แสงแดดร้อนระอุยามบ่ายสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่ผุพังของอุโบสถเก่า ตกกระทบลงบนใบหน้าของ 'รินรดา' ที่กำลังใช้พู่กันขนอ่อนแตะน้ำยาเคมีลงบนรอยแยกของภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังชิ้นสำคัญ กลิ่นอับชื้นของอิฐดินเผาและฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศทำให้เธอต้องขยับหน้ากากอนามัยให้กระชับขึ้น ก่อนจะถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าสีฝุ่นดั้งเดิมเริ่มหลุดร่อนออกมาตามแรงขยับของพู่กัน
รินรดาเป็นนักอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนังมืออาชีพที่ได้รับมอบหมายให้มาบูรณะวัดร้างกลางป่าลึกแห่งนี้เพียงลำพัง เธอมักจะหมกมุ่นอยู่กับการทำงานจนลืมเวลา แสงที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทองบอกให้รู้ว่าเธอยืนอยู่บนนั่งร้านสูงชันมานานกว่าหกชั่วโมงแล้วโดยไม่ได้พักดื่มน้ำแม้แต่น้อย มือของเธอสั่นเล็กน้อยจากอาการล้า แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ดวงตาของยักษ์ในภาพวาดที่ดูเหมือนจะจ้องมองกลับมาอย่างไม่ลดละ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของ 'ธันวา' ช่างภาพอิสระที่ถูกจ้างมาบันทึกหลักฐานการซ่อมแซมดังขึ้นจากด้านล่าง เขาวางกระเป๋ากล้องลงบนพื้นหินก่อนจะตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ทำลายความเงียบสงัด "ริน ลงมาพักบ้างเถอะ แสงข้างบนนั่นมันแย่ลงทุกทีแล้ว ถ้าฝืนทำต่อระวังจะพลาดจนภาพพังถาวรเสียก่อน" เขาเอ่ยพลางเงยหน้ามองร่างหญิงสาวที่ดูบอบบางบนนั่งร้านไม้ไผ่ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่เธอขยับตัว
รินรดาไม่ตอบในทันที เธอค่อยๆ วางพู่กันลงบนถาดสีแล้วใช้ผ้าเช็ดมืออย่างใจเย็น ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เหนื่อยล้า "งานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของภาพเขียนที่พังทลายเท่านั้น แต่มันคือการพิสูจน์ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดนี้มีตัวตนอยู่จริง" เธอกล่าวเสียงเรียบขณะค่อยๆ ปีนลงมาจากนั่งร้านอย่างชำนาญ กลิ่นของน้ำมันสนและสีโบราณติดตัวเธอมาเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
ธันวาขมวดคิ้วพลางหยิบขวดน้ำยื่นให้เธอ "เธอหมายถึงตำนานเรื่องสมบัติของวัดนี้หรือไง ริน ทุกอย่างที่นี่มันพังไปหมดแล้ว ทั้งตัวอาคารและประวัติศาสตร์ เธอไม่ควรเอาความเชื่อส่วนตัวมาปนกับงานศิลปะ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับต้องการดึงสติเธอให้กลับมาสู่ความเป็นจริง หลังจากที่เธอมักจะเพ้อถึงเรื่องราวประหลาดที่เธอสัมผัสได้จากรอยแตกลายงาของภาพวาดเหล่านี้
รินรดารับน้ำมาดื่มอึกใหญ่ก่อนจะมองไปที่ภาพวาดนั้นอีกครั้ง "มันไม่ใช่แค่ตำนาน ธันวา แต่มันคือคำสาปที่ฝังอยู่ในเม็ดสี ตั้งแต่ฉันเริ่มแกะรอยชั้นสีที่สาม ฉันรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ไม่ได้มาจากเสียงของคนหรือสัตว์" เธอเอ่ยพร้อมกับก้มมองรอยแผลเป็นบนปลายนิ้วที่เกิดจากความประมาทเมื่อตอนเช้า เลือดหยดเล็กๆ ซึมออกมาแตะกับเศษปูนที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดิน
