เสียงฟันเฟืองเหล็กกล้าขบกันแผ่วเบาภายในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันหล่อลื่นและฝุ่นผงไม้กฤษณา 'นที' จ้องมองผ่านเลนส์ขยายตัวจิ๋วที่ติดอยู่บนดวงตาข้างซ้าย มือของเขาประคองคีมปากจระเข้เรียวเล็กคีบสปริงเส้นบางเฉียดเส้นผมลงในร่องฟันเฟืองทองเหลืองที่เกือบจะหลุดจากตำแหน่งเดิม ความเงียบสงัดของร้านซ่อมนาฬิกาในย่านเมืองเก่าถูกรบกวนด้วยเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ดังขึ้นอย่างกระทันหันจนเขาสะดุ้งทำสปริงตัวจิ๋วร่วงลงบนพื้นไม้กระดาน
เขาถอนหายใจยาวพลางวางเครื่องมือลงบนโต๊ะไม้โอ๊คที่เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากประสบการณ์หลายสิบปี นทีเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือนที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์กระจก เธอสวมชุดเดรสผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่ดูขัดกับสภาพร้านที่ดูเก่าคร่ำคร่า แสงไฟสลัวจากหลอดทังสเตนส่องกระทบใบหน้าของเธอให้เห็นเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่ดวงตาคู่นั้นกลับจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่เขารู้สึกได้ถึงความคุ้นเคยอย่างประหลาด
“นาฬิกาเรือนนี้... พ่อบอกว่าคุณเป็นคนเดียวที่ซ่อมมันได้” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับวางนาฬิกาพกสีเงินที่ผิวหน้ามีรอยร้าวเป็นทางยาวลงบนผ้านุ่มสีดำ นทีขยับแว่นขยายออกแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์ เขาหยิบนาฬิกาเรือนนั้นขึ้นมาพิจารณา ความเย็นของโลหะที่ส่งผ่านฝ่ามือทำให้หัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ มันคือนางพกสลักลายดอกกล้วยไม้ป่าที่เขาเคยออกแบบให้คนรักในอดีตเมื่อสิบปีก่อน
เขามองสลับระหว่างเรือนนาฬิกากับใบหน้าของ 'รินลดา' หญิงสาวที่เขาไม่คิดว่าจะได้พบอีกหลังจากวันที่เธอหายไปจากชีวิตพร้อมกับคำสัญญาที่ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ 'รินลดา' ยังคงดูงดงามไม่ต่างจากวันที่เขาเห็นเธอครั้งสุดท้าย เพียงแต่แววตาที่เคยสดใสกลับดูหม่นหมองเหมือนเข็มนาฬิกาที่หยุดเดินไปนานแสนนาน นทีพยายามข่มความตื่นตระหนกในใจแล้วทำท่าทางเป็นมืออาชีพเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวของปลายนิ้ว
“นาฬิกาเรือนนี้กลไกภายในเสียหายหนักมากครับ มันถูกแรงกระแทกจนแกนจักรกลหลักหักงอ” นทีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ใจจะอยากถามว่าเธอหายไปไหนมาตลอดเวลาเหล่านั้น แต่เขาก็เลือกที่จะพูดถึงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน เพราะเขารู้ดีว่าหากเปิดช่องว่างแห่งความทรงจำออกมารอยร้าวที่เขาสร้างขึ้นเพื่อกั้นตัวเองจะแตกสลายลง
รินลดาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นจนเขาได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ กลิ่นดอกมะลิยามค่ำคืนที่เขายังคงจดจำได้แม่นยำ “ฉันไม่สนว่ามันจะพังแค่ไหน ขอแค่คุณทำให้มันกลับมาเดินอีกครั้งได้ไหมคะ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่เหลืออยู่ก็ตาม” คำพูดของเธอมีความหมายแฝงที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดในอก เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของนาฬิกา แต่คือการพยายามซ่อมแซมความสัมพันธ์ที่พังพินาศไปพร้อมกับกาลเวลา
ตลอดสัปดาห์ถัดมานทีหมกตัวอยู่ในห้องทำงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เขารื้อค้นกล่องเครื่องมือเก่าๆ เพื่อหาอะไหล่ที่หายากยิ่งกว่าทองคำ เขาใช้เวลาชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่ากับการขัดถูเฟืองเหล็กให้กลับมาเงางามอีกครั้ง ทุกครั้งที่เขาสัมผัสกับรอยร้าวบนหน้าปัดนาฬิกา เขานึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันที่เขาและรินลดาต้องแยกทางกันเพียงเพราะความทิฐิที่เขามีต่องานช่างนาฬิกาที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าความรู้สึกของเธอ
รินลดาแวะเวียนมาที่ร้านแทบทุกวัน เธอไม่พูดอะไรมากนักนอกจากคอยชงชาอุ่นๆ มาวางให้ที่ข้างโต๊ะทำงาน การมีอยู่ของเธอทำให้บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไป จากความเงียบเหงาที่ชินชา กลายเป็นความอบอุ่นที่ชวนให้อึดอัดแต่ก็โหยหา นทีสังเกตเห็นว่าเธอมักจะมองนาฬิกาแขวนผนังทุกเรือนในร้านด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย เหมือนเธอกำลังนับถอยหลังบางอย่างที่เขายังไม่เข้าใจ
