นิยายรัก อบอุ่นหัวใจ แฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ วิทยาศาสตร์ ผจญภัย แอ็กชัน ย้อนยุค จีนโบราณ เหนือธรรมชาติ
รอยร้าวแห่งพันธสัญญาภายใต้แสงเนออน
แอ็กชัน 🕐 ปรับปรุงล่าสุด : 2026-05-29

รอยร้าวแห่งพันธสัญญาภายใต้แสงเนออน

โดย ใบข้าว ใบนา
ภาษา: ไทย 12+

0.0
0 การให้คะแนน · 0 ความคิดเห็น
4 views
0 ความเห็น
แชร์:
ให้คะแนนนิยายเรื่องนี้

คะแนนดาวมาจากสมาชิกที่กดให้คะแนนจริง ไม่รวมยอดอ่านหรือการติดตาม

เข้าสู่ระบบเพื่อให้คะแนน
เรื่องราวของนักสืบเอกชนผู้จมปลักกับอดีตที่ต้องมารับงานคุ้มครองพยานสำคัญท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยการฉ้อฉลและการหักหลัง โดยเขาต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับชีวิตของคนที่เขารัก

สายฝนโปรยปรายลงมาเป็นสายราวกับม่านสีเทาที่ห่อหุ้มเมืองเซนต์คลาวด์เอาไว้ในความหม่นหมอง กลิ่นอายของน้ำมันเครื่องผสมกับกลิ่นขยะเปียกชื้นลอยอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืน เสียงฟ้าร้องคำรามต่ำๆ ดังสะท้อนมาจากกลุ่มเมฆหนาทึบเหนือตึกระฟ้าที่ส่องประกายด้วยแสงไฟนีออนสีแดงและน้ำเงินจัดจ้าน บนระเบียงห้องพักที่คับแคบและเต็มไปด้วยกองเอกสารเก่าๆ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็คเก็ตหนังสีเข้มยืนพิงราวระเบียงที่ขึ้นสนิม พลางจุดบุหรี่ในมือด้วยความใจเย็น

วินเซนต์ขยี้บุหรี่ลงกับขอบระเบียงจนมอดดับไปในสายฝน ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองไปยังแสงไฟที่เต้นระบำอยู่เบื้องล่างด้วยความรู้สึกว่างเปล่า เขาเป็นชายวัยสามสิบกลางๆ ที่มีรอยแผลเป็นจางๆ พาดผ่านสันกรามข้างขวา อันเป็นหลักฐานของความผิดพลาดในอดีตที่เขาไม่อาจลบเลือนออกไปจากความทรงจำได้ ในห้องทำงานเล็กๆ แห่งนี้มีเพียงเสียงนาฬิกาแขวนผนังที่เดินจังหวะสม่ำเสมอเป็นเพื่อนปลอบประโลมยามที่ความเงียบงันเริ่มกัดกินหัวใจ

ภายในห้องมีเพียงแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่สั่นไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่านรอยร้าวของบานหน้าต่าง เอกสารคดีเก่าๆ วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้ที่เริ่มผุพัง วินเซนต์หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู เป็นภาพของหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวที่กำลังยิ้มให้กับกล้องด้วยความสดใส เขาใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปตามภาพนั้นอย่างแผ่วเบา ความเจ็บปวดลึกๆ ในอกยังคงทำงานอยู่เสมอเมื่อเขาคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อห้าปีก่อน

ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูที่รุนแรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของเขา วินเซนต์วางรูปถ่ายลงบนโต๊ะแล้วหยิบปืนพกขนาดเก้ามิลลิเมตรที่ซ่อนอยู่ใต้กองกระดาษขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว เขาเดินตรงไปยังประตูด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบเหมือนแมวป่าที่พร้อมจะกระโจนเข้าหาเหยื่อทุกเมื่อ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูออกไปอย่างระมัดระวัง

หญิงสาวในชุดโค้ทกันฝนสีดำสนิทก้าวเข้ามาในห้องทันทีที่ประตูเปิดออก เธอมีใบหน้าที่ซีดเผือดและดวงตาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว วินเซนต์ปิดประตูและล็อคกลอนสามชั้นอย่างแน่นหนา ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ด้วยสายตาที่สงสัยและเย็นชา เขารู้ดีว่าการมาปรากฏตัวของคนระดับนี้ในย่านเสื่อมโทรมย่อมหมายถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังจะตามมา

