่สั่นสะเทือนไปถึงชั้นหินใต้ดิน รอยแยกที่เคยขยายตัวเริ่มสั่นไหวและหดตัวกลับเข้าไปราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังหวาดกลัวความตาย

ทุกอย่างรอบตัวหมุนคว้างเหมือนอยู่ในเครื่องซักผ้าขนาดมหึมา ธีร์ธัชรู้สึกถึงแรงปะทะที่หน้าอกอย่างรุนแรงจนเขาหมดสติไปในทันที ภาพความทรงจำทั้งหมดที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิตเริ่มฉายวนซ้ำในหัวเหมือนเทปที่กำลังจะขาด เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียและเห็นใบหน้าของทุกคนที่เขารักค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงสีขาวโพลน ก่อนที่โลกทั้งใบจะมืดดับไปพร้อมกับความเงียบที่เข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่ง

เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ธีร์ธัชพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นหญ้าเขียวขจีที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ทุ่งน้ำแข็งที่เขาเคยอยู่ แสงแดดอุ่นๆ กระทบใบหน้าทำให้เขารู้สึกถึงความมีชีวิตชีวาที่หายไปนาน เขาพยายามลุกขึ้นนั่งแล้วพบว่ารินลดานอนอยู่ข้างๆ เธอหายใจแผ่วเบาเหมือนคนเพิ่งผ่านการหลับใหลอย่างยาวนาน เขามองไปรอบๆ และไม่พบร่องรอยของอุปกรณ์หรือหุบเขาแห่งนั้นอีกต่อไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นราวกับเป็นเพียงฝันร้ายที่ถูกลบเลือนไปพร้อมกับรุ่งอรุณของวันใหม่

เขาตรวจสอบมือของตัวเองและไม่พบรอยถลอกหรือบาดแผลใดๆ หลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้คือความว่างเปล่าในใจที่ดูเหมือนจะลึกซึ้งกว่าเดิม ธีร์ธัชหันไปมองรินลดาที่เริ่มขยับตัวตื่นขึ้นมา เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แต่ไม่ใช่แววตาของคนที่เคยรู้จักเขามานานนับปี มันเป็นสายตาของคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันในสถานที่ที่ไม่รู้จัก แต่ทว่ากลับมีความรู้สึกบางอย่างที่คุ้นเคยซ่อนอยู่ในนั้นเหมือนกลิ่นอายของฤดูกาลที่ผ่านพ้นไป

พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันในทันที เพราะความเงียบนั้นดูเหมือนจะเป็นภาษาเดียวที่เข้าใจกันในสถานการณ์เช่นนี้ ธีร์ธัชลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปฉุดรินลดาขึ้นมา เธอจับมือเขาไว้และรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากฝ่ามือของเขาอย่างประหลาด ความทรงจำเกี่ยวกับแสงเหนือและสัญญาณจากดวงดาวอาจจะหายไปจากสมองของเขาแล้ว แต่รอยประทับของความรักและความผูกพันที่หลงเหลืออยู่ในหัวใจยังคงเต้นแรงอยู่เสมอ

เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ใสกระจ่างในยามบ่าย แล้วรอยยิ้มจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ธีร์ธัชรู้ดีว่าเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวเองเคยเป็นใครหรือทำอะไรลงไปบ้างในอดีต แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้อีกต่อไป เพราะการได้ยืนอยู่เคียงข้างเธอในตอนนี้คือความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่เขาสามารถสัมผัสได้ด้วยตัวเอง แม้จะมีความสงสัยเล็กๆ น้อยๆ หลงเหลืออยู่ในจิตใจว่าทำไมเขามักจะเผลอมองหาแสงเหนืออยู่บ่อยครั้งทุกครั้งที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีในยามค่ำคืน

พวกเขาก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่ทอดตัวออกไปสู่ขอบฟ้าที่ไกลสุดสายตา ทิ้งความหลังเอาไว้เบื้องหลังท่ามกลางสายลมพัดผ่านที่ไม่ได้นำพาความหนาวเหน็บมาให้อีกต่อไป ชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้นโดยไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่ไม่มีวันหาคำตอบได้ แต่สำหรับธีร์ธัช นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับการที่เขาไม่ต้องกลับไปโดดเดี่ยวกลางทุ่งน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยเงาของความผิดพลาดอีกต่อไป

สายลมพัดผ่านพาเอาความเงียบสงบมาสู่จิตใจของทั้งสองคน ทิ้งไว้เพียงคำถามเดียวที่ไร้คำตอบในใจของธีร์ธัชว่าหากวันหนึ่งท้องฟ้ากลับมาเปลี่ยนสีอีกครั้ง เขาจะยังเลือกเดินตามแสงนั้นไปโดยไม่ลังเลเหมือนที่เคยทำมาตลอดชีวิตหรือเปล่า เขาได้แต่กระชับมือของรินลดาให้แน่นขึ้น พร้อมกับก้าวเดินต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับไปมองสิ่งที่เคยพรากเอาความทรงจำของเขาไปอีกเลย

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น