แสงไฟนีออนสลัวจากป้ายโฆษณาที่กะพริบถี่ๆ สะท้อนลงบนพื้นถนนที่มีคราบน้ำมันนองเป็นวงกว้าง กลิ่นอับชื้นของท่อระบายน้ำปะทะเข้ากับจมูกของคีรินทันทีที่เขาก้าวเท้าลงจากรถไฟใต้ดินสายเก่าที่ไร้ผู้คน ในย่านเสื่อมโทรมของมหานครที่ถูกลืมแห่งนี้ ความเงียบงันเป็นเพียงหน้ากากที่ปกปิดเสียงกรีดร้องของความฉ้อฉลที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นคอนกรีต เขาขยับคอเสื้อโค้ทตัวหนาขึ้นเพื่อกันลมหนาวที่พัดผ่านซอกตึกอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาคมกริบสีเทาหม่นของเขาจับจ้องไปยังแสงไฟริบหรี่ที่ปลายถนน ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านซ่อมนาฬิกาเก่าแก่ที่เป็นจุดนัดพบเพียงแห่งเดียวที่เขายังหลงเหลืออยู่
คีรินไม่ใช่ชายที่ใครจะอยากรู้จักในเวลานี้ ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการปฏิบัติภารกิจนับครั้งไม่ถ้วนคือหลักฐานของชีวิตที่อุทิศให้กับการทรยศและการถูกทรยศ แม้กาลเวลาจะผ่านไปหลายปี แต่สัญชาตญาณสัตว์ป่าของเขายังคงทำงานอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินลงบนแผ่นเหล็กผุพังมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนฟันเฟืองที่ขัดข้อง เขาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความระมัดระวัง มือขวาของเขาสอดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อสัมผัสกับด้ามเหล็กเย็นเยียบของมีดพกที่พกติดตัวมาตลอดหลายปี
ภายในร้านซ่อมนาฬิกา กลิ่นของน้ำมันเครื่องผสมกับฝุ่นหนาเตอะลอยอบอวลไปทั่วบรรยากาศ บนผนังเรียงรายไปด้วยนาฬิกาลูกตุ้มที่เดินไม่ตรงกันสักเรือน เสียงติ๊กต่อกที่ดังไม่เป็นจังหวะสร้างความน่ารำคาญใจให้กับผู้ที่เพิ่งก้าวเข้ามา แต่สำหรับคีริน มันคือเสียงแห่งความทรงจำที่ชวนให้สะอิดสะเอียน เขาเดินไปหยุดหน้าเคาน์เตอร์ไม้เก่าผุที่วางอยู่ตรงกลางร้าน สายตาของเขามองผ่านแว่นขยายที่วางทิ้งไว้บนโต๊ะทำงาน เผยให้เห็นรอยปั๊มตราประทับสีแดงสดที่ยังคงความชัดเจนบนเอกสารลับที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชักลับใต้โต๊ะตัวนั้น
เขาจำรอยปั๊มนั้นได้ดี มันคือตราประทับของหน่วยข่าวกรองที่ถูกประกาศว่ายุบไปนานแล้ว แต่การที่มันมาปรากฏอยู่ที่นี่หมายความว่าความลับที่เขาพยายามฝังกลบไว้ด้วยชีวิตกำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง คีรินถอนหายใจยาวพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านนาฬิกาที่ดูเหมือนไม่มีใครอยู่มานานหลายปี ทว่าความรู้สึกผิดปกติบางอย่างบอกให้เขารู้ว่าเขากำลังถูกจับจ้องผ่านรูเล็กๆ บนฝาผนังไม้ผุพังนั่น เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อซ่อมนาฬิกา แต่มาเพื่อจบสิ่งที่เขาเริ่มไว้เมื่อสิบปีก่อน
