ประกายไฟสีม่วงอมฟ้าแตกกระจายราวกับฝูงหิ่งห้อยที่ถูกบีบคั้นออกจากค้อนเหล็กกล้า แรงกระแทกแต่ละครั้งสั่นสะเทือนไปถึงกระดูกสันหลังของ 'ธาวิน' เขากัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นเป็นสันนูน เหงื่อหยดใหญ่ไหลผ่านรอยแผลเป็นบนหน้าผากลงมาปะทะกับเปลวเพลิงในเตาหลอมจนเกิดเสียงฉ่าลากยาว เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วถ้ำศิลาที่เต็มไปด้วยเขม่าควันสีเทาเข้ม
เขาต้องรีบดึงดาบที่กำลังร้อนแดงจัดออกมาจากเตา มือที่สวมถุงมือหนังมังกรสั่นเล็กน้อยจากความร้อนที่แผ่ออกมามหาศาล ธาวินรู้ดีว่าหากเขารักษาจังหวะการตีไม่แม่นยำพอ แร่จากดวงดาวที่เขาใช้เวลาหามานานแรมปีจะแตกสลายกลายเป็นเพียงผงธุลีไร้ค่าทันที สายตาของเขาจดจ้องไปที่เนื้อโลหะที่เริ่มเปลี่ยนรูปร่างตามแรงค้อนอย่างมุ่งมั่น
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนดังแว่วมาจากปากถ้ำท่ามกลางเสียงหึ่งของเตาหลอมเวทมนตร์ ธาวินหยุดชะงักเพียงเสี้ยววินาทีแต่มือยังคงจับด้ามค้อนมั่น เขาไม่ได้หันไปมองเพราะรู้ดีว่าผู้มาเยือนคือใคร กลิ่นกำยานราคาแพงที่ลอยมาปะทะจมูกนั้นเป็นเครื่องยืนยันตัวตนของผู้นำตระกูลเวทมนตร์ฝ่ายเหนือได้อย่างชัดเจนที่สุด
"เจ้ายังดื้อรั้นอยู่สินะ ธาวิน" เสียงทุ้มต่ำของ 'อัครินทร์' ดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างที่ทอดลงบนกองเหล็กเก่าๆ เขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตาหลอม สายตาจับจ้องไปที่ดาบเล่มนั้นด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด ธาวินไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่ตวัดค้อนลงบนหน้าใบดาบอีกครั้งด้วยแรงส่งที่หนักแน่นกว่าเดิมจนประกายไฟกระเด็นไปโดนชายเสื้อคลุมของอีกฝ่าย
"ข้าบอกแล้วว่าดาบเล่มนี้ไม่ใช่ของตระกูลท่าน และมันไม่มีวันเป็นอาวุธให้พวกท่านใช้เข่นฆ่าผู้ใดทั้งสิ้น" ธาวินเอ่ยเสียงเรียบขณะที่ยังคงจดจ่ออยู่กับสีของเนื้อโลหะที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เขาต้องการจะย้ำเตือนให้คนตรงหน้าได้รับรู้ถึงความตั้งใจจริงของตนเอง อัครินทร์ขมวดคิ้วแน่น มือของเขาเอื้อมแตะด้ามไม้เท้าที่สั่นระริกด้วยพลังเวทสีทอง
ความสัมพันธ์ระหว่างธาวินและอัครินทร์นั้นเปรียบเสมือนน้ำมันกับไฟที่อยู่ร่วมถังกันไม่ได้มานานหลายปี ธาวินเคยเป็นช่างฝีมือประจำตระกูลเวทมนตร์ที่ถูกเนรเทศออกมาเพราะปฏิเสธที่จะสร้างอาวุธสงครามให้ อัครินทร์ซึ่งเคยเป็นสหายร่วมสาบานกลับกลายเป็นศัตรูที่คอยตามล่าหาผลงานชิ้นเอกของเขาเพื่อนำไปใช้ครอบครองอำนาจเหนือดินแดนศิลาแห่งนี้
"เจ้ากำลังทำลายอนาคตของพวกเราทุกคน" อัครินทร์กล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้มากขึ้นจนความร้อนจากเตาหลอมเริ่มลามไปถึงตัวเขา "หากดาบเล่มนี้ไม่เสร็จสมบูรณ์ สงครามระหว่างตระกูลจะไม่มีวันยุติลง และเลือดจะนองไปทั่วแผ่นดินจนกว่าพวกเราทุกคนจะสิ้นซาก" ธาวินหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แห้งผากและเต็มไปด้วยความสมเพชต่อความคิดของชายตรงหน้า