"คุณคือวินเซนต์ คนที่ถูกขนานนามว่าเป็นนักสืบที่กล้าขุดคุ้ยความลับที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องใช่ไหม" หญิงสาวเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ มือของเธอกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว วินเซนต์ไม่ตอบแต่กลับเดินไปหยิบแก้วเหล้าขึ้นมาเทน้ำสีอำพันใส่ลงไปแล้วยื่นให้เธอพลางเลิกคิ้วขึ้นเป็นการถามว่ามีธุระอะไรกันแน่

"ฉันต้องการความช่วยเหลือ และคนเดียวที่ฉันไว้ใจได้ในเมืองที่เต็มไปด้วยงูพิษแห่งนี้ก็คือคุณ" หญิงสาวรับแก้วเหล้าไปถือไว้แต่ไม่ได้ดื่ม เธอจ้องมองเขาราวกับจะค้นหาความจริงใจในดวงตาที่หม่นแสงของชายหนุ่ม วินเซนต์พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาไม่ได้ต้องการมีส่วนร่วมกับเรื่องราวอันตรายอีกต่อไป แต่นามสกุลที่เธอเอ่ยออกมาทำให้เขาต้องชะงัก

"ผมไม่ได้รับงานประเภทนี้มานานแล้ว คุณควรกลับไปหาตำรวจหรือคนที่มีอำนาจมากกว่าผม" วินเซนต์กล่าวเสียงเรียบพลางเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานของเขา เขาพยายามแสดงท่าทีว่าไม่สนใจแต่ในใจเขากลับเริ่มประมวลผลข้อมูลที่ได้รับมาทั้งหมด ความเชื่อมโยงระหว่างชื่อของหญิงสาวกับเหตุการณ์สังหารหมู่ในโรงงานผลิตยาเมื่อปีก่อนเริ่มผุดขึ้นมาในหัว

หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะของเขามากขึ้น เธอโน้มตัวลงมาเล็กน้อยจนวินเซนต์ได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ผสมกับกลิ่นไอฝน "ตำรวจพวกนั้นคือคนที่ขายฉันให้กับคนร้ายตั้งแต่วันแรกที่ฉันเริ่มหาความจริง วินเซนต์ ถ้าคุณไม่ช่วยฉัน หลักฐานทั้งหมดที่ฉันมีจะกลายเป็นแค่เศษกระดาษที่ถูกทำลายทิ้งไปพร้อมกับชีวิตของฉัน" เธอวางแฟลชไดรฟ์สีเงินลงบนโต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยฝุ่น

วินเซนต์มองแฟลชไดรฟ์นั้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขารู้ดีว่าสิ่งของชิ้นนี้มีค่ามากกว่าทองคำแต่มันก็นำมาซึ่งความตายที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ เขาเอื้อมมือไปหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ ความขัดแย้งในใจของเขากำลังต่อสู้กันอย่างหนักระหว่างความปลอดภัยที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับความยุติธรรมที่เขาเคยยึดถือมาตลอดชีวิต

เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวอีกครั้ง พบว่าเธอยังคงยืนรอคำตอบด้วยความหวังที่ริบหรี่ "คุณชื่ออะไร" เขาถามสั้นๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าการถามชื่อหมายถึงการตกลงรับงานนี้เข้าสู่กระบวนการที่เลี่ยงไม่ได้ หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเป็นครั้งแรก ซึ่งมันดูน่าเศร้ามากกว่าความสุข "ฉันชื่อเอเลน่า และเราไม่มีเวลามากนักเพราะคนของพวกมันน่าจะกำลังมาถึงที่นี่ในอีกไม่กี่นาที"

วินเซนต์ลุกขึ้นยืนทันทีอย่างคล่องแคล่ว เขาคว้าแจ็คเก็ตและเช็คอาวุธสำรองที่เก็บไว้ในลิ้นชัก "ไปที่ทางหนีไฟหลังอาคาร อย่าหยุดรอจนกว่าผมจะบอกให้หยุด เข้าใจไหม" เขาสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนจะเริ่มดับไฟในห้องจนมืดสนิท เหลือเพียงแสงไฟจากถนนที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาเพียงน้อยนิด

ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะก้าวออกจากห้อง เสียงกระจกหน้าต่างที่แตกกระจายดังสนั่นพร้อมกับร่างของชายชุดดำสองคนที่พุ่งเข้ามาในห้อง วินเซนต์ผลักเอเลน่าไปข้างหลังแล้วชักปืนขึ้นเล็งไปที่เงาในความมืด เขาเหนี่ยวไกทันทีโดยไม่ลังเล กระสุนนัดแรกพุ่งเจาะเข้าที่ไหล่ของชายคนแรกจนเขาร่วงลงไปกองกับพื้น ก่อนที่วินเซนต์จะหันไปยิงสกัดชายคนที่สองที่พยายามจะคว้าตัวเอเลน่า