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อรินรดาเริ่มขุดคุ้ยความลับที่ไม่มีใครอยากให้เปิดเผย เธอไม่ได้ต้องการเพียงแค่ซ่อมแซมภาพเขียนให้กลับมาสวยงามดังเดิม แต่เธอกำลังพยายามถอดรหัสลวดลายที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพเขียนสีฝุ่นเหล่านั้น ซึ่งดูเหมือนจะถูกจงใจทาทับเพื่อปิดบังเหตุการณ์นองเลือดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ธันวาทำหน้าที่คอยระวังหลังให้เธอเสมอ แม้เขาจะขัดแย้งกับวิธีการที่เธอดูไร้เหตุผล แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งเธอไปไหน
หลายวันต่อมา ขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายนอกวัด เสียงฟ้าร้องดังก้องสะเทือนไปถึงโครงสร้างที่เก่าแก่ รินรดากำลังใช้เครื่องมือขูดชั้นสีที่หลุดร่อนออกอย่างระมัดระวัง จู่ๆ เธอก็หยุดชะงักเมื่อใบมีดโลหะกระทบกับวัตถุที่แข็งและเย็นเยียบภายใต้ผนังอิฐ มันไม่ใช่ปูนฉาบ แต่มันคือแผ่นโลหะที่มีลวดลายอักขระแปลกประหลาดสลักอยู่
"ธันวา มาดูนี่สิ!" เธอเรียกเสียงหลงด้วยความตื่นเต้นและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มรีบวิ่งขึ้นมาบนนั่งร้านพร้อมไฟฉายในมือ แสงไฟสาดส่องลงไปบนรอยแตกนั้น เผยให้เห็นแผ่นทองเหลืองที่ถูกฝังไว้ลึกเข้าไปในผนังโบสถ์ มันดูเหมือนจะเป็นกลไกอะไรบางอย่างที่เชื่อมต่อกับโครงสร้างทั้งหมดของอาคาร
ธันวาใช้มือสัมผัสเบาๆ ที่ขอบโลหะ "นี่มันไม่ใช่งานบูรณะทั่วไปแล้วนะริน นี่มันเป็นการปลุกสิ่งที่หลับใหลอยู่ขึ้นมา" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลันนั้นเอง เสียงกลไกเฟืองไม้ภายในผนังเริ่มทำงานด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นจนฝุ่นละอองร่วงหล่นลงมาเหมือนหิมะสีเทา รินรดาตกใจจนถอยหลังไปชนกับนั่งร้านจนเกือบเสียหลัก
เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผนังภาพวาดที่เคยสวยงามเริ่มกะเทาะออกเป็นแผ่นๆ เผยให้เห็นโพรงลับด้านในที่มืดมิดและมีกลิ่นเหม็นอับคล้ายกับกลิ่นดินที่เพิ่งขุดขึ้นมาใหม่ รินรดาไม่รอช้า เธอใช้พู่กันปัดเศษปูนออกอย่างบ้าคลั่งราวกับคนขาดสติ ในขณะที่ธันวาพยายามคว้าแขนเธอไว้เพื่อดึงให้ลงจากจุดอันตราย เพราะผนังที่เหลืออยู่เริ่มเอนเอียงจนดูเหมือนจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
"อย่าเข้าไปใกล้กว่านี้! โครงสร้างมันกำลังจะพังทลายลงมาแล้ว!" ธันวาตะโกนแข่งกับเสียงลมพายุที่พัดกระหน่ำเข้ามาในโบสถ์ แต่รินรดากลับไม่ฟัง เธอเห็นเงาของใครบางคนปรากฏขึ้นในโพรงมืดนั้น มันไม่ใช่คน แต่เป็นเงาสะท้อนของสิ่งที่เธอเคยเห็นในฝันมาตลอดชีวิต เธอเอื้อมมือเข้าไปในช่องว่างนั้นเพื่อคว้าสิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในผนัง
ทันใดนั้น พื้นหินที่เธอยืนอยู่ก็แยกออก ก่อให้เกิดเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว รินรดาเสียหลักร่วงลงไปในช่องว่างด้านล่างพร้อมกับเศษอิฐที่พังลงมาทับถม ธันวารีบคว้ามือเธอไว้สุดแรงเกิด ร่างของเขาสั่นสะท้านจากแรงกระชากของน้ำหนักตัวที่ตกลงไป เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากช่องลับนั้น ราวกับมีไฟนรกกำลังลุกโชนอยู่ภายใน