เขาวางค้อนลงช้าๆ แล้วหยิบถังน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเตรียมพร้อม "สงครามมันไม่ได้จบลงด้วยอาวุธที่ดีกว่า แต่มันจบลงเมื่อคนที่ถืออาวุธรู้จักพอ" ธาวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอัครินทร์ เห็นความโลภที่เต้นเร่าอยู่ในแววตาคู่นั้น อัครินทร์ไม่ได้ต้องการความสงบ เขาต้องการเพียงชัยชนะที่เด็ดขาดเหนือศัตรูทุกตระกูล
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด เสียงระเบิดดังขึ้นจากด้านนอกถ้ำ กองทัพของตระกูลฝั่งตะวันตกเริ่มบุกเข้ามาถึงเชิงเขาแล้ว แสงสีม่วงจากการยิงเวทมนตร์วูบวาบผ่านปากถ้ำเข้ามา ธาวินรู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่เขาจะจบทุกอย่าง อัครินทร์เสียสมาธิและหันไปมองความโกลาหลด้านนอก ธาวินจึงคว้าดาบที่ยังร้อนระอุจุ่มลงในอ่างน้ำมนต์ทันที
เสียงปะทะกันของความร้อนและน้ำมนต์เย็นจัดดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าผ่า ก้อนพลังงานสีขาวขุ่นระเบิดตัวออกจนถ้ำสั่นสะเทือน หินก้อนใหญ่ร่วงหล่นลงมาปิดกั้นทางเข้าออกจนมืดมิด อัครินทร์ตะโกนก้องด้วยความโกรธแค้น เขาพยายามร่ายเวทเพื่อทำลายกำแพงศิลาที่ปิดกั้น แต่พลังของเขากลับดูดซับเข้าไปในดาบเล่มที่ธาวินเพิ่งตีเสร็จ
"เจ้าทำอะไรลงไป!" อัครินทร์ร้องลั่นเมื่อพบว่าพลังเวทในร่างกายของเขากำลังถูกสูบหายไปอย่างรวดเร็ว ธาวินยืนนิ่งอยู่กลางแสงสว่างที่เจิดจ้าจากดาบในมือ เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเดินตรงเข้าไปหาอัครินทร์ที่ทรุดลงกับพื้น ดาบเล่มนี้ไม่ใช่แค่เหล็กธรรมดา แต่มันคือตราประทับแห่งพันธสัญญาที่เขาหล่อหลอมขึ้นเพื่อผนึกพลังเวทของทุกคนที่ครอบครองมัน
ธาวินใช้ปลายดาบจรดลงบนพื้นศิลา พลังงานมหาศาลไหลผ่านดาบลงสู่ดิน ก่อตัวเป็นอักขระเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่ขยายตัวไปทั่วหุบเขา อัครินทร์มองดูเหตุการณ์นั้นด้วยความหวาดกลัว เขาพยายามขัดขืนแต่กลับทำไม่ได้เพราะพลังในตัวเขาสูญสิ้นไปหมดสิ้นแล้ว พลังเวทที่เคยยิ่งใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความสงบที่แทรกซึมไปในอากาศ
ในนาทีสุดท้ายที่ความมืดมิดในถ้ำเริ่มจางหายไป ธาวินทรุดตัวลงด้วยความเหนื่อยล้า ดาบในมือของเขาค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงไปพร้อมกับอักขระเวทมนตร์ที่จารึกไว้บนแผ่นดิน สงครามด้านนอกถ้ำเงียบลงทันที เหมือนกับว่าเสียงปืนและเสียงเวทมนตร์ถูกลบหายไปจากโสตประสาทของทุกคนในดินแดนนั้น อัครินทร์มองดูมือของตัวเองที่ไร้ซึ่งประกายแสงเวทมนตร์ เขาดูเหมือนคนธรรมดาที่สูญเสียทุกอย่าง