"วิ่ง!" วินเซนต์ตะโกนบอกเอเลน่าในขณะที่เขายิงสกัดปิดทางเข้าไว้ เขาไม่ได้มองว่ากระสุนนัดไหนโดนเป้าหมายบ้าง แต่เขาเน้นไปที่การสร้างจังหวะเพื่อให้ทั้งคู่หลบหนีไปได้ เสียงปืนดังสนั่นก้องอยู่ในห้องทำงานที่แคบจนหูของเขาเริ่มอื้ออึง กลิ่นดินปืนผสมกับกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาคว้าแขนเอเลน่าแล้วพากันวิ่งออกไปทางบันไดหนีไฟที่เปียกชื้นและลื่นเพราะสายฝน

พวกเขาวิ่งลงบันไดด้วยความเร็วสูง เสียงฝีเท้าของศัตรูที่ไล่ตามมาดังสะท้อนผ่านกำแพงคอนกรีต วินเซนต์หยุดที่ชั้นสามและตัดสินใจดึงสลักถังดับเพลิงที่วางอยู่ข้างทาง แล้วขว้างมันออกไปขวางบันไดก่อนจะยิงใส่จนเกิดระเบิดเล็กๆ แรงอัดมหาศาลทำให้ทางเดินเต็มไปด้วยควันสีขาวที่ทำให้ทัศนวิสัยมืดมัวลงทันที

เอเลน่าไอออกมาอย่างหนักเพราะควันไฟ วินเซนต์คว้ามือเธอไว้แน่นแล้วพาเลี้ยวเข้าสู่ซอยแคบๆ ที่เต็มไปด้วยขยะและน้ำขัง พวกเขาวิ่งไปตามตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกตในเมืองใหญ่ วินเซนต์พยายามพาเธอไปที่จุดปลอดภัยที่เขามีสำรองไว้ แต่เขารู้ดีว่าศัตรูในครั้งนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่มันคือกลุ่มองค์กรลับที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

เมื่อถึงจุดจอดรถที่ซ่อนอยู่ใต้สะพาน วินเซนต์รีบดันเอเลน่าขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที รถสปอร์ตสีดำคันเก่ากระชากตัวออกไปท่ามกลางสายฝนที่เริ่มตกหนักกว่าเดิม เขาขับด้วยความเร็วสูงไปตามถนนหลวงที่มีรถวิ่งอยู่น้อยมากในยามค่ำคืน เสียงปืนจากรถไล่ล่าที่ตามมาข้างหลังดังรัวๆ ใส่ตัวถังรถของเขาจนเกิดรอยบุบ

"พวกมันรู้ตำแหน่งเราได้ยังไง" เอเลน่าถามด้วยเสียงที่สั่นเครือขณะที่กอดแฟลชไดรฟ์ไว้แนบอก วินเซนต์เหลือบมองกระจกหลังเห็นแสงไฟจากรถศัตรูสามคันที่กำลังไล่กวดมาอย่างไม่ลดละ "พวกมันมีเครื่องติดตามสัญญาณจากแฟลชไดรฟ์ที่คุณถือมานั่นแหละ" เขาตอบพลางหักพวงมาลัยหลบรถบรรทุกที่วิ่งสวนมาอย่างหวุดหวิด

วินเซนต์ตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าทางเบี่ยงที่มืดมิด เขาดับไฟหน้ารถเพื่อซ่อนตัวท่ามกลางความมืดมิดของเขตอุตสาหกรรมเก่า รถที่ไล่ตามมาขับเลยไปอย่างรวดเร็วเพราะความมืดทำให้พวกมันมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขา เขาจอดรถนิ่งสนิทและหายใจหอบถี่ ท่ามกลางความเงียบมีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวของคนทั้งสองภายในห้องโดยสารที่อบอ้าว

เมื่อมั่นใจว่าทิ้งห่างได้แล้ว วินเซนต์จึงเอื้อมมือไปหยิบแฟลชไดรฟ์จากเอเลน่าแล้วโยนมันทิ้งออกนอกหน้าต่างรถ "ถ้าเรายังเก็บมันไว้ เราก็ไม่ต่างอะไรกับหนูที่รอความตาย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะขับรถเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่สถานที่ที่แม้แต่คนในองค์กรก็ยากจะตามหา