"จับฉันไว้ให้แน่น! อย่าปล่อยมือนะริน!" ธันวาตะโกนสุดเสียงพลางพยายามยื้อร่างของเธอไว้กับขอบหินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำเงินเข้มราวกับสีของภาพวาดที่เธอพยายามซ่อมแซม เธอไม่ได้หวาดกลัว แต่เธอกลับยิ้มออกมาเหมือนพบเจอสิ่งที่ตามหามาตลอดเวลา
จุดพีคมาถึงเมื่อเพดานโบสถ์เริ่มพังทลายลงมาเป็นวงกว้าง แสงฟ้าแลบแปลบปลาบเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้ร่างของรินรดา มันคือโลงศิลาโบราณที่สลักลวดลายลึกลับและมีไอเย็นแผ่ออกมาอย่างรุนแรงจนธันวาแทบจะทนไม่ไหว มือของเขากำลังชาด้านจากการรับน้ำหนักของเธอ และความหวังที่จะรอดชีวิตเริ่มริบหรี่ลงทุกที
"ปล่อยฉันไปเถอะธันวา... หน้าที่ของฉันไม่ใช่การซ่อมแซมภาพวาด แต่เป็นการส่งคืนสิ่งที่ถูกพรากไป" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูสงบผิดปกติ เธอค่อยๆ คลายมือออกจากธันวาในจังหวะที่เศษอิฐก้อนใหญ่ตกลงมาปิดกั้นช่องว่างนั้นพอดี ทำให้ธันวาต้องกระโดดหลบออกมาด้านนอกอย่างหวุดหวิดก่อนที่ฝุ่นควันจะตลบอบอวลไปทั่วทั้งอุโบสถ
ความเงียบเข้าปกคลุมโบสถ์อีกครั้งหลังจากเสียงพังทลายสงบลง ธันวาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง น้ำตาไหลอาบแก้มขณะเขามองไปยังกองซากปรักหักพังที่ฝังร่างของหญิงสาวไว้ภายใต้ภาพจิตรกรรมที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงเศษสีที่แตกละเอียด ไม่มีร่องรอยของโลงศิลา หรือรอยแยกของผนัง เหลือเพียงกลิ่นอับของดินและสายฝนที่สาดเข้ามาตามรอยแตกของหลังคา
เวลาผ่านไปหลายเดือน ธันวากลับมายังที่เดิมอีกครั้งในวันฟ้าใส เขาไม่พบอะไรเลยนอกจากซากวัดที่ทิ้งร้างตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องหยุดนิ่งคือภาพวาดบนผนังที่ยังเหลืออยู่ มันเปลี่ยนไปจากเดิม ภาพยักษ์ที่เคยดุร้ายตอนนี้กลับดูอ่อนโยนและมีใบหน้าที่คล้ายกับรินรดาอย่างเหลือเชื่อ รอยร้าวบนภาพวาดเหล่านั้นถูกเชื่อมต่อกันด้วยเส้นสายสีทองที่ดูราวกับรอยถักทอของกาลเวลา
เขาวางดอกไม้สีขาวลงบนพื้นหินก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงภาพหลอนจากความเหนื่อยล้า หรือเป็นการเสียสละที่แท้จริงเพื่อปิดผนึกคำสาปให้คงอยู่ตลอดไป เสียงลมพัดผ่านพงหญ้าข้างวัดดูคล้ายกับเสียงกระซิบเบาๆ ของรินรดาที่ยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของเขาไม่เคยจางหายไปไหน
แสงอาทิตย์ยามเย็นทอแสงผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหัก ก่อให้เกิดเงาที่ทาบลงบนพื้นดินเป็นรูปภาพที่เลือนลางแต่ดูงดงามจับใจ ธันวาเหลียวหลังกลับไปมองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะก้าวเข้าสู่ป่าลึก ทิ้งเรื่องราวแห่งพันธะบนผืนผ้าใบครามให้คงอยู่กับความเงียบงันของวัดร้างแห่งนี้ตลอดกาล
วิถีเพชฌฆาตเหนือพิกัดเดือด
ดีลนรก ล้างแค้นข้ามสมุทร
วิกฤตการณ์พายุคลั่ง รหัสมรณะกลางน่านฟ้า
รอยเลือดบนทางสายหมอก
ห้วงเวลาสีชาด ปริศนาเข็มทิศไร้ทิศทาง
กรงขังพันธนาการแห่งกาลเวลา
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น