ความเงียบเข้าปกคลุมถ้ำศิลาอย่างสมบูรณ์ ธาวินหายใจหอบถี่ เขามองเห็นแสงตะวันยามเช้าลอดผ่านรอยแตกของหินเข้ามา มันเป็นแสงที่อ่อนโยนและปราศจากการปรุงแต่งทางเวทมนตร์ เขาทำสำเร็จแล้ว แม้ว่าราคาที่ต้องจ่ายคือความโดดเดี่ยวที่จะตามมาตลอดชีวิตหลังจากนี้ แต่เขาก็พอใจที่อย่างน้อยผู้คนจะใช้ชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งพาอำนาจที่มองไม่เห็นอีกต่อไป
เขาเดินออกจากถ้ำผ่านทางรอยแตกที่เขาทุบทำลายทิ้งไว้เบื้องหลัง ทิ้งให้อัครินทร์นั่งอยู่เพียงลำพังกับความทรงจำของอำนาจที่ไม่มีวันหวนกลับมา ธาวินไม่ได้หันกลับไปมองอีกเลย เขาเดินมุ่งหน้าสู่ยอดเขาที่ห่างไกล โดยมีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่คอยเป็นเพื่อนร่วมทาง แทนที่เสียงค้อนและเสียงกรีดร้องจากสนามรบที่เคยได้ยินมาตลอดชีวิต
ชีวิตช่างตีเหล็กของเขาจบลงพร้อมกับการหลอมดาบเล่มสุดท้าย ธาวินรู้ดีว่าจากนี้ไปเขาจะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ต้องเรียนรู้การมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่ในใจเขากลับรู้สึกเบาสบายเหมือนกับอากาศที่บริสุทธิ์บนยอดเขา แสงตะวันส่องกระทบใบหน้าของเขา สร้างเงาที่ทอดยาวไปบนพื้นดินที่ไร้ซึ่งรอยจารึกแห่งสงครามอีกต่อไป
บนยอดเขาที่ไร้ซึ่งสิ่งปลูกสร้าง ธาวินนั่งลงบนก้อนหินที่เย็นเฉียบ เขามองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวของผู้คนอีกครั้ง พวกเขาเริ่มทำนา เริ่มก่อไฟทำอาหารด้วยวิธีธรรมดาที่บรรพบุรุษเคยทำไว้ ไม่มีใครใช้เวทมนตร์ ไม่มีใครใช้พลังทำลายล้าง ทุกอย่างดูเงียบสงบและงดงามในแบบที่มันควรจะเป็น
เขายกมือขึ้นมองฝ่ามือที่เต็มไปด้วยรอยแผล รอยรอยที่เกิดจากการผ่านร้อนผ่านหนาวมานับครั้งไม่ถ้วน ตอนนี้มันเป็นเพียงรอยแผลที่เตือนให้จำถึงอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว ธาวินหลับตาลงรับสัมผัสจากลมหนาวที่ปะทะผิวหน้า เขารู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกับความเงียบของโลกใบนี้ จังหวะที่ไม่มีใครสามารถทำลายลงได้อีก
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา คือท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีจากครามเข้มเป็นสีทองอร่าม มันเป็นสีสันที่ไม่ต้องใช้เวทมนตร์ปรุงแต่ง แต่มันคือความงดงามที่แท้จริงของธรรมชาติที่เขาเคยลืมเลือนไป ธาวินปล่อยให้ตัวเองถูกโอบล้อมด้วยความสงบที่เขาเป็นผู้สร้างขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง โดยไม่เหลือความกังวลใดๆ อีกต่อไป
ปริศนาฆาตกรรมในคฤหาสน์ไร้เงา
เสียงสะท้อนจากเหวที่ลืมเลือน
บทเพลงกล่อมเด็กในนครไร้เสียง
เศษเสี้ยวความทรงจำในห้องใต้หลังคาที่สาบสูญ
รอยร้าวในกระจกเงาสะท้อนบาป
วิหารแห่งหยาดน้ำค้างนิรันดร์
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น