คีรินเอื้อมมือไปหยิบเอกสารขึ้นมา นิ้วมือที่หยาบกร้านของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะสัมผัสกับเนื้อกระดาษที่กรอบบาง ทันใดนั้นประตูร้านที่ดูเหมือนจะล็อกไว้อย่างแน่นหนาก็เปิดออกอย่างช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวในชุดเดรสสีดำสนิท ใบหน้าของเธอถูกซ่อนอยู่ภายใต้หมวกปีกกว้าง แต่แววตาที่จ้องมองมานั้นกลับมีความคุ้นเคยที่ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง เธอคือคนที่เขาเคยเชื่อใจที่สุดในอดีต ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงเพราะความโลภของคนกลุ่มหนึ่ง
“คุณมาสายไปห้านาที คีริน” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความเย็นชา เธอเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกับที่เขาจำได้แม่นยำในคืนที่พายุคลั่งกลางทะเลทราย “ฉันคิดว่าคุณน่าจะเลือกหายไปตลอดกาลเสียอีกหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น แต่ดูเหมือนสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคุณจะยังทำงานได้ดีเหมือนเดิมนะ”
คีรินมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาพยายามนึกหาเหตุผลที่ทำให้เธอต้องโผล่มาในสถานที่อับชื้นและไร้ค่าแบบนี้ “ฉันมาตามคำสั่งที่ถูกส่งมาในรูปแบบของรอยประทับนั่น อลิซ บอกฉันมาว่าคุณต้องการอะไรกันแน่หลังจากที่ปล่อยให้ฉันแบกรับความผิดทั้งหมดไว้คนเดียวในคุกมืดนั่น” เขาถามพลางก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย
อลิซหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งเหมือนใบไม้ร่วง เธอหยิบปืนพกกระบอกเล็กออกมาจากใต้กระโปรงและวางมันลงบนเคาน์เตอร์อย่างช้าๆ “เราต่างก็เป็นเหยื่อของระบบที่ไร้หัวใจ คีริน ตราประทับนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตามล่าคุณ แต่มันคือเครื่องหมายบ่งบอกว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของเรากำลังจะกลับมาทวงคืนสิ่งที่พวกเขาเสียไป”
ความขัดแย้งในใจของคีรินก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรง เขาต้องการที่จะเดินจากไปและทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แต่ภาพความทรงจำของเพื่อนร่วมทีมที่เสียชีวิตในวันนั้นยังคงย้ำเตือนเขาอยู่เสมอ เขาต้องการคำตอบ และอลิซคือคนเดียวที่อาจจะมีกุญแจไขปริศนาทั้งหมดนี้ได้ แม้เขาจะรู้ดีว่าการร่วมมือกับเธออาจนำพาเขาไปสู่ความตายอีกครั้งก็ตาม
เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ดังขึ้นที่หน้าประตูร้าน นาฬิกาทุกเรือนในร้านหยุดเดินพร้อมกันอย่างน่าประหลาดใจ คีรินและอลิซต่างหันไปมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ตื่นตัวทันที นี่ไม่ใช่การนัดพบปกติ แต่เป็นการดักซุ่มโจมตีที่เตรียมการมาอย่างดี คีรินคว้าปืนของเขาออกมาเตรียมพร้อมในขณะที่อลิซปิดไฟในร้านจนมืดสนิท ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบก่อนพายุจะกระหน่ำซัด