ณ จุดพีคของความตึงเครียด ทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่โกดังร้างริมชายฝั่งที่ห่างไกลจากความเจริญ วินเซนต์เดินนำเอเลน่าเข้าไปด้านในโดยมีปืนในมือที่พร้อมลั่นไกตลอดเวลา ทันใดนั้นไฟสปอร์ตไลท์ขนาดใหญ่ก็สาดส่องลงมาที่ร่างของพวกเขาจากด้านบนของโกดัง พร้อมกับเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบของชายวัยกลางคนที่เดินออกมาจากเงามืด เขาคือคนที่วินเซนต์เคยรู้จักดีในฐานะอดีตหัวหน้าหน่วยงานลับของเขาเอง

"แกไม่ควรมายุ่งกับเรื่องนี้ วินเซนต์ แกควรจะอยู่กับความทรงจำที่พังทลายของแกต่อไป" ชายคนนั้นกล่าวพลางควงปืนในมือด้วยความชำนาญ วินเซนต์ยืนนิ่ง สายตาของเขามุ่งมั่นและไม่หวั่นไหว เขาผลักเอเลน่าให้หลบไปข้างหลังเสาเหล็กขนาดใหญ่ก่อนจะยกปืนขึ้นเล็งไปที่หัวหน้าเก่า "ผมจบความผิดพลาดไปตั้งแต่วันที่คุณสั่งให้ฆ่าคนที่ผมรักแล้ว วันนี้แหละที่จะเป็นวันปิดบัญชีสักที"

เสียงปืนสนั่นหวั่นไหวอีกครั้ง คราวนี้เป็นการดวลกันระหว่างศิษย์กับอาจารย์ วินเซนต์เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เขาอาศัยโครงสร้างของโกดังเป็นกำบัง กระสุนนัดหนึ่งถากเข้าที่หัวไหล่ของเขาแต่เขากลับไม่สะทกสะท้าน เขาสไลด์ตัวไปบนพื้นคอนกรีตแล้วลั่นไกนัดตัดสินเข้าที่ขาของอีกฝ่ายจนคนร้ายทรุดลงไป ก่อนจะเดินเข้าไปประชิดตัวและยิงปืนในมือของชายคนนั้นให้กระเด็นหลุดไป

เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความเงียบก็กลับเข้ามาปกคลุมโกดังอีกครั้ง วินเซนต์ยืนหอบหายใจอยู่เหนือร่างของคนที่เขาเคยเคารพ เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในใจ ความแค้นที่เคยกัดกินเขามานานหลายปีเริ่มเจือจางลง เขามองดูแผลที่ไหล่ของตัวเองและรับรู้ได้ว่านี่คือราคาที่เขาต้องจ่ายเพื่ออิสรภาพที่แท้จริง

เอเลน่าเดินออกมาจากหลังเสาเหล็ก เธอเข้ามาประคองวินเซนต์ที่เริ่มอ่อนแรงลงเพราะเสียเลือดมาก เขาพิงหลังกับเสาเหล็กพลางมองออกไปยังมหาสมุทรที่มืดมิดเบื้องหน้า "เราทำสำเร็จแล้วหรือ" เธอถามเบาๆ วินเซนต์หลับตาลงและยิ้มที่มุมปาก "บางทีความเงียบอาจจะเป็นสิ่งที่ฉันตามหามาตลอดตั้งแต่วันแรก"

หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ข่าวการทลายองค์กรลับถูกตีพิมพ์พาดหัวในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ วินเซนต์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงห้องทำงานที่ว่างเปล่าและรูปถ่ายใบเดิมที่ถูกเผาไปจนเกือบหมดสิ้น เขาเลือกที่จะเดินจากไปในเส้นทางที่ไม่มีใครรู้จัก เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ห่างไกลจากความทรงจำอันขมขื่น

ในเมืองที่เต็มไปด้วยแสงนีออน ผู้คนยังคงใช้ชีวิตกันไปตามปกติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นภายใต้เงามืดของตึกเหล่านั้น ฝนที่เคยตกหนักก็หยุดลง เหลือเพียงรอยคราบเปียกชื้นบนถนนที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ และที่ไหนสักแห่งในโลกที่กว้างใหญ่ วินเซนต์อาจกำลังนั่งมองพระอาทิตย์ขึ้น โดยไม่มีเสียงกระซิบจากอดีตมารบกวนหัวใจอีกต่อไป

ความคิดเห็น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น