วันหนึ่งขณะที่ฝนตกหนักด้านนอก นทีตัดสินใจรวบรวมความกล้าขณะที่เธอกำลังจะกลับบ้าน “ทำไมต้องเป็นตอนนี้? ทำไมต้องเป็นนาฬิกาเรือนนี้ที่เธออยากให้ซ่อม” เขาเอ่ยถามท่ามกลางเสียงฟ้าร้องที่ดังสนั่น รินลดาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมาสบตาเขา แววตาของเธอสั่นไหวและมีหยดน้ำตาคลออยู่ “เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่เตือนว่าฉันเคยมีเวลาที่มีความสุขที่สุด... และฉันไม่อยากให้มันกลายเป็นเพียงวัตถุที่ไร้ค่าไปก่อนที่ฉันจะไปจากเมืองนี้จริงๆ”
นทีนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะคว้ามือเธอไว้ “ฉันไม่ยอมให้เธอมันไปไหนอีกแล้ว ถ้าเธออยากให้ฉันซ่อมมัน ฉันก็จะซ่อมให้เสร็จในคืนนี้ และเราต้องคุยกันเรื่องของเราให้จบ” เขาไม่ได้พูดด้วยความโกรธ แต่พูดด้วยความเด็ดเดี่ยวที่เขาสะสมมาตลอดสิบปี รินลดานิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ความขัดแย้งในใจของทั้งคู่เริ่มคลี่คลายลงท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาสังกะสี
เขากลับไปที่โต๊ะทำงานด้วยพลังใจที่แปลกประหลาด นทีบรรจงประกอบชุดเฟืองเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวัง จังหวะการเต้นของหัวใจเขาเริ่มสอดคล้องกับจังหวะของกลไกนาฬิกา เขาใส่ความรู้สึกทั้งหมดลงไปในทุกการหมุนของน็อตทุกตัว รอยร้าวบนกระจกนาฬิกาพกดูเหมือนจะจางลงในสายตาของเขา เมื่อฟันเฟืองตัวสุดท้ายลงล็อกพอดี เสียง 'ติ๊ก' เบาๆ ก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
มันไม่ใช่แค่การซ่อมแซมทางกายภาพ แต่นทีรู้สึกถึงการเยียวยาในระดับจิตวิญญาณ เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปหาเธอที่นั่งรออยู่ข้างหน้าต่าง รินลดามองนาฬิกาที่กลับมาเดินอีกครั้งด้วยน้ำตาที่ไหลพราก เธอรับนาฬิกาเรือนนั้นไปแนบไว้กับอก แล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้มที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ “ขอบคุณนะคะที่ยังรอ... ขอบคุณที่ยอมซ่อมทุกอย่างให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม”
นทีสวมกอดเธอไว้แน่น ความอบอุ่นจากร่างกายของเธอพิสูจน์ให้เห็นว่าเวลาที่สูญเสียไปไม่ได้ทำลายความรักที่ฝังรากลึกอยู่ภายในใจของเขาทั้งสองคน รอยร้าวบนนาฬิกาอาจจะยังคงอยู่ แต่มันก็ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้สิ่งที่พังทลายลงไปก็สามารถถูกซ่อมแซมได้หากเรามีความอดทนและตั้งใจที่จะรักษามันไว้อย่างแท้จริง
เมื่อรุ่งเช้ามาถึง บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นาฬิกาทุกเรือนดูเหมือนจะเดินอย่างพร้อมเพรียงกันเหมือนจังหวะหัวใจของคนสองคนที่กลับมาเต้นในจังหวะเดียวกัน นทีไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเวลาอีกต่อไป เพราะในตอนนี้เขามีเวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อใช้ร่วมกับผู้หญิงที่เขารักที่สุด
เขามองไปที่นาฬิกาพกเรือนนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันยังคงเดินต่ออย่างมั่นคงและเที่ยงตรง รอยร้าวบนกระจกไม่ได้ดูน่าเกลียดอีกต่อไป แต่มันกลับเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งที่ผ่านการทดสอบจากกาลเวลา นทีหยิบนาฬิกาขึ้นมาแล้ววางไว้ข้างๆ นาฬิกาอีกเรือนที่เขาตั้งใจจะทำขึ้นใหม่เพื่อเป็นของขวัญให้เธอ
ชีวิตที่เหลือของเขาและรินลดาอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มันจะเป็นชีวิตที่มีความหมายในทุกนาทีที่ผ่านไป เขาเข้าใจแล้วว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตไม่ใช่การรักษาเวลาให้เดินไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ แต่คือการใช้เวลานั้นกับคนที่ทำให้เวลาของเรามีความหมายที่สุด
พวกเขายืนมองแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาในร้าน ความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ขับไล่ความหนาวเหน็บในใจไปจนหมดสิ้น นทีคว้ามือรินลดาไว้แน่นและเดินออกจากร้านไปด้วยกัน ทิ้งไว้เพียงเสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาเรือนโบราณที่เป็นพยานแห่งความรักที่ไม่มีวันจางหายไปตามกาลเวลา
ไม่ว่าในวันข้างหน้าจะมีอุปสรรคใดเข้ามาทดสอบ แต่นทีเชื่อมั่นว่าตราบใดที่ฟันเฟืองหัวใจของเขายังคงหมุนไปพร้อมกับเธอ เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่เข้ามา เหมือนกับนาฬิกาเรือนนี้ที่แม้จะมีรอยร้าว แต่ก็ยังคงเดินไปข้างหน้าได้อย่างสง่างามและมั่นคงที่สุดเท่าที่มันเคยเป็นมา
ใต้ดาวที่เราฝัน
รอยจูบที่ปลายฝน
จังหวะหัวใจในร้านกาแฟ
ดอกไม้ของภูผา
นัดพบในเงาจันทร์
รอยถักทอในแสงอาทิตย์อัสดง
ความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความคิดเห็น