กลุ่มชายชุดดำบุกเข้ามาในร้านพร้อมอาวุธครบมือ เสียงกระจกหน้าต่างแตกกระจายกระจายไปทั่วพื้นห้อง คีรินอาศัยความมืดและความคุ้นเคยกับพื้นที่พุ่งตัวเข้าใส่เป้าหมายแรกอย่างรวดเร็ว เขากระแทกศอกเข้าที่ลำคอของชายคนหนึ่งจนล้มลง ก่อนจะฉกปืนจากมือของมันและยิงสกัดคนที่เหลือ อลิซเองก็ไม่น้อยหน้า เธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วราวกับแมวป่า หลบหลีกกระสุนที่พุ่งผ่านหน้าเธอไปอย่างเฉียดฉิว
“ไปที่หลังร้าน มีทางลับออกไปที่ท่อระบายน้ำ!” อลิซตะโกนบอกท่ามกลางเสียงปืนที่ดังสนั่นหวั่นไหว คีรินไม่รอช้าเขารีบวิ่งไปที่หลังเคาน์เตอร์โดยมีกลุ่มชายชุดดำไล่กวดมาติดๆ เขาใช้โต๊ะไม้เป็นกำบังและยิงตอบโต้เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองได้มีโอกาสหายใจ เขารู้สึกถึงความร้อนของกระสุนที่เฉี่ยวผ่านต้นแขนไป แต่เขาไม่สนใจสิ่งนั้น สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวคือเอกสารที่มีรอยประทับนั่น
เมื่อทั้งคู่มาถึงปากทางเข้าท่อระบายน้ำ คีรินหยุดชะงักและหันไปมองอลิซ “ทำไมคุณถึงช่วยฉัน อลิซ? หลังจากสิ่งที่คุณทำลงไปเมื่อหลายปีก่อน ฉันควรจะปล่อยให้คุณตายอยู่ที่นี่” อลิซมองเขากลับด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เพราะฉันเป็นคนเดียวที่รู้ว่ารอยประทับนั่นไม่ได้มีแค่รอยเดียว ถ้าเราไม่ทำลายมันทิ้งเสียตอนนี้ ทั้งเมืองนี้จะถูกลบหายไปจากแผนที่โลก”
เสียงระเบิดดังขึ้นจากส่วนหน้าของร้าน แรงอัดของมันทำให้คีรินและอลิซกระเด็นเข้าไปในช่องทางระบายน้ำ ทั้งคู่กลิ้งไปกับพื้นปูนที่เปียกชื้น เสียงหินถล่มลงมาปิดทางเข้าที่พวกเขาส่งผ่านมา คีรินลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัวพลางมองไปรอบๆ ที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟจากโทรศัพท์ของอลิซที่ส่องสว่างขึ้นมาเพียงน้อยนิดเผยให้เห็นทางเดินที่ทอดยาวลงไปใต้ดินลึก
“เราต้องไปต่อ” อลิซกล่าวขณะพยุงตัวขึ้น เธอมีแผลถลอกที่แก้ม แต่แววตาของเธอยังคงมุ่งมั่นอย่างน่าประหลาด “รอยประทับนั่นคือรหัสผ่านเข้าสู่ระบบรักษาความปลอดภัยหลักของอาคารศูนย์กลางการสื่อสาร ถ้าเราไปถึงที่นั่นได้ เราจะสามารถลบข้อมูลทั้งหมดที่พวกมันใช้ควบคุมผู้คนในเมืองนี้ได้” คีรินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจก้าวเดินตามเธอไปในความมืด
ตลอดทางเดินในท่อระบายน้ำเต็มไปด้วยเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหินและกลิ่นเหม็นเน่าที่ชวนอาเจียน ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ นอกจากการคอยระวังหลังให้กัน ความเชื่อใจที่เคยสูญสิ้นไปเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้น พวกเขาตระหนักดีว่าในวินาทีนี้ ชีวิตของพวกเขาผูกติดกันจนแยกไม่ออก ความแค้นในอดีตถูกแทนที่ด้วยภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งก็คือการหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะมาถึง
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงห้องควบคุมใต้ดินที่เต็มไปด้วยแผงวงจรและสายไฟระโยงระยาง คีรินใช้มีดตัดสายไฟเพื่อเปิดประตูนิรภัย ทันทีที่ประตูปิดลงพวกเขาก็พบว่านี่คือหัวใจสำคัญของเมืองทั้งหมด หน้าจอคอมพิวเตอร์นับร้อยเครื่องแสดงกราฟิกข้อมูลที่กำลังถูกส่งออกไปทั่วเมือง รอยประทับบนเอกสารของเขากลายเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงระบบหลักที่ควบคุมทุกอย่างไว้
จุดพีคของเรื่องมาถึงเมื่อระบบเตือนภัยดังขึ้นอย่างกึกก้อง หน้าจอหลักปรากฏภาพของหัวหน้าองค์กรทมิฬที่จ้องมองมาที่พวกเขาผ่านกล้องวงจรปิด “พวกเจ้าคิดว่าการเข้ามาที่นี่จะเปลี่ยนอะไรได้งั้นหรือ?” ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “รอยประทับนั่นไม่ได้เป็นเพียงรหัสผ่าน แต่มันคือตัวจุดชนวนระเบิดที่จะทำลายล้างทุกอย่างในรัศมีสิบกิโลเมตรนี้ทิ้งเสีย”
คีรินมองไปที่อลิซด้วยความตกใจ เขาเข้าใจในทันทีว่าตัวเองถูกหลอกมาตลอดทาง แต่อลิซกลับนิ่งเฉย เธอเดินไปที่แผงควบคุมและเริ่มพิมพ์คำสั่งบางอย่างอย่างรวดเร็ว “ฉันรู้เรื่องนี้มาตลอด คีริน” เธอพูดโดยไม่หันมามอง “นี่คือวิธีเดียวที่จะหยุดมันได้ เราต้องยอมสละตัวเองเพื่อทำลายต้นกำเนิดขององค์กรนี้ไปพร้อมกับเรา”
หัวใจของคีรินเต้นรัวด้วยความกลัว แต่เขาก็ยอมรับชะตากรรมนั้นอย่างสงบ เขาเดินเข้าไปยืนเคียงข้างอลิซและวางมือลงบนแผงควบคุมพร้อมกับเธอ “ถ้าเราต้องตาย อย่างน้อยเราก็ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นครั้งสุดท้าย” อลิซยิ้มให้เขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่ผ่านมาได้จบลงแล้ว
เสียงนาฬิกาถอยหลังเริ่มดังขึ้นอย่างถี่รัว คีรินและอลิซยืนมองหน้ากันผ่านแสงไฟสีแดงที่กะพริบไปมาทั่วห้อง พวกเขาไม่ได้หวาดกลัวต่อความตายที่กำลังจะมาถึง แต่รู้สึกถึงความเบาสบายในใจที่ได้ปลดพันธนาการจากความผิดพลาดในอดีต ทุกอย่างที่พวกเขาทำลงไปได้ถูกลบล้างด้วยการตัดสินใจในนาทีสุดท้ายนี้
ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมอีกครั้งเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นจากใจกลางเมือง แรงกระแทกมหาศาลทำให้ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านและความทรงจำที่ถูกฝังกลบไปพร้อมกับเมืองที่เต็มไปด้วยความลวง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใต้ดินแห่งนั้น แต่สิ่งที่ทุกคนรู้คือวิกฤตที่เคยคุกคามชีวิตของพวกเขาก็ได้สลายหายไปพร้อมกับเงาของคนสองคนที่ไม่มีใครเคยจดจำ
ท่ามกลางซากปรักหักพังที่เหลืออยู่ เศษกระดาษที่มีรอยปั๊มตราประทับสีแดงถูกลมพัดพาไปตกลงบนพื้นถนนที่เงียบสงัด มันเป็นเพียงร่องรอยเดียวที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของสายลับสองคนที่ยอมสละชีวิตเพื่อสิ่งที่ไม่มีใครล่วงรู้ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มทอแสงเหนือเมืองที่กำลังเริ่มชีวิตใหม่ ทำให้รอยประทับนั้นจางหายไปจนแทบมองไม่เห็น ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริงในโลกที่เต็มไปด้วยความลับใบนี้
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
รหัสลับใต้เถ้าถ่าน ปฏิบัติการไร้เงา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น